วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ฟ้าทักดิน ที่'มือกาโด'

ความรู้สึกเมื่อขึ้นไปยืนบนยอดภูเขาสูงแต่ละแห่ง ที่ได้ดั้นด้นแบกเป้ ปีนภูขึ้นไปจนถึงนั้น ผมว่าน่าจะแตกต่างไปตามช่วงวัยและประสบการณ์ชีวิต

ครั้งรุ่นหนุ่มการได้ขึ้นไปยืนบนยอดเขาเหมือนเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าไม่มีพลังใดเกินกว่าความมานะพยายามของคน จนผมบัญญัติคำว่า “ให้ภูเขาสูงอย่างไร ก็ต่ำกว่าหัวเข่าเราอยู่ดี” ฟังแล้วอหังการชะมัด แต่พอครั้นเลยวัยหนุ่ม แม้การเดินขึ้นภูเขาสูงยังคงมีเช่นเดิม แต่ความรู้สึกกลับเปลี่ยนไป กลายเป็นว่า ให้เราเก่งกล้า ให้เราขึ้นสู่ยอดเขาลูกแล้วลูกเล่า สุดท้ายเราก็ต้องลงเขาอยู่ดี แล้วเมื่อมองไปรอบตัวบนยอดเขา คนเรานี้ช่างเล็กจิ๋วจริงๆ เมื่อเทียบกับธรรมชาติ 'มือกาโด'...สอนผมอย่างนั้น

สำหรับที่ดอยมือกาโดนี้ผมประทับใจในการค้นหา กว่าจะไปถึง เรื่องตั้งแต่ปี 2533 ผมจำไม่ได้ว่าไปเอาชื่อดอยนี้มาจากไหน รู้แต่ว่าอยู่บ้านแม่ละก๊ะ เขตขุนยวม แม่ฮ่องสอน แล้วกว่าจะหารถ 4 WD พาวิ่งลัดจากมาแจ่มเข้าขุนยวมได้ ก็ถามทางเขาไปเรื่อย ครั้งนั้นทางแยกไม่มีป้ายบอกอะไรเลย หลงแล้ว หลงอีก คนบอกโน่น อยู่แม่ลาน้อยโน่น เราก็ตามไป จนมืดค่ำกว่าจะถึงบ้านแม่ล๊ะก๊ะที่แม่ลาน้อย แต่เป็นแม่ล๊ะก๊ะที่ไม่มีดอยมือกาโด

ถามไปถามมา ที่ที่มีดอยนี้ น่าจะชื่อ บ้านหัวแม่ล๊ะก๊ะ ซึ่งอยู่ติดกับทางแม่แจ่มโน่น ก็ต้องย้อนกลับมาอีก แล้วมันใกล้ซะที่ไหน กว่าจะเข้าไปถึงหมู่บ้าน เล่นเอามอมแมม เพราะครั้งนั้นทางฝุ่นแทบตลอดทาง รถเข้าไปถึงลานหมู่บ้านหัวแม่ล๊ะก๊ะเที่ยงคืน ตื่นกันทั้งหมู่บ้าน ชาวบ้านค่อยๆ จุดตะเกียง เดินลงมาถามไถ่วัตถุประสงค์ กว่าจะสื่อสารกันเข้าใจก็จะตีหนึ่งมะรอมมะร่อ แต่อากาศที่หนาวเหน็บของหมู่บ้านในหุบดอยอย่างหัวแม่ละก๊ะ ทำให้เรานอนไปทั้งๆ ที่ฝุ่นเขรอะตัวแบบนั้น

บ้านหัวแม่ละก๊ะ เป็นบ้านกะเหรี่ยง มีไม่กี่ครัวเรือน แต่ก่อนเข้ามาถึงนี่จะต้องผ่านหมู่บ้านม้งที่ปลูกกะหล่ำ ฉีดยากันให้รึ่มไปหมด ตั้งแต่ครั้งนั้น มาทุกวันนี้ก็ยังเหมือนเดิม บ้านหัวแม่ล๊ะก๊ะมีลำห้วยไหลผ่าน แต่ผมว่าต้องมีสารเคมีจากไร่กะหล่ำของม้งปนมาในน้ำแน่ๆ หมู่บ้านอยู่ในร่องหุบ ขนาบด้วยภูเขาสองข้าง ชาวบ้านทำข้าวไร่บนดอยที่ถางป่าออกไปแล้ว พอได้ข้าวไว้กิน ผมต้องมาเอาคนนำทางที่นี่เพราะไม่มีใครรู้จักทาง อีกทั้งชาวกะเหรี่ยงย่านนี้ก็ถือว่าภูเขานี้ศักดิ์สิทธิ์ การจะขึ้น ต้องบอกกล่าวเจ้าป่าเจ้าเขาก่อนทุกครั้ง

เมื่อเดินเลยขอบภูเขาที่ล้อมหมู่บ้านนั่นแหละ ขุนดอยมือกาโดจึงตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ภูเขาหินปูนสูงเด่น โล่ง เลี่ยน หญ้าสีทองคลุมบนยอด เชิงเขาแน่นทึบด้วยไม้ในป่าดงดิบเขา ยิ่งได้เดินเข้าในป่าเชิงเขาที่ว่าก็รับรู้ได้ถึงความเย็นยะเยียบของป่า ลำธารน้ำไหลริน ใสสะอาด เถาวัลย์ ต้นไม้มีตะไคร่ มอสขึ้นเต็มไปหมด ขนุนดิน กระโถนฤาษีอวดโฉมอย่างสวยงาม หลังจากนั้นก็เดินขึ้นอย่างเดียว ทางชันระดับ 45 องศา ป่าก่อเต็มไปหมด นั่งก็ต้องระวังดีๆ เพราะก่อหนามที่หล่นมาจะซ่อนตามใบไม้แห้งบนพื้น นั่งทับไปเหมือนนั่งทับตะปูดีๆ นี่เอง

การแบกเป้เดินขึ้นภูเขาชันนั้น เป็นอะไรที่คนเดินป่าเลี่ยงไม่ได้ ไปที่ไหนก็ต้องเจอ เหนื่อยและหนัก เป็นธรรมดาที่ไม่ต้องบรรยาย ป่าจะไปโปร่งๆ เมื่อขึ้นไปยอดๆ ที่มีชะง่อนหินเสียส่วนมาก ต้นไม้จึงขึ้นกันห่างๆ ได้มองเห็นทิวทัศน์ภูเขาน้อยใหญ่ ที่มีรอยเว้าแหว่งเพราะถูกถาง บางช่วงทางเดินรก หญ้าสูงท่วมหัว เดินไปต้องชูมือบนหัว ไม่อย่างนั้นหญ้าบาดหลังมือ ยิ่งถ้าไม่มีคนนำทางเป็นหลงแน่

ก่อนถึงยอดมือกาโดนั่นแหละจึงมีสันเขาขวางตามแนวเหนือ-ใต้ พอให้กางเต็นท์ได้ หุบเขาฝั่งตะวันออกเป็นหน้าผาชัน ห้ามใครตกลงไปเล่นเด็ดขาด ส่วนหุบเขาฝั่งตะวันตกเป็นดงไม้ใหญ่ ลงไปในหุบราว 80 เมตร จะมีแอ่งน้ำซับไหลซึมๆ ต้องขุดให้ลึกๆ พอให้น้ำขัง แล้วจึงตักน้ำมาดื่มมาใช้ได้ แต่ 'ทาก' เยอะมาก แต่การหิ้วน้ำขึ้นไปที่ตั้งแคมป์นี่สิไม่ใช่เรื่องสนุกเลย

ดอยมือกาโดอยู่เลยไปอีกนิด เป็นดอยสูงขึ้นไปอีก พื้นดอยเป็นกรวดหิน จึงมีแต่หญ้าขึ้น ต้นไม้มีไม่มาก แทบจะนับต้นได้ แต่หญ้าเหล่านี้พอช่วงปลายเดือนมกราคม มันจะเหลืองเป็นสีทองสวยมาก บนยอดดอยมือกาโดนั้นก็เหมือนยอดเขาสูงทั่วไปที่ขึ้นไปดูทิวทัศน์ ที่นี่มองได้รอบทิศ คล้ายกับยอดหัวสิงห์ของดอยม่อนจอง วันฟ้าใสจะเห็นดอยอินทนนท์ชัดเจน และภูเขาน้อยใหญ่เรียงรายด้านล่าง แน่นอนว่าต่ำกว่ามือกาโดทั้งนั้น ตอนเย็นๆ เมื่อพระอาทิตย์ตกสวยมาก ผมไม่เคยเห็นฟ้าที่ไหนที่มันสวยเท่านี้มาก่อน ช่วงเช้าทะเลหมอก ทางทิศตะวันตกไม่สวยมาก แต่ก็มีเสน่ห์ของธรรมชาติไว้เต็มเปี่ยม

การไปที่นี่เหมือนการไปดูฟ้าจริงๆ อากาศบริสุทธิ์โดยที่เรารับรู้เอง ไม่ต้องมีคำโฆษณาว่าอากาศดีเป็นอันดับ 7 ของโลก เหมือนที่วังน้ำเขียว ทั้งๆ ที่เราเห็นการถางป่า การบุกรุกป่า การเผาไร่ข้าวโพดอยู่ทนโท่

ผมเป็นคนที่ไม่เคยจำตัวเลขความสูงของภูเขา ไม่รู้ว่าจะจำไปทำไม ย่านนี้ภูเขาระดับนี้ไม่น่าต่ำกว่า 1,200 เมตรแน่นอน ใกล้ๆ กันจะมีดอยพะตีโดอีกยอด เป็นดอยคู่กัน ผมเคยเดินขึ้นทางดอยพะตีโดครั้งเดียวแล้วไม่เอาอีกเลย จะตกเขาตายเอา ต้องเกาะชะง่อนผา ค่อยๆ วางเท้ามาตามแง่งหิน ด้านหลังเป็นหน้าผา เหมือนเลียงผาไต่แง่งหินเลย ทำไมชีวิตต้องเสี่ยงขนาดนี้

มือกาโด-พะตีโด แปลว่าลุงใหญ่ ป้าใหญ่ในภาษากะเหรี่ยง การขึ้นมาสองดอยนี้จึงต้องเป็นด้วยความเคารพ เหมือนมาเคารพญาติผู้ใหญ่ ครั้งผมขึ้นแรกๆ เศษกระป๋องของคนที่ขึ้นมาก่อนเป็นสนิมจนผุไปหมดแล้ว แสดงว่านานมากแล้วที่มีคนมา แต่มาช่วงหลังๆ เมื่อมีคนตามขึ้นไปบ่อยๆ กลับมีหลุมขยะ ฝังกระป๋อง ฝังพลาสติก ทางเดินลงหุบน้ำซับก็มีกระป๋องเบียร์ ขวดลิโพ ถูกโยนทิ้ง ที่สำคัญไฟไหม้ดอย บางปีผมไป หญ้าสีทองกลายเป็นขี้เถ้าไปหมด ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้นไม่เคยมี การก่อไฟของนักท่องเที่ยวจะใช่สาเหตุไหม

ภูเขาศักดิ์สิทธิ์เท่าเดิม แต่สำนึกคนที่ไปเยือนแย่ลง คิดแต่ว่าภูเขามีไว้ให้พิชิต โดยไม่สนใจคุณค่าของภูเขา ป่าที่ว่าลึกสุดลึก ดอยที่สูงสุดสูง ถ้าเสียหายไม่ใช่มาจากนักท่องเที่ยวทั่วไป แต่มาจากคนเที่ยวป่านี่เอง

การตัดไม้ไผ่มาหลามข้าว ทั้งๆ ที่ก็มีหม้อสนาม แต่เพียงเพราะอยากได้บรรยากาศ อยากแสดงความสามารถว่าข้าแน่ ข้าเก่งในการใช้ธรรมชาติ ตัดไม้ไผ่ทั้งลำมาเอาปล้องเพียงปล้องเดียว แบบนี้ถือว่าไปเที่ยวป่าแล้วทำลายป่าด้วย ทำไมสำนึกที่จะรักธรรมชาติ สำนึกการรักป่า จะต้องแลกด้วยการทำลายธรรมชาติก่อน แล้วจะพูดได้อย่างไรว่านักเดินป่ารักป่า ทั้งๆ ที่ก็เห็นกันอยู่ว่าตัดป่าเพียงแค่แสดงความสามารถว่าข้าแน่กว่าใคร

มือกาโด ให้คุณค่ามากกว่าการเป็นแท่นยืนสำหรับผู้พิชิตประกาศความอหังการ หรือให้เราสำนึกน้อมตนเคารพธรรมชาติ ภูเขาไม่ได้บังคับให้ใครคิดเช่นไร คนต่างหาก ที่ควรเลือกคิดเอาเอง