แจ๊สไทยจะก้าวไปถึงไหน

แจ๊สไทยจะก้าวไปถึงไหน

ดนตรีแจ๊สในสภาพที่ไม่ต่างจาก 'โอเอซิสกลางทะเลทราย' เพราะดนตรีแขนงนี้ในสังคมไทยกำลังอยู่ในจุดหัวเลี้ยวหัวต่อว่าจะก้าวไปในทิศทางใด

เป็นข้อสรุปร่วมกันว่าเทศกาลดนตรีแจ๊สเพื่อการเรียนรู้ หรือ Thailand International Jazz Conference 2013 ที่มีขึ้นระหว่างวันที่ 1-3 กุมภาพันธ์ ศกนี้ มีสถานะไม่แตกต่างจาก'โอเอซิสกลางทะเลทราย' เพราะดนตรีแขนงนี้ในสังคมไทยกำลังอยู่ในจุดหัวเลี้ยวหัวต่อว่าจะก้าวไปในทิศทางใด

นักศึกษาดนตรีคนหนึ่ง เอ่ยขึ้นในวิชาสัมมนาแจ๊สชั้นปีสุดท้ายว่า ระหว่างที่เขากำลังเล่นดนตรีอยู่ในสถานบันเทิงนั้น จู่ๆ ก็มีคนฟังตะโกนให้เล่นเพลงอีกแนวหนึ่ง อย่างไม่สนใจบรรยากาศและความเป็นไป หรือหากจะเปรียบเปรยให้เห็นภาพ ก็คงไม่ต่างจากการสั่งข้าวมันไก่ในร้านขายก๋วยเตี๋ยวราดหน้า ทว่าท้ายที่สุด ในฐานะผู้ให้ความบันเทิง เขาพร้อมให้บริการอย่างยากจะปฏิเสธ

เช่นเดียวกันกับนักศึกษาแจ๊สอีกคน เสริมประสบการณ์ให้เพื่อนๆ ฟังว่า ณ ล็อบบี้ของโรงแรมสุดหรูแห่งหนึ่ง เมื่อแขกชาวจีนที่มีอยู่โต๊ะเดียว สั่งให้หยุดเล่น เพราะพวกเขาต้องการนั่งคุยกันเงียบๆ ทุกอย่างย่อมเป็นไปตามความต้องการของลูกค้าเสมอ

จากรั้วสถาบันการศึกษา เมื่อก้าวสู่โลกกว้างใหญ่ภายนอก บัณฑิตดนตรีแจ๊สหลายคนพบว่า โลกไม่ได้เป็นไปอย่างที่พวกเขานึกเสมอไป และบ่อยครั้งยังต้องตัดสินใจเลือกว่าจะก้าวไปทางไหน ระหว่างการรักษาอุดมการณ์แบบแจ๊สเอาไว้อย่างตายตัว กับการทดลองปรับเปลี่ยนเพื่อทำงานและแสวงหาประสบการณ์ใหม่ๆ

"ผมเจอปัญหาพวกนี้มาตลอด เมื่อคนฟังขอเพลงมา ระหว่างที่เราเล่นเพลงแจ๊ส เขาอาจจะขอในแบบของเขา อาจจะเป็นเพลงฮิต ในแนวป๊อป ร็อค หรือ อาร์แอนด์บี แต่เราก็เลือกจะเล่นในแบบของเรา" อาณัติ เอี่ยมวงศ์ศรีกุล ดุริยางคศาสตร์มหาบัณฑิต จากคณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เปิดใจเล่าให้ฟัง ในฐานะมือกีตาร์ที่มีงานแสดงชุกชุมคนหนึ่งในเวลานี้ อาณัติ เห็นว่าทางออกของนักดนตรี คือการประยุกต์ตัวเอง ถึงจะฝึกฝนมาอย่างหนักในฐานะนักดนตรีแจ๊ส แต่เมื่อถึงคราวเล่นเพลงไม่กี่คอร์ด ก็ต้องพร้อมจะเรียนรู้

"โดยส่วนตัวผมยอมรับได้ แต่ก็มีเพื่อนๆ บางคนที่เล่นแจ๊ส ยอมรับไม่ได้ ผมคิดว่า เมื่อออกสู่สนามจริง การเรียนแจ๊สก็มีข้อได้เปรียบ ตรงที่เราแข็งแรงกว่าคนอื่นๆ ในเรื่องของ harmony (แนวคิดเสียงประสาน) แต่เราก็มีข้อเสียเปรียบในเรื่อง articulation (สำเนียงการออกเสียง) เพราะฝึกฝนมาไม่เหมือนกัน อย่างเพลงพวกเพื่อชีวิต ร็อค หรือ ลูกทุ่ง ซึ่งหากเราทำได้ หรือเข้าถึงเพลงพวกนี้ได้ รับรองว่าจะได้เปรียบอย่างมาก"

อย่างไรก็ตาม การปรับตัวเพื่้อให้อยู่รอด กับการดำรงอยู่อย่างมีศักดิ์ศรีและความภาคภูมิใจ อาจจะเป็นคนละเรื่องกัน ในเรื่องนี้ โอ่ง ณัฐชา ปัทมพงศ์ นักร้องนำวง เมลโล่ โมทิฟ ยอมรับว่า ทุกวันนี้ เธอไม่สามารถรับงานที่เมืองไทยอย่างเดียวได้ งานอีกครึ่งหนึ่ง จึงต้องมาจากการแสดงในต่างแดน

"พื้นที่ในการแสดงออกน้อย หากอยู่เมืองไทยอย่างเดียว โอ่ง คงไม่สามารถเป็นนักร้องได้ นี่ขนาดเป็น vocal jazz (แจ๊สที่้เป็นเพลงร้อง) ยังอยู่ยากเลย แล้วพวก instrumental jazz (แจ๊สเพลงบรรเลง) ล่ะจะลำบากขนาดไหน"

นับจากวันที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหดิล เปิดสอนเอกสาขาดนตรีแจ๊สในระดับปริญญาตรี ติดตามมาด้วยสาขาดนตรีแจ๊สของมหาวิทยาลัยศิลปากร และมหาวิทยาลัยรังสิตตามลำดับ ก็เป็นเวลาล่วงผ่านมานานกว่า 10 ปีแล้ว หากนับเป็นจำนวนบัณฑิตดนตรีแจ๊ส ย่อมมีหลายพันคน นี่ยังไม่นับรวมบัณฑิตดนตรีจากสถาบันการศึกษาแห่งอื่นๆ ที่มีความสนใจในดนตรีแขนงนี้เป็นทุนเดิม

แต่ในทางกลับกัน ดูเหมือนพื้นที่ "แจ๊ส" ในสังคมไทยกลับหดหายลงทุกที และอาจจะถอยหลังด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะเป็นการสิ้นสุดลงของเทศกาลแจ๊สกรุงเทพฯ ลักษณะลุ่มๆ ดอนๆ ของเทศกาลแจ๊สหัวหิน ขณะที่เทศกาลดนตรีแจ๊สในประเทศเพื่อนบ้าน หรือในละแวกเอเชีย กลับขยายตัวและเติบโตอย่างต่อเนื่อง ดังกรณีของเทศกาลแจ๊สเซี่ยงไฮ้ หรือเทศกาลแจ๊สจาวา ณ นครจาการ์ตา อินโดนีเซีย ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นงานระดับโลกไปแล้ว

ด้วยเหตุนี้ บางคนจึงเปรียบเปรยว่า ไทยเรามีเมล็ดพันธุ์ที่ดีมากมาย ดังเห็นได้จากบุคลากรแจ๊สที่ผลิตออกมาในแต่ละปี แต่ดูเหมือนว่า สภาพของดิน ปุ๋ย น้ำ ตลอดจนสภาพแวดล้อมโดยรวมของสังคมไทย ไม่เอื้อให้เมล็ดพันธุ์แจ๊สเหล่านี้เติบโตขึ้นอย่างงดงามแต่อย่างใด

"ผมรู้สึกเศร้าใจกับเรื่องนี้.. " เด่น อยู่ประเสริฐ คณบดี วิทยาลัยดนตรี มหาวิทยาลัยรังสิต เผยความรู้สึกอย่างตรงไปตรงมา "เด็กรุ่นใหม่เก่งมาก เมื่อเปรียบเทียบกับรุ่นผม ถือว่าคนละเรื่องเลย แต่จะทำอย่างไรในเมื่อไม่มีใครสนใจ ทั้งที่เรื่องนี้เป็นเรื่องของ creative economy อย่าลืมว่าที่ผ่านมา บางปีในอังกฤษเอง music industry สามารถสร้างรายได้เป็นสัดส่วนหลัก มากกว่า automobile industry ด้วยซ้ำ"

ในฐานะศิลปินรางวัลศิลปาธร ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้โดยสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม เด่น เห็นว่าแจ๊สก็เป็นศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย ที่มีความเป็นสากลมากพอที่ภาครัฐควรเข้ามาให้การสนับสนุน ถึงแม้จะไม่สามารถช่วยเหลือได้ในเรื่องของตัวเงินหรืองบประมาณ อย่างน้อยๆ ก็ควรช่วยเหลือในเชิงนโยบาย หรือการตลาดก็ยังดี

ในเวลาเดียวกัน เด่น ก็ขยายความถึงความหมายของแจ๊สในมุมกว้างว่า ไม่จำเป็นต้องเล่นแจ๊สแบบบีบ็อพ (bebop แจ๊สสมัยใหม่ที่ปฏิวัติโดยชาร์ลี พาร์คเกอร์ หมายถึงแจ๊สเข้มข้น) อย่างเดียว เพราะแจ๊สนั้น สอนให้รู้จักปฏิภาณ ไหวพริบ ความรวดเร็ว และมีความพร้อมเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการแต่งเพลงหรือเรียบเรียงดนตรี

"ผมมองกว้างกว่าแค่งานตามผับหรือโรงแรม มันยังมีงานอื่นๆ ที่น่าสนใจ ผมนึกถึง Esperanza Spalding (มือเบสหญิงแจ๊สที่ได้ชิงรางวัลแกรมมี่สาขาศิลปินหน้าใหม่เมื่อปีกลาย) ที่เขาสามารถพลิกแจ๊สไปอีกจุดหนึ่งได้ เธอทำดนตรีที่ดีมากๆ ออกมา โดยไม่ต้องอิงกับ traditon เดิม ซึ่งเรื่องนี้นักดนตรีแจ๊สต้องสร้างตัวตนขึ้นมา จะว่ายากก็ยาก หรือบางทีก็อาจจะเป็นแค่เรื่องเส้นผมบังภูเขา" เด่น ให้มุมมอง

ด้าน กฤษติ์ บูรณวิทยวุฒิ รองคณบดี วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล หรือในอีกฐานะหนึ่ง คือสถาปนิกที่พลิกผันมาเป็นนักดนตรีและครูดนตรี วิเคราะห์เหตุที่ 'แจ๊สไทยไปไม่ถึงไหน' อย่างน่าสนใจว่า ขึ้นอยู่กับมุมมองว่ากำหนดเป้าหมายไว้ที่ไหน จะไปนอกตัวเรา หรือไปในตัวเรา

"การออกไปภายนอก ต้องอาศัยแรงขับเคลื่อนเยอะ อย่างเกาหลี ซึ่งต้องส่งคนของเขาออกไปอยู่ที่นั่น ตอนนี้มีคนเกาหลีไปเรียนดนตรีที่อเมริกาเยอะมาก หากเราจะส่งไป เรามี โก้ (มิสเตอร์แซ็กแมน) เรามี มินท์ (ภาสกร โมระศิลปิน - นักแซ็ก) เรามี หนึ่ง (จักรวาร เสาธงยุติธรรม) แต่ดูๆ ไป มันเหมือนเรามี ภราดร (ศรีชาพันธุ์) เพิ่มอีกคนรึเปล่า นั่นคือสิ่งที่เราต้องการจริงๆ หรือ เพราะเราต้องมีความทะเยอทะยาน ต้องอาศัยพละกำลังมหาศาล จะดีกว่าไหม หากเรามองเป้าหมายแจ๊ส คือการย้อนมองกลับไปในตัวเรา มองแจ๊สเป็นเรื่องของการเรียนรู้ ซึ่งจะไม่มีแรงเสียดทานมาก แถมมีความสุขมากกว่า ยั่งยืนมากกว่า"

กฤษติ์ ยังตั้งข้อสังเกตว่า คนไทยเราคุ้นเคยกับบทเพลงพระราชนิพนธ์มาแต่อ้อนแต่ออก แต่น่าแปลก-ตรงที่กลับไม่มีความรู้ความเข้าใจในดนตรีแจ๊สเลย หรือคนไทยเรา เคยมีธรรมเนียมการฟังเพลงไทย(เดิม) มาแต่โบราณกาล ซึ่งล้วนแต่มีแนวทางการบรรเลงอันซับซ้อนพิสดารและงดงาม แต่มาในวันนี้ เรากลับสูญเสียความสามารถในการฟังเพลงบรรเลง อย่างที่บรรพบุรุษเราเคยมีไปเสียแล้ว

"หากมองแจ๊สในแง่ของการเรียนรู้ เราจะพบแง่มุมที่สำคัญ แต่ทุกวันนี้ ที่เราเข้าไม่ถึง เพราะเราขาดต่อมสุนทรีย์ หรือต่อมสุนทรีย์ของเรามันตื้นเขิน ตีบตัน ไม่แน่นักว่า เราอาจจะตื้นเขินไปเสียทุกเรื่อง หากมองย้อนกลับไป แจ๊สไทยเราเคยไปไกลที่สุดเมื่อไหร่ ในอดีตที่ผ่านมา ไกลที่สุดที่แจ๊สเราเคยไป คืออัจฉริยภาพทางดนตรีของพระบามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งปรากฏในบันทึกของฝรั่งในที่ต่างๆ เพียงแต่เราคนรุ่นหลัง ไม่รู้จักต่อยอด"

ไม่ว่าจะเกี่ยวข้องกับต่อมสุนทรีย์หรือไม่ก็ตาม แต่นักการตลาด อย่าง รณพงศ์ คำนวณทิพย์ ผู้จัดการทั่วไป ยูนิเวอร์ซัล มิวสิค ประเทศไทย เห็นว่าปัจจัยที่จะทำให้แจ๊ส กลับมาอยู่ในความสนใจของสังคมไทยได้อีก หนีไม่พ้นเรื่องของสื่อ อีเวนท์ และชุมชนของคนฟังเป็นสำคัญ

"ต้องยอมรับก่อนว่า แจ๊สเป็นตลาดเล็กกว่าเพลง genre อื่นๆ เช่น ป๊อป ร็อค อาร์แอนด์บี หรือฮิพฮ็อพ การมีสื่อเผยแพร่เพลงแจ๊ส ย่อมก่อให้เกิดการเรียนรู้ หรือมีการจัดอีเวนท์ ก็ทำให้เกิด exposure ดังนั้น การมีนักดนตรีแจ๊สหรือ supply ออกมามากๆ จึงไม่ match กับความเป็นไป ต้องทำอย่างไร จึงจะครอสส์กับดนตรีที่ค่อนมาทาง easy listening หรือทาง vocal ซึ่งสามารถสร้างฐานคนฟัง หรือเข้าถึงได้มากกว่า"

ในมุมมองของ รณพงศ์ ดนตรี คือ เอนเตอร์เทนเมนต์ ดังนั้น แจ๊สจึงควรให้ความสุขความเพลิดเพลินแก่คนฟัง ก่อนที่จะชักนำคนฟังให้เข้าถึงดนตรีแขนงนี้ในระดับที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ซึ่งในเรื่องนี้ ตรงกับมุมมองของ โอ่ง ณัฐชา ปัทมพงศ์ ที่เห็นว่านักดนตรีแจ๊สไทย ควรปรับเปลี่ยนทัศนคติในการเล่นดนตรีเสียใหม่

"เราควรให้โอกาสคนฟัง ให้เขาได้สัมผัสความงดงามของดนตรีแจ๊ส แจ๊สไม่เกี่ยวกับฟังยาก ฟังง่าย ดนตรีก็คือดนตรี เมื่อเราเล่นดนตรีก็คือการสื่อสารไปยังคนฟัง ทำอย่างไรให้เขาเข้าถึงเพลงที่เราสร้างสรรค์ขึ้นมา"

เช่นเดียวกันกับ อาณัติ มือกีตาร์ที่เชื่้อมั่นว่า ทุกวันนี้ พื้นที่สำหรับการเล่นแจ๊สยังมีอยู่พอสมควร ไม่ถึงกับขาดแคลน โดยเฉพาะสำหรับคนที่มีงานเล่นอยู่แล้ว แต่สำหรับนักดนตรีหน้าใหม่ที่เพิ่งเข้ามา อาจจะต้องใช้เวลาสักหน่อยในการหาลู่ทางในการทำงาน

ในเวลาเดียวกัน นักดนตรีแจ๊สยังมีงานอื่นๆ รองรับอีกมาก หนึ่งในงานเหล่านั้น คือการเปลี่ยนจากสถานะ performer เป็น educator ดังความเห็นของ เด่น ในเรื่องนี้

"ประเทศไทยยังขาดครูดนตรีที่มีคุณภาพ และผมเชื่อว่ายังมีที่เหลือสำหรับครูดนตรีที่ดี ผมได้เห็นฝรั่งทำหลักสูตร Jazz for kids ซึ่งเป็นการนำเอา concept ด้านการอิมโพรไวเซชั่นมาให้เด็กๆ ทำ ปรากฏว่าทำได้ดีมาก ถึงเวลาที่เราควรจะเปลี่ยนแปลงได้แล้ว ไม่ใช่ว่าโรงเรียน 1 โรงเรียน มีครูดนตรีแค่ 1 คน และไม่ใช่ว่าเอาครูพลศึกษามาสอนร้องเพลง นี่เป็นเรื่องของความคิดสร้างสรรค์ที่เราไม่ควรมองข้าม และทำลายโอกาสในการเรียนรู้ของเด็กๆ ๆไป"

ส่วนจะมีใครไปไกลถึงเวทีสากลหรือไม่นั้น เด่น ตอบง่ายๆ เพียงว่า

"หากมองแบบชาตินิยม ก็เป็นเรื่องดีนะ ที่เราจะมีฮีโร่สักคน ว่าเราทำได้ เหมือนที่เรามี ณรงค์ ปรางค์เจริญ ในสาขา composition ที่เขาสามารถมีพื้นที่ยืนอยู่บนเวทีนานาชาติได้แล้วในวันนี้"