เที่ยวไปกับหนัง 'มาริโอ้ เมาเร่อ - นิว ชัยพล'

หลังจากประสบความสำเร็จไปไม่น้อยกับภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องราวของเด็กน้อยที่ชื่อจันซึ่งถือกำเนิดขึ้นมาบนโลกพร้อมๆกับความตายของมารดาโดยไม่คาดฝัน
ถ่ายทอดผ่านภาพสวยๆ โดยผู้กำกับมากฝีมือ ม.ล.พันธุ์เทวนพ เทวกุล เสริมทัพด้วยนักแสดงนำฝีมือเก่งฉกาจอีกหลายท่าน
นอกจากนักแสดงหญิงในเรื่อง 'จันดารา ปฐมบท' ที่หลายคนตั้งหน้าตั้งตารอชมแล้ว นักแสดงชายที่มารับเล่นเรื่องนี้ก็มีความ 'ฮอต' ไม่แพ้กัน โดยนักแสดงชายที่เป็นที่กล่าวขวัญถึงมากที่สุดคงหนีไม่พ้นสองหนุ่มสุดหล่ออย่าง นิว - ชัยพล จูเลี่ยน พูพาร์ต และ โอ้ - มาริโอ้ เมาเร่อ ที่คราวนี้มาพร้อมกับการนำเสนอคาแรกเตอร์ของตัวละครที่เข้มข้นมากขึ้นในภาคที่สอง หรือ 'จันดารา ปัจฉิมบท' ซึ่งทั้งคู่บอกว่าการกลับมาของจันดาราคราวนี้ แฟนๆ จะได้เห็นถึงพัฒนาการของตัวละครในเรื่อง รวมทั้งเนื้อเรื่องที่จะยิ่งเพิ่มความน่าสนใจและสอดแทรกแง่คิดไว้หลายข้อเลยทีเดียว
พร้อมกันนี้ทั้งสองหนุ่มยังเล่าถึงการเดินทางสุดพิเศษในต่างแดนที่เคยได้ไปสัมผัสมาระหว่างการออนทัวร์เพื่อโปรโมทภาพยนตร์อีกด้วย
พอมาเล่นต่อภาคสองกับ จันดารา ปัจฉิมบท เนื้อหาหรือคาแรกเตอร์เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง
โอ้ : พอเริ่มภาคสอง ตัวจันก็ไปอยู่บ้านคุณท้าวยาย คาแรกเตอร์ของจันก็จะโตขึ้น มีความก้าวร้าวของตัวละครมากขึ้น มีความแค้นอยู่ในใจว่าเราเป็นคนที่โดนพ่อทำร้ายมาตลอด ก็ตามไปล้างแค้น แล้วกลับไปทวงสมมบัติทุกอย่างที่เป็นของตัวเองคืนมา นอกจากตัวบทที่ทำให้จันโตขึ้นแล้ว เรื่องเสื้อผ้าหน้าผมก็เปลี่ยนไปด้วย ภาคนี้ต้องมีหนวด เป็นผู้ใหญ่ ตัวจันเองก็เปลี่ยนไปหลายอย่าง มีการค้นหาความจริง เพราะเขาจะเริ่มรู้แล้วว่าคนนี้ไม่ใช่พ่อเขา เขาก็เริ่มออกตามหาพ่อตัวจริง อยากจะไปกราบพ่อสักครั้งประมาณนั้น เรื่องก็จะเล่าตั้งแต่อยู่บ้านจนถึงการออกตามหาก็มีการพัฒนาเหตุการณ์ไปเรื่อยๆ
ส่วนการพัฒนาของตัวละคร จากภาคแรกจะใสๆ พอมาภาคนี้ก็เริ่มก้าวร้าว โชคดีว่าตอนถ่ายหนังเราถ่ายตั้งแต่ตอนที่จันยังเด็กๆ ก็เห็นมาตลอดว่าคุณหลวงเขาทำอะไรเรา อ่านบทก็รู้ว่าคุณหลวงเขาด่าเราไอ้จัญไรทุกวัน เราก็โอ้โห ถ้าเป็นเราคือชีวิตเด็กคนหนึ่งต้องมาเจอแบบนี้ โดนเอาแก้วเอาอะไรเขวี้ยงด้วย ผมว่ามันจำนะ ผมก็ใช้ตรงนั้นคือคิดเหมือนตัวละครคิด แค้นก็แค้นด้วย พอโตมาจะมีสิ่งที่คุณท้าวยายใส่หัวมาด้วย สิ่งที่จันเคยเจอมาตั้งแต่เด็ก จันก็เริ่มคิดแล้วว่าไม่ควรจะเป็นอย่างนั้นอีกต่อไป อีกอย่างคือสัญญากับผู้ใหญ่ว่าต้องทำ ต้องเอาคืน
นิว : จากภาคแรกเคนจะห่ามๆ ทำตามใจตัวเอง แต่ภาคนี้เคนจะโตขึ้นเยอะมาก จะมีความรับผิดชอบมากขึ้น เราสัญญากับแม่ว่าเราจะตามไปดูแลคุณจันที่พิจิตรก็คือตามไปด้วย แล้วก็ช่วยคุณจันตามหาพ่อ ไปอยู่กับเขา ไปช่วยทำงานบริษัทที่โน่นจนคุณจันให้เราเป็นผู้จัดการโรงงาน เราก็ต้องรับผิดชอบมากขึ้นต้องเรียนรู้งานไปเรื่อยๆ จนเจอผู้หญิงคนหนึ่งที่เคนรักจริง ก็ขอแต่งงาน มีลูก ก็กลายเป็นคนรักครอบครัวและเลิกเจ้าชู้ไปเลย คือโตขึ้นในทุกๆ ด้าน
หลังจากที่เล่นเรื่องนี้มาทั้งสองภาค คิดว่าเราได้อะไรจากตัวละครนั้นๆ บ้าง
โอ้ : มันก็เปลี่ยนวิธีคิดของเราได้หลายอย่าง อย่างเรื่องความแค้นเราก็ได้รู้ว่าการแก้แค้นมันไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้นเลย การให้อภัยดีที่สุด อีกอย่างที่ผมชอบมากๆ คือตัวจันดาราเอง คือผมรู้สึกว่าผมนับถือจิตใจเขามากครับ เพราะว่าเขาเจอเรื่องร้ายๆ หนักๆ ในชีวิตมามาก พออ่านบทจนจบ โห.. ชีวิตเขาหนักมาก จำได้ว่าพออ่านจบปวดหัวเลย รู้สึกเครียดกับชีวิตของคนนี้มากแต่เขาก็อยู่ได้ ไม่ได้จบชีวิตตัวเอง แล้วอยู่ได้ไปจนแก่ ผมเลยนับถือเขา ซึ่งจริงๆ แล้วเขาเป็นคนจิตใจดี เป็นคนรักษาคำพูด ถ้าบอกผู้ใหญ่ไว้ว่าจะทำก็ต้องทำ
นิว : ผมเรียนรู้จากเคนเยอะเหมือนกัน เคนเป็นคนที่อยู่กับปัจจุบัน ไม่ค่อยคิดมาก ไม่ค่อยเอาเรื่องทุกข์มาคิดสักเท่าไหร่ เพราะว่าบางทีมันก็เป็นอดีตไปแล้ว เราไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ เราก็แค่ทำวันนี้ให้ดีหรือหาวิธีว่าที่พลาดไปแล้วเราจะสามารถแก้ไขอะไรยังไงดีกว่า ไม่ใช่ว่าไปจมอยู่กับมัน พอไปจมอยู่กับมันก็จะทำให้คิดมาก เครียด และชีวิตหรือสภาพจิตใจก็ยิ่งแย่เข้าไปอีก พอเรารับบทเคนเข้าไปมากๆ บางทีพอเราเจอเพื่อน พ่อแม่ หรือใครก็ตามแล้วทะเลาะกันแล้วไม่จบ แต่พอมาคิดดูแล้วช่วงทะเลาะกันมันก็จบไปแล้ว แต่ถ้ายังมัวมาคิดโมโหอยู่มันก็เครียดด้วยกันทั้งคู่ จิตใจก็ไม่ดีทั้งคู่ น่าจะมาคุยกัน ปรับความเข้าใจกันหรือหาวิธีมาแก้ไขดีกว่า เพราะเราต้องอยู่กับปัจจุบันให้ดี อดีตมันแก้ไขไม่ได้ อนาคตมันก็ยังมาไม่ถึง
พูดถึงเรื่องไปโปรโมทหนังที่ต่างประเทศบ้าง ได้ยินว่านิวไปเกียวโตมา ?
นิว : ไปเกียวโต ไปเทศกาลหนังมาครับ หนังของเราก็ได้ฉายด้วย ไปกับทีมงานซึ่งเราเองก็เจอสื่อที่นั่นด้วย บางคนเขาก็เคยดูจันดารามาแล้วด้วย ฟีดแบคจากที่ญี่ปุ่นก็ดีครับ เขาก็ชอบ อย่างเรื่องอุโมงค์ผาเมืองเขาก็ชอบ มันทำให้วัยรุ่นญี่ปุ่นรู้จักคุโรซาวามากขึ้นด้วย (อุโมงค์ผาเมืองดัดแปลงมาจากบทละครเวทีเรื่อง ราโชมอน(ประตูผี) ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ซึ่งดัดแปลงมาจากภาพยนตร์ของ อากิระ คุโรซาวา อีกทีหนึ่ง) เขาบอกอย่างนั้น เพราะว่ามันดูง่ายกว่าของเขา แล้วก็ไปไต้หวันมาด้วยครับ หนังของเราก็เข้าฉายรอบปกติในโรงเลยครับ ครั้งนั้นโอ้ก็ไปด้วย
เหมือนนิวได้เดินทางท่องเที่ยวไปพร้อมกับหนัง?
นิว : ก็มีไปโตเกียวกับไต้หวันอย่างที่บอกครับ ซึ่งแต่ละที่ก็มีความประทับใจแตกต่างกัน ก็รู้สึกดีใจมากที่มีแฟนคลับต่างประเทศมาชื่นชอบเรา จริงๆ ที่ไต้หวันก็ไม่ค่อยมีใครรู้จักเราเท่าไหร่ แต่พอไปถึงก็มีบางคนที่เขารู้จักละครไทย ดูละครอยู่แล้ว เขาก็เข้ามาต้อนรับ มาทักทายเรา พอวันที่หนังเราเข้าฉายก็มีคนรู้จักเรามากขึ้น บอกว่าชอบบทที่เราเล่น ก็ดีครับ
มีกลุ่มที่ตั้งขึ้นมาเป็นแฟนคลับนิวอย่างเป็นทางการเลยไหม
นิว : เหมือนในไต้หวันเขาก็มีตั้งกลุ่มขึ้นมาครับ เขาส่งลิงค์มาให้ผมทางทวิตเตอร์ เป็นเฟซบุคเพจของแฟนๆ ชาวไต้หวัน ผมอ่านไม่ออกครับมันเป็นภาษาจีน แต่มีบางคำง่ายๆ ที่เพื่อนผมพออ่านออก ผมก็จะให้เพื่อนผมอ่านให้ ส่วนใหญ่ก็มีรูป มีอะไรโพสต์ขึ้นที่หน้าเพจ
ส่วนโอ้เองมีแฟนๆ ไต้หวันอยู่แล้ว พอเขาเห็นโอ้เล่นบทนี้ในจันดารา ฟีดแบคเป็นอย่างไร
โอ้ : เขาก็ชอบครับ แต่ก็บอกว่าไม่เคยเห็นเราในลุคแบบนี้มาก่อน กลุ่มแฟนคลับก็มีกลุ่มเดิมที่ติดตามเราอยู่แล้ว และก็จากหนังเรื่องนี้ก็ทำให้มีแฟนในกลุ่มที่โตขึ้นเพิ่มเข้ามาด้วย
พอไปถึงที่โน่นได้เที่ยวบ้างไหม
โอ้ : ก็พยายามหาเวลาไป ครั้งล่าสุดที่ไปไต้หวันกับนิวผมก็พานิวไปดูกางเกงยีนส์ เป็นกางเกงยีนส์แบบญี่ปุ่นซึ่งมันเป็นร้านกางเกงยีนส์ผู้ชายโดยเฉพาะเลย ก็ต้องไปช่วยกันเลือก ผมก็ไปชอปปิง ไปซื้อของเล่น ก็บอกพี่ๆ ทีมงานว่าขอไปชอปปิงหน่อยเพราะตามกำหนดการเวลาเราไปโปรโมทแบบนี้จะไม่ค่อยได้ออกไปไหนเลยครับ คือจะอยู่ในโรงแรมตลอด ถึงเวลาไปงานแถลงข่าวก็ออกไป งานเสร็จก็กลับเข้าโรงแรม มาห้องกำลังจะกินข้าวก็เดี๋ยวก่อน สัมภาษณ์ก่อน อย่างนี้ทั้งวัน
นิว : ตอนที่ไปญี่ปุ่นก็ได้ไปเที่ยวด้วย เพราะตอนนั้นไป 4 วัน มีที่ต้องทำงานจริงๆ 2 วัน อีก 2 วันก็เลยไปเที่ยวครับ แต่ป่วยนิดหน่อยวันสุดท้าย หิมะตก ตอนนั้นไปเจออากาศหนาวประมาณ 0-2 องศา ก่อนหน้านี้ก็เคยไปเที่ยวญี่ปุ่นมาแล้ว ไปเมืองโอซาก้า แต่ไม่เคยไปเมืองเกียวโต ครั้งนั้นคือครั้งแรกที่ผมไปเกียวโต ตอนที่ไปเที่ยวโอซาก้าผมไปเอง นั่งรถไฟไป ก็สนุกดี ชอบครับ ชอบตั้งแต่ครั้งแรกที่ไป
ปกติก็พอมีเวลาได้ออกไปเที่ยวบ้างเหมือนกัน อยากไปก็ไปครับแต่ก็ต้องแบ่งเวลาให้ดี ที่ไปมาผมชอบญี่ปุ่นที่สุด เพราะมันครบทุกอย่าง มีเทคโนโลยีที่ไฮเทคมาก เป็นเมืองที่ไฮเทคสุดยอดมาก แต่ว่าความโบราณเขาก็มี ความดั้งเดิมเขาก็เหลืออยู่ ทุกอย่างมันผสมผสานกัน ผมว่ามันลงตัวทุกอย่างในประเทศนี้ ซึ่งที่ผมไปมาก็ชอบหมดทั้งโตเกียว เกียวโต และโอซาก้า คือมันคนละฟีลกัน แต่ว่าถ้าให้เลือกที่ชอบที่สุดก็คงเลือกโตเกียว เพราะมันมีทุกอย่างครบหมด ทั้งเมืองสวย อาหารอร่อย บรรยากาศดี มีเทคโนโลยีที่สุดยอด ที่ชอบเป็นพิเศษคือผมชอบราเมงของเขาครับ เพราะผมเป็นคนชอบกินราเมงอยู่แล้ว แล้วกินที่ญี่ปุ่นมันจะมาชามใหญ่ ที่บ้านเราก็อร่อยนะแต่ผมว่าอร่อยไม่เท่ากับไปกินที่ญี่ปุ่น
โอ้ : ผมเองก็ไปญี่ปุ่นบ่อยเหมือนกันครับ ไปเที่ยวเอง ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่โอ้ชอบ คือ ผมชอบอาหารเขา ชอบบ้านเมืองเขา ชอบแฟชั่น ของใช้ต่างๆ ชอบทุกอย่างเลยครับ ถ้าว่างก็ไปเองตลอด แต่ว่าก็ยังไปไม่ครบทุกเมือง ส่วนใหญ่ก็ไปโตเกียวก่อนหลังจากนั้นก็จะไปเมืองอื่นใกล้ๆ ก็นั่งรถไฟไปเพราะประเทศเขาสามารถนั่งรถไฟเชื่อมไปจังหวัดอื่นๆ ได้สะดวกมาก
แต่ผมจะมีเวลาไปเที่ยวประมาณปีละครั้ง อันนี้คือไปเอง แต่ถ้าไปโปรโมทหนังก็ไปกับทางทีมงาน เคยไปตั้งแต่โปรโมทเรื่องรักแห่งสยาม ซึ่งนานมากแล้ว ไปฟุกุโอกะ ไปญี่ปุ่นเมืองอื่นๆ แต่ถ้าไปพร้อมกับไปทำงานแบบนั้นผมก็ไม่ค่อยได้มีเวลาเที่ยวมาก แต่ก็ดีครับ







