รุกขกร ผู้รู้จริง

รุกขกร ผู้รู้จริง

แม้การดูแลตัดต้นไม้ใหญ่ แม้ใครๆ ก็ทำได้ แต่ใช่ว่าจะทำได้ดีทุกคน นี่คือเรื่องราวรุกขกร มืออาชีพ

แม้หลายคนจะได้ยินเรื่องราวของครู ต้อ-ธราดล ทันด่วน รุกขกรคนนี้บ้างแล้ว บางคนอาจงงๆ ว่า รุกขกรทำหน้าที่อะไร เขาเป็นนักศัลยกรรมต้นไม้ใหญ่ที่มีศิลปะในการตัดต้นไม้ เพื่อเปิดทางให้แสง เงา เส้นสาย เพื่อให้ต้นไม้เป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ได้อย่างกลมกลืน

ตัดต้นไม้อย่างสร้างสรรค์ ตัดเพื่อให้ออกดอก และตัดเพื่อดูแลรักษาต้นไม้ใหญ่ เหล่านี้คือ งานของครูต้อ นักตัดต้นไม้มือหนึ่งของประเทศนี้

คราวนี้เราเลือกคุยกับครูต้อด้วยภาษาต้นไม้ เขายังมีสิ่งท้าทายที่อยากทำอีกมากมาย เพื่อให้คนได้เสพความงามของต้นไม้

“ในเมืองไทยเคยมีเทศกาลดอกไม้บานเหมือนญี่ปุ่นไหม”...นี่แหละเป็นความฝันและความท้าทายอีกเรื่องที่ครูต้ออยากเห็น อยากทำ อยากช่วย เพราะไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำให้ต้นไม้ออกดอกเป็นทิวแถวพร้อมกันอย่างสวยงาม แต่ครูต้อบอกว่า ทำได้ เพียงแต่ปัจจัยต้องพร้อม

1.
ก่อนจะทำให้ต้นไม้ใหญ่บางสายพันธุ์ ไม่ว่าต้นนนทรี ทองกวาว ฯลฯ ออกดอกพร้อมกัน ก็ต้องเข้าใจธรรมชาติและนิสัยของต้นไม้ หมั่นสังเกต เพราะการทำเช่นนั้นได้ นักวนศาสตร์ทั้งหลายต้องศึกษาจนเกิดความเข้าใจอย่างแตกฉาน
“มีหลายคนบอกว่า ในสิงคโปร์ ต้นไม้ในเมืองสวยกว่าเมืองไทย” ได้ยินแบบนี้ รุกขกรคนนี้ยอมไม่ได้ เขาอธิบายท่ามกลางต้นไม้ใหญ่ที่เรานั่งคุยกันว่า

“คนไทยมีเลือดเกษตรกรอยู่ในตัว คนสิงคโปร์มีเลือดการค้า แล้วพวกเขาจะสู้คนที่มีวิถีเกษตรอยู่ในตัวได้อย่างไร และคนไทยมีศิลปะในสายเลือด ถ้าเราเอาสองอย่างมาประกอบกัน น่าจะทำได้ดี”

เพราะเป็นคนขี้สงสัย ชอบสังเกตธรรมชาติ ลองผิดลองถูกอยู่เรื่อยๆ ทำให้ครูต้อกลายเป็นคนที่รู้จริง เคยมีรุ่นน้องคนหนึ่งบอกเขาว่า ต้นมะม่วงอายุมากๆ อย่าตัดหนักนะ มันจะตาย ครูต้อกลับถึงบ้านตัดต้นมะม่วงหนักๆ เลย

"ก็เลยรู้ว่ามันจริง เพราะมันทรุด ผมเป็นคนชอบหาเหตุผล ตอนหลังมาสรุปเองว่า ต้นไม้แต่ละต้น เราต้องรู้ถิ่นกำเนิด อันนี้พวกทำงานป่าไม้รู้ดี อย่างชมพูภูคา ถ้าเอาไปปลูกที่อื่น ต้องลอกแบบธรรมชาติตรงนั้นไป ซึ่งต่างจากต้นยางนาจะปรับตัวได้หลากหลาย”

การรู้ที่มาที่ไปเกี่ยวกับถิ่นกำเนิดต้นไม้ แม้จะเป็นเรื่องปกติที่ควร แต่สำหรับครูต้อมีเหตุผล เนื่องจากมีต้นไม้จำนวนมากถูกย้ายออกจากถิ่นฐาน คนปลูกก็รู้แค่ว่า มาจากที่นั่นที่นี่ แต่ไม่รู้ใจมัน เมื่อไม่รู้ใจ ถ้ามีเหตุปัจจัยไม่เหมาะ ต้นไม้ก็มีโอกาสเฉาตาย

“เพราะความต้องการของมนุษย์ไม่สิ้นสุด เราดึงต้นไม้มาจากสารพัดแห่ง ที่สุดกู่เลยคือ เอาต้นสนเขาที่อยู่บนยอดเขาสูงของภาคเหนือ ปลูกคู่กับหมากแดงของป่าพรุ ภาคใต้ ต้นไม้สองแบบมาจากสิ่งแวดล้อมที่ต่างกัน แล้วจะอยู่ด้วยกันได้อย่างไร”

ครูต้อ บอกว่า ถ้าเราจะดูต้นไม้ให้เป็น ต้องรู้ว่า มาจากป่าแบบไหน กระจายพันธุ์อย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องพื้นๆ แต่ไม่มีการให้ข้อมูลกับคนทั่วไป หรือคนที่ทำงานด้านนี้ก็ไม่ได้นำประเด็นนี้มาเป็นข้อสังเกตที่สำคัญ“อย่างต้นกระพี้จั่นมาจากป่าทางเหนือ มันชอบแล้ง มาปลูกในพื้นที่ชื้น ก็ต้องเปิดพื้นที่ ผมเคยเจอเจ้าของบ้านที่ชอบปลูกต้นไม้ ปลูกจนบ้านเป็นป่าดงดิบ แล้วในที่สุดต้นหางนกยูงฝรั่งที่ปลูกตั้งแต่เล็กๆ ตาย เพราะโรคและคนปลูกไม่เข้าใจว่ามันชอบแล้ง ดังนั้นต้องกลับไปดูที่ถิ่นกำเนิดของต้นไม้แต่ละต้น ”

2.
ต้องรู้จริง เป็นสิ่งที่มืออาชีพทั้งหลายต่างตระหนักรู้ เหมือนเช่นที่หลายคนเชื่อใจและมั่นใจว่า ครูต้อเป็นนักตัดต้นไม้ที่ดีที่สุดในประเทศไทย

เขาบอกว่า ต้นไม้บางต้นมีไลฟ์ฟอร์มที่เป็นเอกลักษณ์ เราก็แค่จับมาตกแต่งให้เข้ากับไลฟ์ฟอร์มของเขา
นอกจากดูฟอร์มต้นไม้แล้ว เขายังทำหน้าที่เสมือนหมอต้นไม้ ต้องดูแลอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับต้นไม้ ผู้คน และสังคม พร้อมๆ กับรู้ว่า ถ้าจะตัดหรือย้ายต้นไม้ไม่ให้ตายต้องทำอย่างไร

“เราเห็นคนอื่นตัดต้นไม้ แล้วเป็นทุกข์ เพราะไม่ได้ดูความสวยงาม แต่ตัดเพื่อแก้ปัญหาเท่านั้น ถ้าตัดแบบไม่เข้าใจมัน มันก็ตาย”

เหมือนเช่นที่คนรักต้นไม้ได้เห็น ต้นไทรอายุหลายร้อยปี ยืนตายกลางเมือง เรื่องนี้ครูต้อมีคำอธิบาย
“ต้นไทร ต้นโพธิ์ ถ้าตัดหนัก...ตายเลย เพราะในธรรมชาติ มันรับความร้อนไม่ไหว ”
เมื่อปรารถนาจะได้เห็นป่าไม้ในเมืองที่ร่มรื่นมีมากขึ้น เขาบอกว่า จะปล่อยให้ป่าในเมืองเป็นไปตามธรรมชาติเหมือนต้นไม้ในป่าไม่ได้ บางต้นจำเป็นต้องตัด เพื่อเปิดแสง เงา ให้เห็นลีลาของเส้นสาย ที่เป็นความงามของต้นไม้

“นักตัดต้นไม้แบบผม ทำงานรับช่วงจากนักจัดสวน ต้องเข้าใจแนวคิดของนักภูมิสถาปัตย์ ตัดต้นไม้เพื่อให้ต้นไม้เป็นส่วนหนึ่งของสถานที่นั้น ไม่ใช่ปล่อยให้ต้นไม้แปลกแยก เราเห็นมาเยอะ มีต้นไม้ที่เป็นอิสระแปลกแยกจากสภาพแวดล้อม หรือผิดรูปผิดฟอร์ม”

ถ้าจะตัดต้นไม้ให้สวย ก็ต้องเข้าใจศิลปะ ต้องดูเรื่องแสงสี ครูต้อยกตัวอย่างสวนสมเด็จย่า มีต้นไม้ปกคลุมพื้นที่เยอะ จึงจำเป็นต้องตัดเพื่อปล่อยให้แสงสาดส่องในพื้นที่บางส่วน ถ้าปล่อยไปตามธรรมชาติ ก็จะดูรก
“ถ้าอยากให้ต้นไม้สวยตลอด ต้องตัดแต่งทุกปี อย่างต้นโพธิ ต้นไทร ถ้าสานดีๆ จะสวยมาก”

นอกจากเข้าใจเรื่องลีลาของต้นไม้ แสง เงา ก็ต้องรู้ว่า ไลฟ์สไตล์ของคนใช้สวนหรือพื้นที่บริเวณนั้น คนชอบนั่งชมวิวหรือนั่งพักผ่อนบริเวณไหน

“ต้องตั้งคำถามและสังเกตว่า ตัดอย่างไรให้ดูสวย เรื่องเหล่านี้ต้องฝึก นี่เป็นการสร้างความชำนาญด้านศิลป์ ซึ่งไม่สามารถเกิดขึ้นแบบวิทยาศาสตร์”

3.
นอกจากนี้ครูต้อยังอยากเห็นคนที่ทำงานด้านวนศาสตร์ ก้าวเข้ามาทำงานป่าไม้ในเมืองมากขึ้น เขาบอกว่า คนเหล่านั้นน่าจะออกจากป่า เรียนรู้เงื่อนไขใหม่ของต้นไม้ในเมือง เพราะทุกวันนี้นักภูมิสถาปัตย์ก็ตีบตันในเรื่องต้นไม้ ไม่มีคนให้ข้อมูล

"การทำป่าไม้ในเมืองมากขึ้น เพื่อให้โอกาสเด็ก คนชรา ผู้พิการ ที่ไม่มีโอกาสเข้าไปในป่าธรรมชาติได้สัมผัสต้นไม้มากขึ้น ผมคิดว่าโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา คลองสาน มีป่าไม้ในเมืองที่สวย ที่นั่นเก็บรักษาต้นไม้โบราณไว้อย่างดี พวกเขานำธรรมชาติเข้าไปบำบัดผู้คน เพื่อให้คนผ่อนคลายมากขึ้น ซึ่งเรื่องนี้คนที่ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เริ่มมองเห็นแล้วว่า ถ้าจะทำสิ่งก่อสร้างบนพื้นดิน ก็ควรเก็บต้นไม้ไว้ แล้วสิ่งก่อสร้างจะขายได้ราคาและขายได้เร็วกว่าโครงการอื่น”

นั่นเป็นภาคธุรกิจเล็กๆ ส่วนอีกความหวังที่ครูต้อบอกว่า เราต้องช่วยกันให้ความรู้วิธีการดูแลรักษาต้นไม้ใหญ่ที่ถูกต้อง ถ้าทำได้เราจะได้บ้านเมืองที่ร่มรื่น

“ผมกำลังจะร่วมกับกรมป่าไม้ อยากให้มีป่าไม้ในเมืองมากขึ้น เพราะเรื่องสร้างธุรกิจหรือขยายธุรกิจไม่ใช่ประเด็นหลักของผม ผมอายุมากแล้ว ณ วันนี้ผมต้องการสร้างคน ผมเองก็ต้องศึกษาตลอดเวลา ตอนที่ทำงานใหม่ๆ ก็รู้สึกว่าเรารู้ แต่พอทำไป อันนั้นอันนี้ก็ไม่รู้ ”

เนื่องจากครูต้อคลุกคลีอยู่กับต้นไม้หลายรูปแบบ เคยอยู่ในไร่กาแฟ ทำงานให้บริษัทแบรนด์ฝรั่ง นอกจากนี้ยังเคยเป็นพ่อค้าขายปุ๋ยที่ล้มลุกคลุกคลาน กระทั่งเมื่อสิบปีที่แล้วมาเป็นรุกขกร นักตัดต้นไม้ ที่ตอนนี้เพิ่มภาระกิจอีกอย่างคือ ย้ายต้นไม้ใหญ่ น้อยคนที่จะทำได้ หากไม่รู้นิสัยต้นไม้อย่างแท้จริง...ก็จะกลายเป็นย้ายมันไปสู่หลุมฝังศพ

“ตอนทำงานกับพวกฝรั่ง เขาบอกว่าจะตัดต้นกาแฟ ต้องมีต้นร่มเงาหรือต้นพี่เลี้ยงบังแดดช่วงบ่าย ผมก็คิดว่า มันบ้า จะตัดต้นไม้ต้องมีอะไรมาบังเงาต้นไม้ พวกเขาบอกว่าถ้าตัดหมดทีเดียวจะตายเยอะ โอกาสรอดต่ำ เราก็ลองตัด มันก็ตาย เราก็ได้เรียนรู้และนำมาใช้กับต้นไม้ในเมือง”

ดังนั้นเมื่อครูต้อจะลงมือย้ายต้นไม้ใหญ่ที่ปลูกมานานหลายชั่วอายุคน เขาจะใส่ใจเป็นกรณีพิเศษ
“ถ้าเป็นต้นไม้มาจากป่าดงดิบ คือร่มครึ้ม ถ้าเราตัดหรือปรับรูปทรงหนัก ต้องเอากระสอบห่อลำต้น ไม่อย่างนั้นตาย”

4.
ย้อนกลับมาถึงเรื่องความฝันที่น่าจะเกิดขึ้นในเมืองไทย เขาอยากเห็นเทศกาลดอกไม้บานเหมือนในญี่ปุ่นที่คนออกมานั่งดื่มชาใต้ต้นซากุระ

"เรายังไม่เข้าใจพันธุ์ไม้แต่ละชนิด ถ้าเราเข้าใจดีพอ ผมเชื่อว่า เราทำได้ อย่างเชียงใหม่มีต้นทองกวาว เมื่อผลัดใบหมดแล้วออกดอก ถ้าทำสวนสาธารณะปลูกต้นทองกวาวเป็นทิวแถว หรือนางพญาเสือโคร่ง เราจัดเทศกาลได้เลย นี่เป็นความคิดที่ท้าทายสำหรับผมและผมยังไม่เคยทำ”

เทศกาลดอกไม้จากต้นไม้ใหญ่ที่ไม่ใช่การจัดวาง แต่อาศัยองค์ความรู้ความเข้าใจในเรื่องธรรมชาติและการสังเกต ครูต้อบอกว่า ทำได้ถ้ามีแนวร่วม

“ณ วันนี้ผมบอกเด็กๆ ที่ทำงานให้สังเกตต้นไม้ ปีนี้ให้จดวันที่ดอกประดู่บาน แล้วไปดูประวัติอุณหภูมิย้อนหลังสามเดือนที่กรมอุตุนิยมวิทยาในช่วงเวลาเดียวกัน เพื่อนำมาเปรียบเทียบกัน จะได้รู้ว่า จะต้องตัดต้นไม้พันธุ์นี้ตอนไหนแล้วออกดอก ผมอาจจะไม่ใช่คนดีไซน์ แต่อยากกระตุ้นให้เกิดองค์ความรู้สำหรับพวกภูมิสถาปัตย์ ถ้าเราทำให้ต้นนนทรีหรือตะแบกออกดอกพร้อมกัน ก็จะเป็นเรื่องดี” นั่นเป็นสิ่งที่ครูต้อหวัง เขาเองกำลังพยายามตัดกิ่งก้านต้นนนทรีเพื่อให้บานพร้อมกันในสถานที่แห่งหนึ่ง ปีที่แล้วเขาตัดไม่ทัน เนื่องจากติดปัญหารอขออนุมัติจากผู้มีอำนาจ

“ระหว่างคนรอ ต้นไม้ไม่รอ แตกยอดอ่อนมาแล้ว ถ้าเราไปตัดมันตอนนั้น มันก็ไม่ออกดอก แต่ปีนี้ผมตัดทัน กำลังเฝ้าดูว่า มันจะออกดอกไหม "ครูต้อเล่า

นอกจากงานตัดและย้ายต้นไม้ใหญ่ เขายังมีภาระกิจในทุกปีบรรยายให้ความรู้นักศึกษาภูมิสถาปัตย์ทั้งในจุฬาฯและธรรมศาสตร์ และเป็นวิทยากรบรรยายเรื่องการดูแลต้นไม้ในเมืองที่รู้จริงคนหนึ่งของประเทศ