บวรพงศ์ ศุภโสภณ เขียนถึงการมาเยือนของ อิสราเอล ฟิลฮาร์มอนิก ออร์เคสตรา ภายใต้บาตองของ สุบิน เมห์ทา ที่กำลังเป็น talk of the town ในเวลานี้
จากคอลัมน์สนามวิจารณ์ในนสพ.กรุงเทพธุรกิจ ฉบับอังคารที่ 22 มกราคม 56
สนามวิจารณ์ เป็นพื้นที่เปิดกว้างสำหรับการแสดงความคิดเห็นด้านสังคม ไลฟ์สไตล์ ศิลปวัฒนธรรม บันเทิง ส่งบทความของคุณมาได้ที่ [email protected]
เมื่อแรกทราบข่าวการแสดงของวง อิสราเอล ฟิลฮาร์มอนิก ออร์เคสตรา (Israel Philharmonic Orchestra:-ซึ่งต่อจากนี้ไป ในบทความนี้ขอเรียกชื่อย่อว่า “IPO”) ภายใต้การอำนวยเพลงของวาทยกรระดับโลก สุบิน เมห์ทา (Zubin Mehta) จาก “แหล่งข่าววงใน” แว่วมาว่าจะเปิดการแสดงที่ “ท้องสนามหลวง” ผมเองต้องอุทานดังๆ ว่า “จริงเหรอ!” และเชื่อว่าแฟนๆ ดนตรีคลาสสิกขาประจำทุกคนที่ทราบข่าวนี้ คงต้องรู้สึกเหมือนๆ กันว่าตัวเองหูฝาดไปรึเปล่า?
และแล้วการแสดงนี้ก็อุบัติขึ้น ณ ท้องสนามหลวงจริงๆ ในเวลา 19.30น. ของวันอังคารที่ 8 มกราคม พ.ศ.2556 เนื่องในมหามงคลวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา80ปี สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ผมเองเกือบจะไม่มีโอกาสได้เข้าชมคอนเสิร์ตครั้งนี้ ด้วยทราบมาว่าไม่มีการขายบัตร มีแต่บัตรเชิญ บัตรบางส่วนที่จำหน่ายก็มีราคาเดียวคือ 15,000บาท! (ไม่ผิดครับ หนึ่งหมื่นห้าพันบาท) แพงกว่าชมวงเบอร์ลิน ฟิลฮาร์มอนิก หรือ เวียนนา ฟิลฮาร์มอนิก ในยุโรปเสียอีก
แต่เดชะบุญยังได้รับบัตรเชิญในวันสุดท้ายก่อนงานแสดง และในครั้งนี้คงเป็นบทวิจารณ์ดนตรี ที่ไม่อาจวิพากษ์ตัวดนตรีในเชิงคุณภาพได้เลย เพราะการวิพากษ์เพื่อเจาะลึกในเชิงคุณภาพ กับการแสดงกลางท้องสนามหลวง ผ่านเครื่องขยายเสียงและลำโพงที่บิดเบือน, บั่นทอนคุณภาพเสียงอันแท้จริงของวง IPO ที่ผมรู้จักดีพอควร (บั่นทอนไปมากกว่า80%) ย่อมไม่เกิดความเป็นธรรม และไม่ให้ความเป็นจริงใดๆ ขึ้นมา แต่ ทว่าแน่นอนที่สุดคอนเสิร์ตครั้งนี้ คือบทเรียนในราคาอันแสนแพง ที่เราๆ ท่านๆ ซึ่งต่างก็รักดนตรีคลาสสิก (และบางคนเทิดทูนดนตรีคลาสสิกปานศาสนาของเขา) จะได้เรียนรู้ร่วมกัน
จะว่ากันไปแล้ว การนำเอาวงซิมโฟนีออร์เคสตราออกแสดงกลางแจ้ง ผ่านระบบเครื่องขยายเสียงไม่ใช่เรื่องใหม่ วงชั้นนำระดับโลกกระทำกันมานาน มีหลักฐานเป็นแผ่น DVD บันทึกการแสดงสดในลักษณะนี้วางจำหน่ายกันมากมาย แต่นั่นเราจะสังเกตได้ว่า มีการเตรียมการล่วงหน้า ทั้งด้านเนื้อหา, รูปแบบ และบทเพลง ให้เข้ากับบรรยากาศความรู้สึกของการชมดนตรีกลางแจ้ง เช่น บทเพลงจะเป็นการบรรเลงในลักษณะตัดตอน (Excerpt,Highlight) ดนตรีซิมโฟนีบางท่อนที่ฟังสนุกสนาน, บทเพลงบรรเลงเดี่ยวแบบท่อนเดียว (Concert Piece) ที่อวดเทคนิคความเป็นเลิศของศิลปินเดี่ยว เครื่องดนตรีอย่างโฉบเฉี่ยว, การประยุกต์เอาเครื่องดนตรีพื้นบ้านแต่งกายพื้นเมืองขึ้นประชันกับวงออร์เคสตรา...ฯลฯ ซึ่งเขาจะไม่นำเอาบทเพลงและดนตรีคลาสสิกเต็มรูปแบบ (Serious Classic) เช่น ซิมโฟนี-คอนแชร์โตฉบับเต็ม 3-4 ท่อน ที่ต้องอาศัยบรรยากาศ, สภาพแวดล้อมทางดนตรีที่เอื้อต่อการสร้างสมาธิมา “ขึงพืด”บรรเลงกลางแจ้งโท่งๆ กันแบบนี้
และที่สำคัญยิ่งขึ้นไปกว่านั้นก็คือ การเตรียมการด้านชุดลำโพง-เครื่องขยายเสียงโดยทีมงาน, เครื่องมือและบุคลากรผู้สูงด้วยประสบการณ์ “ วิศวกรควบคุมเสียง”(Sound Engineer) ที่มีความรู้-ความเข้าใจในธรรมชาติของเครื่องดนตรีทุกชนิดในวงออร์เคสตรา... ลองหลับตานึกดู บทเพลงก็คัดเลือกมาอย่างเหมาะสมกับ “กาลเทศะ” เครื่องเสียง, บุคลากรก็สูงด้วยประสบการณ์และความรู้ความเข้าใจ นี่เองจึงเป็นเหตุผลที่บรรดาคอเพลงคลาสสิกขาประจำทั้งหลายสามารถยอมรับได้ และบ่อยครั้งก็ชื่นชม,ยกย่องในการแสดงแนวนี้ด้วยความบริสุทธิ์ใจ
แต่การแสดงในครั้งนี้ของวง IPO กับ สุบิน เมห์ทา เป็นเพียงการลอกเลียนรูปแบบอันผิวเผินที่ว่านี้มา โดยมิได้คำนึงถึงองค์ประกอบ, สภาพแวดล้อม และบริบทที่เป็นอยู่ เขานำเอาดนตรีซิมโฟนีคอนเสิร์ตเต็มรูปแบบ (ไม่ตัดตอน) ที่จะต้องบรรเลงกันในสภาวะแวดล้อมอีกแบบหนึ่ง มาบรรเลงกลางแจ้ง ผ่านระบบเครื่องขยายเสียงที่ยังไม่มีประสบการณ์มากเพียงพอ เมื่อเงื่อนไขกลายเป็นเช่นนี้ เสียงของวงดนตรี IPO อันแสนไพเราะอ่อนหวานและแสนจะละเมียดที่แฟนดนตรีชาวไทยเคยฟังมาก่อน จึงถูกบิดเบือนและทำลาย “เสียของ” อย่างไม่น่าจะเป็น
ผมเองตกใจตั้งแต่ได้ยินเสียงวงบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี เพราะเสียงของวง IPO อันแสนจะละเมียดละไม, กลมกล่อมที่เรารู้จักกันดี กลายเป็นเสียงวงดนตรีที่หยาบ, แข็งกระด้าง, ห้าวปร่าอย่างน่าใจหาย เปรียบเสมือนพระเอกละครรูปหล่อกิริยาวาจางดงาม, ฉลาดช่างคิดกลับกลายเป็นรับบทดาวร้ายหน้าเหี่ยวย่น, หนวดเครารกรุงรัง, กิริยาวาจาหยาบกระด้าง เป็นบุคลิกภาพทางดนตรีที่ตรงกันข้ามกัน ราวกับสีขาว-สีดำอย่างแท้จริง (และน่าใจหายยิ่งกว่า เมื่อผู้ชมทั้งหมดลุกขึ้นยืนตรงพร้อมกันอัฒจันทร์ที่นั่งชั่วคราวมีอาการโยกเยกไปมาจนน่าหวั่นว่าจะกลายเป็นโศกนาฏกรรม)
บทเพลงโหมโรงเปิดรายการ เลโอโนเร หมายเลข3 (Leonore No.3) ของ เบโธเฟน (Ludwig van Beethoven) ยิ่งทำให้เราต้องตะลึงกับบุคลิกภาพทางดนตรีโฉมใหม่ของ IPO ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ฟังซิมโฟนีคอนเสิร์ตแล้ว ไม่รู้สึกถึงการรบกวนของสิ่งรอบข้าง หรือใครที่จะเดินไป-มาเพื่อหาที่นั่งในระหว่างดนตรีกำลังบรรเลง แม้กระทั่งถ้าจะมีเสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น ก็ไม่น่าจะถือว่าเสียมรรยาทในบรรยากาศเช่นนี้ สภาพแวดล้อมแบบนี้ ไม่ได้ต้องการเรียกร้องสมาธิอันเข้มข้นหรือละเอียดอ่อนใดๆ ที่จะชื่นชมหรือวิเคราะห์ดนตรีในเชิงคุณภาพ
ในบทเพลงที่สองของรายการคือ ซินโฟเนียคอนแชร์ตานเต (Sinfonia Concertante) สำหรับเดี่ยวไวโอลินและวิโอลาร่วมกับวงออร์เคสตรา ผลงานลำดับที่364 ของ โมสาร์ท (W.A.Mozart) ยิ่งทำให้รู้สึกสงสารและเห็นใจศิลปินดนตรีของวงมากยิ่งขึ้นไปอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งศิลปินเดี่ยว ไวโอลินและวิโอลา (ซึ่งทั้งคู่เป็นนักดนตรีระดับหัวกะทิของวง) เพราะเราไม่สามารถสัมผัสน้ำเสียงจากฝีมืออันแท้จริงของเขาได้เลย เมื่อมันถูกผสมเสียงผ่านเครื่องขยายเสียงในขณะนั้น จบท่อนแรกผู้ชมระดับไฮโซของงานนี้หลายคนพากันปรบมือแทรกระหว่างท่อนกันอย่างไม่เขินอาย (เพราะไม่ทราบว่าเพลงมี 3 ท่อน และไม่รู้ธรรมเนียมว่าต้องรอให้บรรเลงจบ 3 ท่อนเสียก่อน!) อยากทราบจริงๆ ว่าสุบิน เมห์ทา และศิลปินในวงคิดเห็นกันอย่างไร? แต่ก็นั่นแหละ สภาพการณ์แบบดูหนังกางแปลงแบบนี้ ก็ไม่ค่อยจะน่าจะเสียความรู้สึกมากนัก
บทเพลงที่ 3 คือ คาพริชชิโอ เอสปาญอล (Capriccio Espagnol) ผลงานลำดับที่ 34 ของ นิโคไล ริมสกีคอร์ซาคอฟ (N.Rimsky-Korsakov) ดุริยกวีรัสเซียในยุคโรแมนติก บรรดาแฟนเพลงคลาสสิกขาประจำต่างรู้ศักยภาพและวัตถุประสงค์อันสำคัญของบทเพลงนี้เป็นอย่างดี ในด้านการอวดสีสันทางเสียง (Tone Colour) อันงดงามของเครื่องดนตรีชนิดต่างๆ ในวงออร์เคสตรา ซึ่งริมสกีคอร์ซาคอฟได้ใช้เทคนิคการผสมสีสันทางเสียงเครื่องดนตรีได้อย่างฉูดฉาด, เจิดจ้า อลังการ เป็นเอกลักษณ์อย่างที่ ณ ขณะนั้น ไม่เคยมีใครทำได้ เป็นความสำเร็จที่โลกดนตรีตะวันตกถือว่าเป็นบิดาหรือต้นตำรับของศาสตร์แห่งการจำแนกเสียงเครื่องดนตรีแบบสำนักรัสเซีย (Russian School) ที่มีความคมเข้ม ฉูดฉาดเจิดจ้า อันตรงข้ามกับสำนักออสเตรีย-เยอรมัน บทเพลงนี้เสมือนเป็นดนตรี “ออกภาษา” ที่เขาต้องการแสดงถึงสีสันอันเจิดจ้า, ร้อนแรง ของดนตรีสเปนนั่นเอง นี่คือคำอธิบายคร่าวๆ ของศักยภาพในศิลปทางเสียงของบทเพลงนี้
แต่ในเมื่อโจทย์เป็นศิลปะทางเสียงอันละเมียด,ละเอียดอ่อน แต่กลับต้องมาบรรเลงผ่านระบบเครื่องเสียงที่ยังไม่ถึงขั้นเช่นนี้ นอกจากจะไม่แสดงศักยภาพของบทเพลงอันเป็นเลิศแล้ว ยังกลับกลายเป็นการชี้จุดอ่อนของการแสดงครั้งนี้ไปอย่างน่าเสียดาย (แม้ระบบเครื่องเสียงจะดีขึ้นกว่า 2เพลงแรกเล็กน้อย) เสียงการบรรเลงเดี่ยวของเครื่องดนตรีชนิดต่างๆ ที่ริมสกีคอร์ซาคอฟเขียนไว้อย่างเจิดจ้า, อวดเทคนิคประจำเครื่องต่างๆ ไว้อย่างน่าสนใจไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ได้ เสียงโซโลฟลุ้ททั้งแข็งและหยาบ, เสียงรัวกลองสแนร์ (Snare Drum) อันน่าตื่นเต้นกลับฟังดูคล้ายเสียง......รั้วสังกะสี, เสียงเดี่ยวซอเชลโลที่ทั้งดิบและแห้งหยาบเหมือนฟังซอไม้อัดราคาถูก ที่น่าเสียดายที่สุด เห็นจะเป็นเสียงประโคมแตร (Fanfare) โดยกลุ่มเครื่องลมทองเหลือง ซึ่งเป็นหนึ่งใน “ไคลแมกซ์” ของบทเพลง ก็แทบจะไม่แตกต่างจากเสียงเครื่องเป่าในวงดนตรีลูกทุ่งตามงานวัดสมัยก่อน แน่นอนที่สุด นี่ไม่ใช่เสียงแตรของวง IPO อันบรรเจิดที่ผมและแฟนๆ ดนตรีที่เคยฟังวงนี้มาก่อนรู้จักกันดี
สิ่งที่ทำเอาผมประหลาดใจและตกใจอย่างมากเกิดขึ้นอีก เมื่อประกาศพักครึ่งการแสดง ทีมงานควบคุมเสียงนำแผ่นซีดีเพลงแจ๊ส (Jazz) วงเล็กมาเปิดคั่นเวลาการแสดง ณ จุดนี้เอง เครื่องเสียงที่เราบ่นกันขรม ในครึ่งแรกกลับอวดศักยภาพอันน่าทึ่งของมันได้อย่างน่าตกใจ แม้จะเป็นการนำเพลงแจ๊สมาเปิดในงานซิมโฟนีคอนเสิร์ต ที่อาจจะดูผิดกาละเทศะ แต่มันกลับกลายเป็นบทพิสูจน์ว่า แท้จริง เครื่องเสียง-ลำโพงที่เราฟังแล้วให้ความรู้สึกว่าเป็นเครื่องเสียงบ้านหม้อ ผนวกกับลำโพงงานวัด (ใช้ขยายเสียงวงดนตรีที่ใช้ซอไม้อัดราคาถูกจากจีนแดง) นั้น มันไม่ใช่คุณภาพอันแท้จริง เพราะแผ่นซีดีเพลงแจ๊สที่ใช้เปิดคั่นเวลานี้ ได้แสดงคุณสมบัติ ทั้งเวทีเสียง (Sound Stage), ภาพลักษณ์ทางเสียง (Image) และมิติความกว้าง-ลึก (Dimension) และเสียงอันอบอุ่น (Warm) ได้อย่างสมจริงครบถ้วน, น่าทึ่งราวกับเป็นเครื่องมือคนละชุดกัน ทำไมสิ่งเหล่านี้จึงไม่เผยศักยภาพของมันออกมากับวงIPO? (ผมตอบไม่ได้, ได้แต่สะท้อนความรู้สึกอย่างบริสุทธิ์ใจ)
แม้คุณภาพเสียงผ่านลำโพงในครึ่งหลังที่บรรเลงเพลงเอกของรายการคือ ซิมโฟนีหมายเลข 1 ของ โยฮันเนส บรามส์ (J.Brahms) จะมีอาการกระเตื้องขึ้นอีกเล็กน้อย (ทีมงานคงได้เรียนรู้ข้อผิดพลาดมากขึ้นตามระยะเวลาของการแสดงที่ผ่านพ้นไป) แต่นั่นก็ยังไม่สามารถป่าวประกาศคุณภาพเสียงจากวงออร์เคสตรา “แบบที่ควรจะเป็น” ได้ดีพอ (ผมไม่ได้เรียกร้องให้เสียงดีเหมือนฟังแผ่น) ในเมื่อบริบท, เงื่อนไขทาง “เสียง” ครั้งนี้ ยังไปไม่ถึงขั้น “ศิลปะ” เราจึงจะ “ด้นวิจารณ์” ซิมโฟนีของบรามส์ในครั้งนี้แบบลงรายละเอียดเชิงคุณภาพ ถึงขั้นการตีความ แบบการบรรเลงในสภาพการณ์ปกติ (ในสังคีตสถาน) ไม่ได้เลย พูดไปก็จะวกวนอยู่แต่กับข้อผิดพลาดทาง “เสียง”เดิมๆ อยู่นั่นเอง
สิ่งที่ “พวกเรา”(ทั้งผู้ชมและคณะผู้ทำงาน) น่าจะเรียนรู้ร่วมกันก็คือ การจัดงานครั้งนี้คือ “บทเรียนราคาแพง” ที่เราไม่จำเป็นต้องมาชี้หน้าตำหนิกันไป-มา หากแต่พยายามทิ้งระยะห่างออกมาจากอารมณ์ความผิดหวังด้วยกันทั้งสองฝ่าย และร่วมกันค้นหาบทสรุป แน่นอนที่สุด บรรดาแฟนเพลงคลาสสิกขาประจำจำนวนมากพากันบ่นขรม ตำหนิถึงความผิดหวังที่ต้องมาฟังซิมโฟนีคอนเสิร์ต “เต็มรูปแบบ” ภายใต้สภาวะแวดล้อมและเงื่อนไขเช่นนื้ เสียงตำหนินี้ส่วนหนึ่งอื้ออึงไปในสังคมออนไลน์ไม่น้อย แน่นอนที่สุด ฝ่ายคณะทำงาน ที่ทุ่มเททั้งความเหนื่อยยาก อดตาหลับขับตานอน, ทรัพยากรทางการเงินที่ประเมินทางสายตาแล้ว ก็น่าจะมีตัวเลขค่าใช้จ่ายที่น่าจะสูงถึง 8-9 หลัก เวทีการแสดงที่ต้องปลูกสร้างขึ้นใหม่, อัฒจันทร์ที่นั่งชมที่สร้างขึ้นใหม่ (น่าจะจุผู้ชมได้ราว2-3พันที่นั่ง) ที่มีเครื่องปรับอากาศขนาดใหญ่นับสิบเครื่องพ่นไอความเย็นใต้ที่นั่งคนดูกลางแจ้ง, ดอกไม้สดประดับเวทีการแสดงอย่างอลังการ, เครื่องดื่มและอาหารจัดเลี้ยงอย่างหรูหราแบบงานราตรีชั้นเลิศ แต่การ “ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ” นี้ กลับได้เสียงติติงสะท้อนกลับมา(แม้จะมีคำชมติดมาบ้างตามธรรมเนียม)
เราได้บทพิสูจน์แล้วว่า แท้จริงแล้วเมืองไทยเรามิได้สิ้นไร้ทรัพยากรทางการเงินที่จะมาอุดหนุนงานด้านศิลปวัฒนธรรม หากแต่การกำหนดวัตถุประสงค์ในการใช้เงินและการบริหารจัดการต่างหากที่น่าจะมีการทบทวน เพื่อให้เกิดประโยชน์อันเป็นแก่นสารมากกว่านี้ วัฒนธรรมการฟังดนตรีซิมโฟนีคอนเสิร์ตนั้น ถือเป็นอารยธรรมชั้นสูงทางดนตรีของเผ่าพันธุ์มนุษย์ทีเดียว
ผมเชื่อมั่นว่า เสียงดนตรีอันเป็นธรรมชาติแท้ๆ จากวงออร์เคสตราในสภาพการณ์ปกติ (ในสังคีตสถาน) มีอานุภาพชวนให้เกิดทั้งความไพเราะงดงาม, ความปลื้มปีติและท้ายที่สุดไปถึงขั้นดนตรีแห่งภูมิปัญญา สร้างผลกระทบต่ออารมณ์ความรู้สึกของผู้ฟังในระดับ “สัญชาติญาณ” หมายความว่า ต่อให้นำคนป่า, ชนพื้นเมืองที่ไม่เคยรู้จักวัฒนธรรมนี้มาก่อน ให้มาลองฟังศักยภาพทางเสียงของวงออร์เคสตราแล้ว อย่างน้อยที่สุด เขาก็ต้องรู้สึกได้ด้วยระดับสัญชาติญาณว่า มันคือเสียงที่ทั้งงดงามและมีมนต์อำนาจดลใจราวกับมาจากสรวงสวรรค์หรือพระผู้เป็นเจ้าได้ประทานมาจากเบื้องบน แต่ถ้าเขามาได้ยินเสียงวงออร์เคสตราแบบ IPO ผ่านระบบเครื่องขยายเสียงแบบในครั้งนี้เข้า เชื่อแน่ว่าเขาจะไม่รู้สึกทึ่งใดๆ กับอารยธรรมดนตรีนี้เลย
บ่อยครั้งทีเดียวที่เราลงทุนเหนื่อยยากไปกับเรื่องที่ไม่จำเป็น และยิ่งไปกว่านั้นบ่อยครั้งทีเดียวที่เราทำความเหนื่อยยาก เพื่อสร้างอุปสรรคขวางกั้น แทนที่จะเหนื่อยยากเพื่ออำนวยความสำเร็จ ย้ำอีกครั้งว่าการนำวงออร์เคสตราออกแสดงกลางแจ้งผ่านเครื่องขยายเสียงไม่ใช่เรื่องใหม่ เราสามารถ “เรียนลัด” ได้จากแผ่น DVD บันทึกการแสดงสดกลางแจ้งของวงระดับโลกมากมาย ที่เขาสามารถผสมผสานองค์ประกอบ,แนวคิดทางศิลปะกับบริบทแวดล้อมได้อย่างลงตัว และความจริงแล้ว มันก็เป็นที่ยอมรับได้ ทั้งหมดนี้อาจทำให้เราได้เรียนรู้อะไรๆ จากการจัดงานครั้งนี้ได้อีกมาก
และในประการสุดท้ายตามที่ได้ยินมาว่า จะมีการทำแผ่น DVD คอนเสิร์ตครั้งนี้ออกวางจำหน่ายสู่ชาวโลกเพื่อประชาสัมพันธ์ กรุงเทพฯ และความงดงามอลังการของพระบรมหาราชวังแล้วล่ะก็ ขออนุญาตแนะว่า อย่าลืมตัดต่อภาพและเสียงใน 2 จุด จุดแรกเมื่อมองดูจากภาพข่าวทางโทรทัศน์แล้ว หลังคาโรงคอนเสิร์ตไปบดบัง ยอดสถูป, มณฑปและวิหารต่างๆ อันเป็นความงดงามประดุจสรวงสวรรค์อย่างน่าเสียดาย และจุดที่สอง เสียงปรบมือระหว่างท่อนของบรรดาผู้ฟังไฮโซในขณะที่เพลงยังไม่จบ ตัดออกเสียเพราะมันบ่งบอกถึงอะไรๆ หลายๆ อย่างของผู้คนในบ้านเรา.
.................................................................................
หมายเหตุ : บวรพงศ์ ศุภโสภณ จัดรายการสนทนาภาษาดนตรีทางวิทยุ อสมท เอฟเอ็ม 100.5 คืนเสาร์-อาทิตย์ เวลา 22.00-24.00 น. และเป็นอาจารย์พิเศษบรรยายในหัวข้อดนตรีคลาสสิกให้แก่หลายสถาบัน





