วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน 2569

Login
Login

เสือผู้เฒ่า...แห่งเก้าเลี้ยว

เสือผู้เฒ่า...แห่งเก้าเลี้ยว

ไม่ต้องมีจักรยานเสือภูเขาคันโก้ หรือจักรยานเสือหมอบคันเก่ง...

ที่เก้าเลี้ยว มีแต่จักรยานคันเก่าของบรรดา ฒ.ผู้เฒ่า ที่วันนี้ไม่ได้เอาแต่เล่านิทาน หรือเป็นภาระของลูกหลาน พวกเขาออกไปปั่น ด้วยสองขาและหนึ่งหัวใจจนลืมคำว่าวัยชรา

ท่ามกลางความมืดและไอหมอก เสียงดังเอี้ยดอ้าดๆ จากข้อต่อจักรยานดังระงมทั่วท้องถนนในตำบลเก้าเลี้ยว จ.นครสวรรค์ แม้อากาศจะหนาวเหน็บแค่ไหน ผู้สูงวัยเหล่านี้ก็ไม่เคยทดท้อ ออกแรงปั่นไปด้วยกำลังกายและกำลังใจที่ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็เหมือนหนุ่มสาววัยกระเตาะ

ปั่นทุกวัน...อายุมั่นขวัญยืน

"ทุกวันนี้คนในหมู่บ้านยังออกกำลังกายกันน้อย เราก็ชักชวนคนในชมรมจักรยานมาปั่นออกกำลังกายกันในยามเช้า เวลาประมาณตีห้าสิบห้านาที เราก็จะมารวมกันที่จุดนัดหมาย สิบคันบ้าง ยี่สิบคันบ้าง ปั่นจากเก้าเลี้ยวไปตำบลหัวดง ข้ามสะพานแม่น้ำปิง ไปฝั่งตำบลเขาดิน ปั่นล่องลงไปข้ามสะพานแม่น้ำปิงแห่งที่สอง มาตำบลมหาโพธิ และมาเก้าเลี้ยว เราปั่นเป็นวงกลมอย่างนี้ ระยะทางประมาณ 15 กิโลเมตรทุกเช้า กลับมาก็ตักบาตรทัน"

นี่คือคำบอกเล่าของ สง่า ภู่พันธ์ ประธานชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพอำเภอเก้าเลี้ยวคนปัจจุบัน ที่มองเห็นเค้าลางปัญหาสุขภาพของคนในชุมชนที่นับวันจะพอกพูนเหมือนไขมันส่วนเกินและโรคภัยที่สุมรุมเข้ามา ทว่าไม่จำเป็นต้องใช้ยาหรือสารเคมี เพียงก้าวขาขึ้นอานแล้วปั่นจักรยานก็เพียงพอ

อย่างที่ทราบกันว่าปัจจุบันสังคมไทยกำลังก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุอีกครั้ง สำหรับพื้นที่อื่นจะเป็นเพราะสาเหตุใดก็ตาม อาทิ คนหนุ่มสาวมีหน้าที่การงานดีจนไม่สนใจเรื่องชีวิตคู่ แต่ที่เก้าเลี้ยวคงไม่ใช่ เพราะที่แท้ผู้เฒ่าที่นี่มีอายุยืนต่างหาก โดยเฉพาะสมาชิกชมรมจักรยานฯ ซึ่งมีอายุมากที่สุดถึง 85 ปี แม้แต่โรคเล็กๆ น้อยๆ ก็หาได้เป็นกันง่ายๆ ไม่

เหมือนอย่างที่คุณตาสง่าเล่าว่าแต่ละเช้าเป็นช่วงเวลาแห่งสุขภาพดีโดยแท้จริง...

"สิ่งที่ได้ประโยชน์คือ สุขภาพดี หวัดนี่ไม่เป็นหรอกครับ เราออกกำลังกายทุกวัน มันชินกับอากาศ และเวลาปั่นขึ้นสะพานไปต้องใช้กำลังมาก ระบบหายใจ หัวใจทำงาน ทำให้เส้นเลือดไม่อุดตัน เราก็ไปยืนบนสะพาน สูดอากาศบริสุทธิ์ คุยกันสนุกสนาน พอหายเหนื่อยเราก็ปั่นต่อไป"

สำหรับคุณตาบุญเลิศ หมากสุข อายุ 77 ปี ปั่นจักรยานมานานหลายสิบปี เมื่อมีชมรมก่อตั้งขึ้นในชุมชนก็เข้าร่วม จนบัดนี้ผ่านปีที่ 11 มาเรียบร้อยแล้ว แต่ที่น่าทึ่งกว่าระยะเวลา คือคุณตาบุญเลิศไม่เจ็บไข้ได้ป่วยแม้แต่น้อย

"ตั้งแต่มาปั่นจักรยานนี่ไม่ป่วยเลย ไม่ได้ล้มหมอนนอนเสื่อ ไม่มีความดันสูงต่ำ ไม่มีเบาหวาน ไม่มีโรคอะไรต่อมิอะไร...ไม่มี"

คุณตาบุญเลิศเล่าว่า จะเข้านอนตั้งแต่หนึ่งทุ่ม แล้วตื่นตอนตีสี่ครึ่งทุกวัน เพื่อทำธุระปะปังก่อนจะออกไปพบปะเพื่อนฝูงบรรดาเสือผู้เฒ่า เป็นอย่างนี้ทุกวัน เว้นเพียงวันพระเท่านั้น เพื่อให้สมาชิกได้ไปทำบุญตามขนบพุทธศาสนิกชน

ปั่นไป...ปั่นมา

อย่างที่กล่าวไปตอนต้นว่า ฒ.ผู้เฒ่า เหล่านี้ไม่เล่านิทาน แต่นิยมเล่าเรื่องจักรยานที่ค่อยๆ แล่นผ่านความเป็นมาของเก้าเลี้ยว ซึ่งแต่ก่อนที่นี่เป็นเพียงถิ่นทุรกันดาร ความเจริญเข้าไม่ถึง มองแง่ลบก็ได้แต่จะดีไหมหากมองเป็นแง่ดี เพราะเมื่อความเจริญยังเข้าไม่ถึง ยานพาหนะที่ชาวบ้านใช้สัญจรไปมานอกจากใช้เท้าเดินนั่นคือจักรยาน

"ตำบลเก้าเลี้ยวเป็นตำบลที่อยู่ในชนบท เมื่อ 50 - 60 ปีที่แล้วยังไม่เจริญครับ ถนนก็เป็นฝุ่น เป็นโคลน เป็นดินลูกรัง เมื่อความเจริญยังไม่มี การติดต่อระหว่างหมู่บ้านกับหมู่บ้าน หรือหมู่บ้านกับตำบล หรือหมู่บ้านกับอำเภอ สะดวกที่สุดคือจักรยาน เพราะจักรยานลุยได้ทั้งน้ำ ทั้งฝุ่น ทั้งโคลน ตรงไหนลำบากก็ยกข้ามไปได้ เพราะฉะนั้นคนในพื้นที่นี้จึงมีจักรยานเกือบทุกบ้าน จนกระทั่งความเจริญเข้ามาถึง ก็มีมอเตอร์ไซค์ มีรถยนต์ ถนนก็เป็นถนนยาง ถนนคอนกรีต ความเจริญเข้ามาถึงแล้วก็สร้างมลภาวะหลายๆ เรื่อง ทั้งมลภาวะทางเสียง มลภาวะทางอากาศ และทำให้คนเราเกียจคร้าน ไปไหนก็ใช้มอเตอร์ไซค์ ไม่ได้ออกกำลังเลย ทำให้สุขภาพย่ำแย่" คุณตาสง่ากล่าว

แม้แต่ในทุกวันนี้ ช่วงฤดูเก็บเกี่ยวอ้อยซึ่งปลูกกันมากในพื้นที่ เส้นทางที่ชาวชมรมจักรยานใช้ปั่นก็ถูกเบียดแย่งพื้นที่โดยรถขนอ้อย คุณตาบุญเลิศถึงกับบ่นอุบ แล้วเล่าถึงการแก้ไขปัญหาว่า ต้องลัดเลาะไปตามเส้นทางอื่นเพื่อความปลอดภัย

"ช่วงนี้จะมีรถขนอ้อยเยอะ เราก็ต้องหลบเข้าสายในเลย เลาะแม่น้ำมหาโพธิ ไม่มีรถ แต่ทางแคบหน่อย รถขนอ้อยหมดก็ราวๆ เมษายนนั่นละ"

หลังจากที่จักรยานกลายเป็นยานพาหนะหลักของคนเก้าเลี้ยว และถูกแซมแทรกด้วยความเจริญ ของแถมที่อยู่ในซองความเจริญคือโรคภัย ใครที่เผลอไผลเปิดซองนี้ย่อมได้รับของแถมนี้ทั้งสิ้น ดังนั้น ประเสริฐ ศักดิ์ดี จึงริเริ่มก่อตั้งชมรมจักรยานนี้ขึ้นเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2545 เพื่อต้านทานโรคร้ายซึ่งทำลายระบบสุขภาพของคนในชุมชน คุณตาสง่าเล่าว่า ผู้ก่อตั้งชมรมท่านนี้รวบรวมสมาชิกตามบ้านต่างๆ เพราะทุกบ้านมีจักรยาน เพื่อก่อตั้งเป็นชมรม ทีแรกรวบรวมได้ประมาณ 80 คน ต่อมาได้เชิญตำบลใกล้เคียง เช่น ตำบลหัวดง ตำบลมหาโพธิ ได้อีกหลายสิบคน และด้วยจุดประสงค์หลักคือเพื่อให้สมาชิกได้ออกกำลังกาย มีความสามัคคีในหมู่คณะ หลังจากนั้นจึงมีผู้สนับสนุนหลักอย่าง (ไม่) เป็นทางการ คือ โรงพยาบาลเก้าเลี้ยว ซึ่งเหมาะมากกับสถานะของสมาชิกชมรมรุ่นเดอะ

"โดยครั้งแรกเลยสำรวจแล้วพบว่ามีคนเป็นเบาหวาน เป็นความดัน เป็นโรคข้อเข่าเสื่อม สุขภาพไม่แข็งแรง เยอะเลยในตำบลนี้ จึงได้สนับสนุน เชิญชมรมจักรยานไปตรวจและบันทึกไว้"

เวลาผ่านไปหกเดือนชมรมดำเนินงานไปเรื่อยๆ ทุกเช้าสมาชิกทุกคนก็ออกปั่นจักรยานสม่ำเสมอ จนกระทั่งบรรดา ฒ.ผู้เฒ่าเหล่านี้ถูกเรียกตัวไปตรวจอีกครั้ง แพทย์และพยาบาลแทบตะลึง เพราะผลตรวจออกมาว่า ผู้เฒ่าทุกคนแข็งแรง แม้โรคประจำตัวของหลายคนจะไม่หายสนิท แต่ก็มีอาการดีขึ้นมาก โรงพยาบาลจึงสนับสนุนชมรมมาตลอด

ผ่านมา 11 ปีจนถึงปัจจุบันมีสมาชิกชมรมทั้งหมด 118 คน เกือบทั้งหมดเป็นผู้สูงอายุตั้งแต่อายุ 40 ถึง 80 กว่าปี น่าเสียดายที่ยังไม่เห็นเด็กรุ่นใหม่เข้าร่วมในชมรมนี้ ทั้งที่มีโครงการชักชวนเด็กๆ และคนในชุมชนที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกายได้ออกกำลังกาย ให้เด็กๆ ปั่นจักรยานไปโรงเรียน ไปเที่ยว หรือไปไหนต่อไหน ใช้จักรยานแทนมอเตอร์ไซค์เพราะห่วงใยเรื่องความปลอดภัย และทั้งที่ในสังคมเมืองกำลังเกิดภาวะตื่นตัวเรื่องจักรยานมากมาย อาทิ กระแสคลั่งจักรยานฟิกซ์เกียร์ หรือก๊วนจักรยานเสือภูเขา, เสือหมอบ ทั้งยังเห็นพลังของคนเหล่านี้ออกมาเรียกร้องเรื่องต่างๆ เพื่อสาธารณประโยชน์ เช่น รณรงค์ใช้จักรยานเพื่อลดการใช้พลังงาน หรือเรียกร้องการสร้างเส้นทางจักรยานที่มีมาตรฐานในหัวเมืองซึ่งรถยนต์แล่นขวักไขว่

ปั่นปันใจ

แม้ไม่มีพลังคนรุ่นใหม่ แต่ด้วยใจกายที่ฟิตปั๋งของบรรดาเสือผู้เฒ่า เมื่อสุขภาพดีก็มีแรงไปส่งต่อความรัก ความช่วยเหลือแก่ผู้ด้อยโอกาสได้อีกด้วย

คุณตาสง่าเล่าว่าชมรมช่วยเหลือสังคมหลายอย่าง ที่ชัดเจนมากคือเมื่อปลายปี 2554 ที่เกิดมหาอุทกภัย...

"บริเวณเก้าเลี้ยวนี่ไม่ท่วม แต่ไปท่วมชายเขตนู่น มองไปเห็นแต่น้ำเต็มไปหมด คนที่อยู่ตามบ้านก็ไม่รู้ว่าจะออกไปไหน รอของบริจาค มีคนเอาข้าวสาร มาม่า ปลากระป๋อง เขาบอกว่าเบื่อที่สุดเลย เรารวบรวมสมาชิกบริจาคคนละเล็กคนละน้อยทำอาหารปรุงสดไปแจกเขา เขาดีใจมาก พอเขาได้อิ่มหนำสำราญก็ขอบอกขอบใจ เราก็ดีใจ บางครั้งเราทำข้าวต้มมัดทีเป็นพันมัด ทำอย่างไรละครับ ใครมีข้าวเหนียวก็เอาข้าวเหนียวมา ใครมีสวนกล้วยก็เอากล้วยมา มีใบตองก็เอามา บางบ้านขายตอกก็ให้ตอกมา เราก็ก่อไฟนึ่งไปแจกเขา เขาได้อิ่มหนำสำราญ"

นอกจากน้ำจิตน้ำใจสู่คนภายนอกชุมชนแล้ว เป็นธรรมดาของสังคมผู้สูงอายุ ย่อมมีคนเฒ่าคนแก่แม้แต่ผู้ป่วยที่อยู่ติดบ้านนอนติดเตียง ชมรมจักรยานก็เห็นความสำคัญ เข้าไปช่วยเหลือเยี่ยมเยียนด้วยมิตรจิตมิตรใจ โดยเฉพาะในโครงการ 'ขี่ปั่นปันใจ ผู้สูงวัยไม่ทิ้งกัน' ซึ่งทำเป็นประจำโดยเทศบาลมอบเงินทุนดูแลสุขภาพคนในชุมชนแก่ชมรม ก็นำไปซื้อข้าวปลาอาหาร นมเสริมกระดูก ของใช้จำเป็นสำหรับผู้สูงอายุและผู้ป่วย แล้วออกตระเวณปั่นจักรยานแจกจ่ายความช่วยเหลือนี้ ไม่ว่าสิ่งใดที่พวกเขามอบให้ผู้ด้อยโอกาสกว่า แต่สิ่งหนึ่งที่ได้รับกลับมาคือได้เห็นรอยยิ้มจากผู้ถูกเยี่ยม

"พวกเขาดีใจ มีคนมาพูดมาคุย มาให้กำลังใจ คนไปเยี่ยมเยียนก็ได้ออกกำลังกาย ขี่รถไปตามที่ต่างๆ เราภาคภูมิใจที่ได้ช่วยเหลือสังคม" คุณตาสง่าบอกด้วยรอยยิ้มและรอยยับย่นที่หางตา

และด้วยค่าที่มีผลงานเป็นที่ยอมรับในและนอกชุมชน วาระสำคัญต่างๆ ชมรมนี้จึงได้รับเชิญให้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งเสมอๆ อาทิ ปั่นจักรยานเทิดพระเกียรติ ที่ประธานชมรมบอกว่าอำเภอและเทศบาลเชิญพวกเขาทุกปี ทั้งวันที่ 12 สิงหาคม และ 5 ธันวาคม แม้กระทั่งกิจกรรมรณรงค์เพื่อสังคมหรือต้อนรับแขกต่างถิ่นก็กระทำเป็นประจำ

"เราปั่นจักรยานรณรงค์โอกาสต่างๆ เช่น วันงดสูบบุหรี่โลก วันรักษ์สิ่งแวดล้อม วันประหยัดพลังงาน บริษัทห้างร้านหรือมหาวิทยาลัยเขามักจะเชิญพวกเราไปร่วมกิจกรรมรณรงค์กัน บางครั้งมีชมรมจักรยานจากจังหวัดต่างๆ ผ่านเก้าเลี้ยว เช่น โครงการบอกรักพ่อที่ภูพิงค์ ทางอำเภอไม่มีกำลังไปต้อนรับก็เชิญชมรมจักรยานไปต้อนรับ เราเตรียมผ้าเย็น น้ำดื่ม ขนมไทย พอเขาปั่นมาถึงก็จอดคุยกัน ทานขนม ดื่มน้ำ เอาผ้าเย็นแจกเขาไป"

...

จากยานพาหนะสองล้อที่ต้องออกแรงปั่น กลายเป็นหนึ่งพลังเล็กซึ่งเมื่อรวมกันก็กลายเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ ไม่เกี่ยวกับอายุ ไม่ต้องพึ่งอุปกรณ์ราคาแพง เสือผู้เฒ่าที่ไม่ใช่เสือภูเขาและไม่ปล่อยให้ตนแก่หง่อมงอมพระรามเปล่าๆ ปลี้ๆ พวกเขาใช้ชีวิตที่ใครก็เรียกว่าบั้นปลายอย่างมีคุณค่าและมีความสุขยิ่ง อย่างที่คุณตาสง่า กล่าวไว้ว่า

"ความสุขของการปั่นจักรยานคือ หนึ่ง-ได้ออกกำลังกาย สอง-ได้พบปะเพื่อนๆ และที่สำคัญเราได้ช่วยเหลือสังคมด้วย เพราะชมรมจักรยานมีหน้าที่ดูแลสุขภาพของชุมชน เราจึงถือคติว่า สุขภาพดี ไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องออกกำลังเองครับ"