ข้าแต่ "ศาล" ที่เคารพ

หากโบราณสถานอย่าง "ศาลฎีกา" ที่เป็นสัญลักษณ์ของการได้มาซึ่ง "เอกราชทางการศาล" จะต้องถูกรื้อทิ้ง สิ่งใดบ้างที่ประชาชนคนไทยต้องสูญเสีย
นับเป็นมหากาพย์เรื่องยาวอีกเรื่องหนึ่งสำหรับกรณี "รื้อศาลฎีกา" ที่ผูกเงื่อนกันมาตั้งแต่ปี 2529 ถึงปีนี้ก็เกือบ 27 ปีเต็มแล้ว
แม้ระหว่างนั้นจะมีการระงับโครงการไปบ้างอันเนื่องมาจากเหตุผลด้านเศรษฐกิจ ทว่า วันนี้ประเทศไทยได้สูญเสียอาคารศาลที่เป็น "โบราณสถาน" ไปแล้วเกือบทั้งหมด เหลือไว้เพียงอาคารศาลยุติธรรมที่อยู่ด้านหลังอนุสาวรีย์พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ เท่านั้นที่ยังไม่ถูกทุบทำลาย
ความสำคัญของกลุ่มอาคารศาลฎีกาคืออะไร ทำไมจึงถูกคัดค้านจากทั้งกรมศิลปากร และองค์กรภาคประชาชน เรื่องนี้มีคำตอบ
เอกราชทางการศาล
อาคารศาลฎีกาที่ตั้งอยู่ในเขตพระนครนั้นถือเป็น "ศาลหลวง" หรือ "ศาลสถิตย์ยุติธรรม" แห่งแรกของประเทศไทย ซึ่งอาคารหลังแรกสุดก่อสร้างขึ้นในปี 2425 โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ประชุมขุนนาง ตุลาการ ขุนศาลทุกกระทรวง และเป็นที่เก็บรักษากฎหมายทั้งหมด
ต่อมาปี 2482 ได้มีการปรับปรุงก่อสร้างอาคารศาลฎีกาขึ้นใหม่ เพื่อเป็นที่ระลึกแห่งการฉลอง "เอกราชสมบูรณ์ทางการศาล" โดยการออกแบบภายนอกอาคารใช้แนวคิดสากล(Modern Architecture)อันเป็นอัตลักษณ์ของอาคารศาลทั่วโลก ซึ่งแล้วเสร็จในปี 2484 ส่วนอาคารหลังที่ 2 นั้นสร้างขึ้นในปี 2484 แล้วเสร็จในปี 2486 โดยอาคารทั้ง 2 หลังนั้น ถูกออกแบบโดยพระสาโรชรัตนนิมมานก์(สาโรช สุขยางค์) สถาปนิกกรมศิลปากรที่มีบทบาทสำคัญในการก่อสร้างสถาปัตยกรรมหลายชิ้นในยุคนั้น
สหวัฒน์ แน่นหนา อธิบดีกรมศิลปากร อธิบายว่า "เอกราชสมบูรณ์ทางการศาล" คือการกลับมามีอธิปไตยที่สมบูรณ์อีกครั้งของไทย เพราะนับตั้งแต่มีการทำสนธิสัญญาเบาริ่ง ในสมัยรัชกาลที่ 4 ก็ทำให้เกิด "สิทธิสภาพนอกอาณาเขต" อันหมายถึง หากชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยกระทำความผิดจะได้รับการยกเว้น ไม่ต้องถูกพิจารณาคดีในศาลไทย แต่จะไปพิจารณาคดีในศาลกงสุลของประเทศที่ชาวต่างชาติคนนั้นสังกัดแทน
กระทั่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงส่งทหารไปร่วมรบในสงครามโลก ไทยจึงได้การรับรองจากนานาชาติในเรื่องการยกเลิกสิทธิสภาพนอกอาณาเขต โดยมีอังกฤษเป็นประเทศแรก
"ก่อนนี้หากคนอังกฤษทำผิดต้องขึ้นศาลอังกฤษตลอด แต่ต่อไปนี้ยอมให้คนของเขามาขึ้นศาลไทย หลายๆ ประเทศก็ยอมสละสิทธิตรงนี้เรื่อยมาจนประเทศสุดท้ายคือ โปรตุเกส สละสิทธิวันที่ 4 กรกฎาคม 2481 นั่นหมายความว่าหลังจากวันที่ 4 กรกฎาคม 2481 ประเทศไทยได้รับเอกราชทางการศาลโดยสมบูรณ์"
นอกจากนี้ยังมีบันทึกของ เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมในปี 2481 ที่ได้อธิบายถึงเหตุผลในการก่อสร้างอาคารนี้ไว้เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2481 ความตอนหนึ่งว่า
"...บัดนี้ประเทศสยามได้เอกราชในทางการศาลคืนมาโดยสมบูรณ์แล้ว จึ่งเป็นการสมควรที่จะมีศาลยุติธรรมให้เป็นสง่าผ่าเผยเยี่ยงประเทศที่เจริญแล้วทั้งหลาย เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งการที่ได้อำนาจศาลคืนมา..."
กลุ่มอาคารศาลที่ถูกสร้างขึ้นจึงมีนัยยะสำคัญทางประวัติศาสตร์ชาติและประวัติศาสตร์ยุติธรรมของไทยอย่างไม่ต้องสงสัย
โบราณสถานตามกฎหมาย
ความงดงามของกลุ่มอาคารศาลที่มีรูปทรงสมัยใหม่(Modern Architectur)เชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ชาติไทย ทำให้สมาคมสถาปนิกสยามมอบรางวัลอาคารควรค่าแก่การอนุรักษ์ให้ในปี 2550 และรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่นในปี 2552
นอกจากนี้กรมศิลปากรยังได้มีหนังสือยืนยันไปยังศาลตั้งแต่ปี 2552 ว่า กลุ่มอาคารศาลฎีกาเป็นโบราณสถานตามนิยามที่พระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2535) กำหนด ซึ่งพิจารณาโดยคณะกรรมการวิชาการเพื่อการอนุรักษ์โบราณสถาน กรมศิลปากร และหากมีการรื้อถอนหรือเปลี่ยนแปลงจำเป็นจะต้องได้รับการอนุมัติจากกรมศิลปากรก่อน
"เรามีภารกิจที่จะต้องปกป้องสิ่งที่เป็นมรดกทางทรัพย์สินของประเทศของทุกคน กรมศิลปากรจึงมีหนังสือเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2555 ผมเป็นคนลงนาม อ้างว่า กรมศิลปากรเคยมีหนังสือฉบับวันที่ 31 กรกฎาคม 2552 ไปแล้ว อ้างอีกครั้งหนึ่งว่า อาคาร 2 หลังนี้มีนัยยะเป็นโบราณสถาน เรียนว่า ถ้าจะดำเนินการต่อเติม ทำลาย รื้อถอน ซ่อมแซม ต้องขออนุญาตกรมศิลปากร แล้วก็ขอให้หยุดรื้อทำลาย นั่นคือเมื่อก่อนปีใหม่"
ทว่า โครงการรื้อถอนอาคารศาลฎีกาก็ยังคงดำเนินต่อไป โดย วิรัช ชินวินิจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ยืนยันว่า โครงการรื้อถอนอาคารเก่าศาลฎีกาเป็นการดำเนินงานที่มีขั้นตอน ถูกต้องตามระเบียบแบบแผนและกฎหมาย การดำเนินโครงการจึงไม่ได้ยุติลง สุดท้ายเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2556 อธิบดีกรมศิลปากร จึงตัดสินใจมอบหมายให้หัวหน้ากลุ่มงานนิติการ และผู้อำนวยการสำนักโบราณคดี กรมศิลปากร เข้าแจ้งความที่สถานีตำรวจชนะสงครามดำเนินคดีกับผู้รับเหมาที่รื้อถอนอาคารศาลฎีกา และระงับการดำเนินการทันที ซึ่งการรื้อถอนอาคารโบราณสถานที่ยังไม่ประกาศขึ้นทะเบียนต้องระวางโทษจำคุกสูลสุด 7 ปี ปรับไม่เกิน 7 แสนบาท
"เวลาศาลแถลง เราจะได้ยินคำหนึ่งที่พูดกันอยู่เสมอว่า อาคารศาลฎีกาเป็นอาคารที่กรมศิลปากรยังไม่ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน ก็ต้องเรียนตรงนี้เลยว่า การที่อาคารหรือสิ่งปลูกสร้างไหนจะเป็นโบราณสถานหรือไม่เป็นโบราณสถานไม่ได้ขึ้นอยู่ที่การประกาศของกรมศิลปากร การประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานเป็นเพียงมาตราหนึ่งที่เราใช้ดูแลรักษาโบราณสถานให้มากขึ้นเท่านั้นเอง การที่ตรงไหนจะเป็นโบราณสถานได้ดูที่นิยาม ถ้าเข้านิยามที่กฎหมายกำหนดคือเป็นอสังหาริมทรัพย์ มีประวัติ มีคุณค่าทางประวัติศษสตร์ ศิลปะ โบราณคดีปั๊บ อาคารนั้นก็จะถือว่าเป็นโบราณสถานและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายโบราณสถานทันที" มาลีภรณ์ คุ้มเกษม หัวหน้ากลุ่มงานนิติการ กรมศิลปากร ยืนยันภายหลังจากเดินทางเข้าแจ้งความที่สถานีตำรวจชนะสงครามมาหมาดๆ
รื้อศาลเก่าเพื่อศาลใหม่
ชาตรี ประกิตนนทการ อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เคยอธิบายไว้ว่า ความต้องการรื้อกลุ่มอาคารศาลครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก แต่แนวคิดนี้ได้เกิดขึ้นนับตั้งแต่อาคารศาลด้านฝั่งถนนราชดำเนินในเปิดใช้งานไปได้เพียง 23 ปีเท่านั้น นั่นคือในปี 2529 โดยคณะรัฐมนตรีในสมัยนั้นอนุมัติให้มีการรื้ออาคารศาลฎีกาลงเพื่อสร้างใหม่ในที่เดิม ต่อมาในปี 2535 ได้มีมติเห็นชอบในรูปแบบอาคารศาลฎีกาใหม่ พร้อมทั้งอนุมัติงบประมาณราว 2,300 ล้านบาท เพื่อใช้ในการก่อสร้าง
"ความคิดในการรื้ออาคารหลังจากที่มีการใช้งานไปเพียง 23 ปี เป็นเรื่องที่ผิดปกติอย่างยิ่ง ความคิดดังกล่าวเกิดขึ้นได้อย่างไร เหตุผลย่อมไม่ใช่เรื่องความเสื่อมสภาพของอาคารอย่างแน่นอน เพราะ 23 ปีในอายุการใช้งานของอาคารนั้นถือว่ายังใหม่เกินกว่าจะทำการรื้อสร้างใหม่"
สำหรับรูปแบบอาคารศาลที่ออกแบบใหม่ ณ ช่วงนั้น ได้รับการออกแบบให้เป็น "สถาปัตยกรรมไทยประยุกต์" ประกอบด้วย "ยอดปราสาท" เลียนแบบคล้ายยอดปราสาทในพระบรมมหาราชวัง แต่โครงการถูกระงับไปก่อน เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจ จวบจนมาถึงในปัจจุบัน โครงการนี้จึงได้ถูกปัดฝุ่นขึ้นอีกครั้ง โดยมีการปรับรายละเอียดในรูปแบบสถาปัตยกรรมไปบ้าง ยกเลิกการนำยอดปราสาทมาใช้ อันเนื่องมาจากกระแสในการตระหนักถึง"ฐานานุศักดิ์ในงานสถาปัตยกรรม"
แม้ศาลฎีกาที่จะก่อสร้างใหม่นี้ตั้งใจออกแบบเป็นสถาปัตยกรรมไทยประยุกต์ให้มีความงดงาม ทว่า ขนาดของอาคารที่มีความสูงถึง 32 เมตรนั้น อยู่นอกเหนือข้อบัญญัติท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร ที่ระบุไว้ว่า ให้อาคารที่สร้างขึ้นใหม่ในบริเวณกรุงรัตนโกสินทร์ชั้นในต้องสูงไม่เกิน 16 เมตร ถือว่าเกินข้อบัญญัติถึง 2 เท่า แต่ได้รับการอนุมัติเป็นกรณีพิเศษจากมติคณะรัฐมนตรี ที่สำคัญคือคณะกรรมการกรุงรัตนโกสินทร์ซึ่งมีบทบาทต่อการบังคับใช้โดยตรงกลับเงียบเฉย ทำให้หลายฝ่ายเกิดความสงสัยกับความผิดปกติที่เกิดขึ้น
"จริงๆ ต้องถือเป็นหัวแหวนของรัตนโกสินทร์ การจะทำอะไรในพื้นที่นี้มันควรจะมีการพิจารณาหรือการออกแบบรายละเอียดต่างๆ ให้เหมาะสม เหมือนในอดีตที่ทำมา ถ้าเรามองดูในสภาพที่เป็นอยู่ปัจจุบันเราจะไม่รู้สึกถึงความแตกต่างของอาคารศาลว่ามันเป็นจุดเด่นมากไปกว่าพระบรมมหาราชวังที่อยู่ลึกเข้าไปข้างใน หรือแม้แต่กระทรวงกลาโหมที่อยู่ฝั่งตรงข้าม นั่นเป็นอัจฉริยภาพของผู้ออกแบบในสมัยนั้น " บวรเวท รุจี ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม อธิบาย
เสียหายต้องได้คืน
ไม่เพียงหน่วยงานด้านการอนุรักษ์เท่านั้นที่ออกมาคัดค้าน หากแต่ภาคประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้โดยตรงก็ไม่พอใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ภารณี สวัสดิรักษ์ ตัวแทนภาคประชาชน และสมาคมนักผังเมืองไทย ที่ติดตามเรื่องนี้มาตลอด กล่าวไว้ในวงเสวนาวิชาการ หัวข้อ “[หยุด] รื้อ โบราณสถาน ศาลฎีกา [...]” ที่จัดโดยสมาคมอิโคโมสไทย ณ ห้องประชุมดำรงราชานุภาพ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ว่า การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่พื้นที่ของศาลแต่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องประเมินผลในระยะยาวด้วยว่า มีผลกระทบอะไรกับสังคมบ้าง
"สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ อาคารหลังนี้เป็นสมบัติของชาติ ไม่ใช่บ้านของศาล อาคารหลังนี้อยู่ในพื้นที่ที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ที่อยู่ในหัวแหวนของกรุงรัตนโกสินทร์ เพราะฉะนั้นการเปลี่ยนแปลงอาคารตรงนี้มันไม่ใช่เรื่องของศาลกับกรมศิลปากรแล้ว ในความเห็นของดิฉันมันเป็นเรื่องของดิฉันด้วย
การปรับปรุงตรงนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงอาคาร แต่มันเป็นการใช้งบประมาณไปกับสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ซึ่งท่านจะต้องถูกตรวจสอบเหมือนกับกลไกอื่นๆ แต่ท่านบอกกับดิฉันว่า เรามีกรรมการตรวจสอบกันเองอยู่แล้ว นั่นเป็นการตรวจสอบในถุงดำ คือคนข้างนอกไม่เห็น ท่านอยู่ในถุงดำด้วยกันเองแล้วท่านก็ตรวจสอบกันเอง ท่านควรจะเป็นต้นแบบที่ดีของการโปร่งใสในการปรับปรุงพื้นที่สาธารณะ แล้วใช้งบประมาณแผ่นดินให้คุ้มค่ากับภาษีที่ผู้คนเสียให้ท่านทุกปี"
นอกจากความเป็นห่วงเรื่องการรื้อถอนสัญลักษณ์ของการได้มาซึ่งเอกราชสมบูรณ์ทางศาลแล้ว ภารณี ยังสงสัยในการบังคับใช้กฎหมายของศาลอีกว่า ไม่มีความเที่ยงธรรม เพราะมีการยกเว้นเป็นพิเศษในกรณีที่เกิดขึ้น รวมถึงไม่มีการแจ้งข้อมูลที่ชัดเจนถึงการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น ถือเป็นการไม่เคารพสิทธิของประชาชนอย่างแท้จริง
"ศาลไม่มีป้ายบอกเลยว่าทุบแล้วต่อไปจะเป็นอะไร แม้แต่ข้อมูลข่าวสารที่ท่านต้องเคารพสิทธิประชาชนตามมาตร 56,57 ท่านยังไม่เคารพเลย เพราะฉะนั้นมันวิบัติด้วยตัวท่านเอง ประชาชนไม่รู้ข้อมูลว่าจะเปลี่ยนไปยังไง นี่คือแบบเดิม นี่คือแบบใหม่ ไม่รู้ใครออกแบบ ตอนนี้เป็นยังไงติดให้ดูหน่อย รับฟังความคิดเห็นของประชาชนหน่อย มันยากเย็นแสนเข็ญนักหรืออย่างไร"
เมื่อได้รับความกดดันจนถึงที่สุด สิทธิศักดิ์ วนะชกิจ ในฐานะโฆษกศาลยุติธรรม จึงออกมาชี้แจงถึงการรื้อถอนอาคารศาลฎีกาว่าเป็นเพราะสภาพอาคารเก่าเกินใช้งานจนต้องมีโครงการสร้างศาลฎีกาใหม่ รวมถึงโต้แย้งว่าอาคารศาลฎีกาไม่ได้เป็นโบราณสถาน และไม่ได้เป็น "สัญลักษณ์" ของการได้มาซึ่งเอกราชสมบูรณ์ทางการศาล หากเป็นแต่เพียงที่ระลึกเท่านั้น ส่วนต้นแบบอาคารใหม่(Model)ก็ไม่ได้มีความสูงเกิน 32 เมตรอย่างแน่นอน และประชาชนสามารถเข้าไปชมได้ที่ศาลฎีกา
อย่างไรก็ดี การออกมาชี้แจงของศาลในครั้งนี้คล้ายกับเป็นการประกาศย้ำชัดถึงบทบาท อำนาจ หน้าที่ ว่า...ท้ายที่สุดแล้วข้อพิพาทต่างๆ จะต้องถูกพิพากษาโดยศาลฎีกา







