หงษ์จร เสน่ห์งามเจริญ ศิลปินผู้เชี่ยวชาญเรื่องการเขียนภาพเหมือนคนหนึ่ง ที่อาจหาญมาทำงานปั้นประติมากรรมรูปเหมือนท่านอังคาร กัลยาณพงศ์
งานศิลปะหากทำเพียงชิ้นงานสำเร็จ ก็เพียงเป็นชิ้นงานศิลปะธรรมดาชิ้นหนึ่ง หากแต่ในงานชิ้นนั้นเปี่ยมไปด้วยความศรัทธาผูกพันสร้างสรรค์ด้วยความรู้สึกที่เปี่ยมพลังจากข้างในหัวใจของศิลปิน งานศิลปะชิ้นนั้นจะงดงามเพียงใดและเป็นฉันใด
ประติมากรรมรูปเหมือนท่านอังคาร กัลยาณพงศ์ที่ตั้งไว้เบื้องหน้าเมรุวัดทองนพคุณ เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2556 อันเป็นวันงานพระราชทานเพลิง ศิลปินแห่งชาติ อังคาร กัลยาณพงศ์ เป็นเหมือนการแสดงนิทรรศการศิลปะรูปเหมือนชิ้นสำคัญชิ้นหนึ่ง ที่ผู้มาร่วมงานพระราชทานเพลิง ได้มาร่วมกันชื่นชมและถ่ายรูปเป็นที่ระลึก บางคนถึงกับไหว้ก่อนแล้วจึงถ่ายรูปกับรูปปั้นนี้
หงษ์จร เสน่ห์งามเจริญ ศิลปินผู้เชี่ยวชาญเรื่องการเขียนภาพเหมือนคนหนึ่ง ที่อาจหาญมาทำงานปั้นประติมากรรมชิ้นนี้ นับเป็นงานชิ้นที่สองของชีวิตที่ได้ทำงานประติมากรรม งานชิ้นแรกคือรูปเหมือนของจรัล มโนเพ็ชร และรูปท่านอังคารนี้เป็นชิ้นที่สอง ที่ปั้นด้วยหัวใจเปี่ยมความเคารพศรัทธาและผูกพันจึงปั้นไว้
“รู้จัก เรียนรู้เรื่องราวชีวิตงานของท่านและตัวท่าน ซึ่งเคารพนับถือท่านเป็นครูอาจารย์มากว่า 20 ปี เมื่อท่านล่วงลับจึงคิดปั้นรูปนี้ไว้ ในหัวใจคิดถึงว่าศิลปิน กวี คนดีดี ควรมีอนุสาวรีย์เป็นที่ระลึกให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้และดำเนินชีวิตตามแบบอย่าง” ลงมือปั้นหลังจากท่านเสียได้ไม่กี่วัน ท่านอังคารเสียชีวิตเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ.2555 คิดเตรียมการ เดือนกันยายนก็ลงมือทำงานชิ้นนี้เรื่อยมา จนหล่อเป็นสำริดเสร็จสมบูรณ์ก่อนถึงงานวันพระราชทานเพลิงเพียงหนึ่งวัน
การปั้นเริ่มต้นด้วยการทำโครงสร้างแกนใน ต่อจากนั้นแล้วจึงปั้นด้วยดินน้ำมัน ด้วยการเพิ่ม ขูดขีด ปาดออก ตกแต่ง ศึกษาดูความเหมือนและเรื่องราวที่นำมาประกอบจนสำเร็จ จึงนำไปสู่กระบวนการหล่อ ซึ่งได้ไปพบกับถวัลย์ เมืองช้าง แห่งโรงหล่อ เอเชียไฟน์อาร์ท ที่บางปะหัน อยุธยา จากนั้นจึงเริ่มต้นกระบวนการหล่อที่ที่โรงหล่อด้วยการทำแม่พิมพ์และทำขี้ผึ้งเท่ากับความหนาของโลหะที่หล่อ จากนั้นจึงนำไปหล่อด้วยสำริด และตกแต่งด้วยสีเป็นที่สุดแห่งกระบวนการ
ประติมากรรมชิ้นนี้ ไม่ได้เหมือนรูปปั้นธรรมดาๆ เท่านั้น หากแต่เป็นงานที่นำจิตรกรรม ประติมากรรมและวรรณกรรมให้มารวมกันอยู่ในเนื้อเดียวกันที่รูปปั้นของอังคาร กัลยาณพงศ์ ขณะที่ปั้นก็อ่านงานของท่าน บทกวีวรรคทองของท่านให้รู้สึกเพิ่มพลังและการเข้าถึงจิตวิญญาณใส่ลงไปในเนื้องาน รูปปั้นนี้จึงเหมือนถอดจิตวิญญาณของท่านอังคารและศิลปินผู้ปั้นให้ปรากฏ ใบหน้าที่มีพลังสงบนิ่งเชิดหน้าขึ้นยืนหยัด เหมือนบอกถึงการยืนหยัดการเป็นศิลปินเป็นกวีอันเป็นตัวตนที่แท้ของท่านมาตลอดชีวิต
ประติมากรรมชิ้นนี้ไม่ได้ปั้นด้วยสไตล์การเก็บแบบเรียบเนียน หากแต่ทำเป็นเทกซ์เจอร์ให้ปรากฏพื้นผิวริ้วรอยของดินอยู่ตลอด อาจดูเป็นความรู้สึกขรุขระ เพราะเส้นทางกวีไม่ได้ราบเรียบและราบรื่นต้องขรุขระเช่นนี้และทำให้เกิดแสงเงาพลังความเคลื่อนไหวชิ้นงาน
รอบรูปปั้นได้ปั้นเรื่องราวที่มาจากจิตรกรรม คือ "นกอรหันต์" และ "กินรี" ที่ท่านอังคารชอบวาด และวรรณกรรมวรรคทอง เช่น "โลกนี้มิอยู่ด้วย มณี เดียวนา" "วักทะเลใส่จาน รับประทานกับข้าวขาว" ก็แปรมาเป็นประติมากรรมอยู่ด้านล่าง และด้านหลังนั้นคือรูปเหมือนที่ท่านชอบวาด เป็นสุภาพสตรีที่อยู่เบื้องหลังของความสำเร็จของชีวิตกวีคนนี้ ชื่ออุ่นเรือน ผู้เป็นเพื่อนชีวิตที่สำคัญของท่านอังคาร และที่แท่นฐานด้านหน้ามีจารึกบทกวีวรรคทองของท่านจากบท แสวงหาอะไรในชีวา เป็นลายมือของท่านเอง ได้นำมาจารึกไว้เพื่อให้ได้ศึกษา
“ฝากมรดกประเสริฐเลิศแล้ว คือกาพย์แก้วน้ำใจกวีเหนือสมัย
อำลาเป็นดินน้ำลมไฟให้โลกไซร้เกษมสันต์นิรันดร”
“ไม่ต้องบอกก็ได้ว่าเมื่อชิ้นงานสำเร็จมีความสุขใจเพียงใด บอกได้ว่าอิ่มใจ เป็นความภูมิใจและเป็นงานที่สุดในชีวิตของผมแล้ว ที่ได้มีโอกาสแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อครูอาจารย์ที่เคารพ” ศิลปิน หงษ์จร เอ่ยถึงความสุขที่ได้รับจากการทำงานชิ้นสำคัญ
อนาคตรูปปั้นนี้จะอยู่ที่ใด คิดไว้ว่าจะไว้ที่พิพิธภัณฑ์ท่านอังคาร กัลยาณพงศ์ ซึ่งคงจะมีเกิดขึ้นในอนาคต และรูปปั้นนี้จะประดิษฐานอยู่ ณ ที่นั้นให้คนได้เรียนรู้และรำลึกถึง กวี ศิลปิน ศิลปินแห่งชาติ อังคาร กัลยาณพงศ์
วันนี้ “อังคารเหลือเพียงอังคารถ่านเถ้าไร้ร่างรอยเงาลบเลือนหายชีวิตอังคารลับดับเพียงกาย ฝากเส้นสายลายสือลือโลกหล้า"
เช่นเดียวกันกับประติมากรรมรูปเหมือนของอังคาร กัลยาณพงศ์ชิ้นนี้ ไม่ได้เป็นประติมากรรมรูปเหมือนหรืออนุสาวรีย์ธรรมดาๆ แต่เป็นงานศิลปะที่ยืนยันถึงงานประติมากรรมที่เกิดจากแรงบันดาลใจด้วยรักผูกพันและศรัทธาของศิลปินที่รังสรรค์ ได้มุ่งมั่นฝากไว้ไว้ในโลกแห่งศิลปะและสังคมไทย ให้ดำรงอยู่ตราบนานเท่านาน





