ภูกระดึง...ไม่แดง

ภูกระดึง...ไม่แดง

แต่ละก้าว แต่ละการวางเท้าไปบนพื้นหินทรายของการเดินขึ้นไปบนแต่ละซำของภูกระดึง เหมือนกับเป็นการเจริญสติอย่างหนึ่ง ที่ค่อยๆ พิจารณา

มองสรรพสิ่งบนพื้นก่อนการวางเท้า อีกทั้งการเดินช้า ก้าวขาสั้นๆ ยังเป็นเทคนิคของการเดินขึ้นภูเขาสูงของนักเดินป่า นักปีนภูผู้ช่ำชองทุกๆ คนที่รู้ถึงเคล็ดลับนี้ แต่สำหรับภูกระดึง คงต้องเพิ่มเรื่องการแต่งกาย คืออย่าใส่กางเกงรัด ขาสั้นได้ยิ่งดี (เวลาเดินขึ้นภูกระดึงอย่าเพิ่งสวย ไว้ไปสวยบนหลังแป) ไม่ต้องประโคมเครื่องกันหนาวไปจนหนาเตอะ เพราะนอกจากมันจะไม่หนาวแล้วยังจะเป็นภาระระหว่างทางด้วย และที่สำคัญ รองเท้านุ่มเท้าและชินเท้าอีกหนึ่งคู่ เท่านี้ก็พิชิตภูกระดึงได้

เสน่ห์ของการเดินขึ้นภูกระดึงคือการเดินขึ้นไป แล้วได้ทักทายกันกับเพื่อนร่วมเดิน ทั้งเดินขึ้นและเดินลง การให้กำลังใจกันการแบ่งยาดม ช่วยกันพยุง นั่งพักด้วยกันแล้วก็ได้แลกเปลี่ยนสนทนากัน พอไปถึงแต่ละซำที่มีร้านค้า การได้ไปนั่งพัก ดื่มน้ำ เหล่านี้ล้วนเป็นเสน่ห์ของการเดินขึ้นภูกระดึง

ผมประทับใจครอบครัวหนุ่มสาวที่มีลูกเล็กๆ ราว 2 ขวบ คุณพ่อยังหนุ่มเอาลูกขึ้นคอ ส่วนภรรยายังสาวจูงมือคุณย่าวัย 76 ปี ค่อยๆ เดินขึ้น แล้วผมก็เห็นคุณยายวัย 82 ปี จากตลาดอัมพวา ไปชูกำปั้นหน้าป้ายเราคือภูพิชิตภูกระดึงบนหลังแป เด็กหนุ่มเด็กสาวที่อยู่ในวัยเรียนหนังสือ เดินแบกเป้ มากันเป็นกลุ่ม หวนนึกถึงสมัยที่ตัวเองเคยผ่านช่วงวัยอย่างนี้มาและเดินขึ้นภูกระดึงกัน

ว่ากันว่า มี อยู่ 2 ที่ที่เด็กมหาวิทยาลัยต้องมา คือเกาะเสม็ดและภูกระดึงนี่เอง ฯลฯ ภาพชีวิตเหล่านี้มีให้เห็นตลอดเส้นทางที่เดินขึ้นภูกระดึง การเดินขึ้นภูกระดึงจึงไม่ใช่ความลำบาก หากเป็นความสนุกในวัยหนุ่มสาว เป็นความพยายามเอาชนะสังขารในวัยกลางคน แต่ไม่ว่าจะวัยไหน ถ้าใจมาศิโรราบอุปสรรค ทุกคนล้วนได้ชื่อว่าผู้ชนะเมื่อขึ้นสู่ยอดหลังแปได้

ผมไปภูกระดึงบ่อย อาจจะด้วยเหตุผลหลัง ไปบ่อยๆ เข้าก็จะรู้จังหวะการเดิน รู้จังหวะพัก รู้การผ่อนลมหายใจ บางครั้งผมจึงทำเวลาได้ในสองชั่วโมงครึ่ง แต่โดยทั่วไปจะโอ้เอ้ ทักทาย พุดคุยกับร้านค้าระหว่างทาง จะใช้เวลาสามถึงสี่ชั่วโมง ไปบ่อยๆ ก็จะเดินถึงยอดเขาโดยไม่ได้รู้สึกลำบากอะไรเกินไป การเดินลงก็เช่นกัน ถ้าค่อยๆ ก้าว ค่อยๆ เดิน อาการเจ็บเท้า เจ็บหัวเข่า แทบไม่ปรากฏ ผมถึงบอก การเดินขึ้นภูกระดึงเหมือนการเจริญสติอย่างหนึ่ง

ปีนี้ภูกระดึงเปลี่ยนไปมากท่ามกลางกระแสข่าวลือเรื่องการจะให้สร้างกระเช้าขึ้นภู บางคนที่นั่นที่รู้ว่าผมคือใคร เข้ามาถามไถ่แลกเปลี่ยนความคิดในเรื่องนี้ “เขาบอกว่าสร้างกระเช้าแล้วที่นี่จะเจริญ” “แล้วบ้านผู้ใหญ่ตอนนี้ไม่เจริญตอนไหน ไฟฟ้าก็มี ทางก็ลาดยาง สัญญาณโทรศัพท์ก็มี"

"เขาว่าเราจะขายของได้มากขึ้น” “ ผมไปมาหลายที่ที่มีแพกเกจทัวร์ รถมารับถึงโรงแรม พาไปเที่ยว พาซื้อของ พาไปกิน พอเย็นพาส่งที่พัก ผู้ใหญ่คิดว่านักท่องเที่ยวจะได้มาเดินเลือกซื้อของผู้ใหญ่ตอนไหน”

“เขาว่ามีกระเช้าแต่ก็ยังให้เดินขึ้นได้ลูกหาบไม่ได้หายไปไหน” “แล้วผู้ใหญ่คิดว่าถ้ามีกระเช้า ใครจะมาเดินขึ้น ถามผมนี่ผมเป็นนักท่องเที่ยว ค่าแบกสัมภาระกับค่าตั๋วขึ้นกระเช้าพอกัน ผมจะมาเดินขึ้นทำไม”

“เขาว่าลูกหาบต่อไปจะไม่มีแล้ว เพราะเป็นโรคข้อ โรคเข่า เดินไม่ไหว” ผมชี้ให้ดูเด็กรุ่นใหม่อายุ 20-30 ปีที่มาเป็นลูกหาบหลายคน โดยไม่ต้องอธิบายว่าจริงหรือไม่ ฯลฯ นั่นเป็นบทสนทนาระหว่างผมและผู้ใหญ่บ้านที่ได้แลกเปลี่ยนความเห็นกันในเรื่องกระเช้าขึ้นภูกระดึง

ค่าลูกหาบตอนนี้ขึ้นเป็นกิโลกรัมละ 30 บาท ดูสมน้ำสมเนื้อ วันหนึ่งลูกหาบทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำไม่ต่ำกว่าพันบาท กับเวลาแค่ค่อนวัน ทุกวันเราจึงเห็นลูกหาบมานั่งรอสัมภาระนักท่องเที่ยวนับสิบๆ คนทุกวัน ถ้าคนขึ้นกระเช้ากันหมด คนเหล่านี้จะไปไหน มาเป็น รปภ. มาเดินขายล๊อตเตอร์รี่ ในเมืองใหญ่ศักดิ์ศรีของคนจะไม่เท่ากัน แต่อยู่ที่นี่ศักดิ์ศรีเขาเท่ากันกับนักท่องเที่ยว นายทุนอาจจะมองข้ามสิ่งเหล่านี้ไป เพราะมองแต่ผลกำไร แล้วหลอกชาวบ้านหลงเชื่อ

ปีนี้อาหารบนภูแพงขึ้น เพราะค่าหาบ ค่าของ แพงทุกอย่าง ข้าวราดแกงจานละ 60-70 บาท กาแฟแก้วละ 30 บาทน้ำดื่มขวดใหญ่ขวดละ 50 บาท น้ำอัดลมกระป๋อง 40 บาท อยู่หลายวันอาจจะหมดตัวเอาง่ายๆ ส่วนการบริการของอุทยานฯ ยังเหมือนเดิม เช่นการประกาศเตือนให้เงียบเสียงหลังสี่ทุ่ม (แต่กลุ่มไหนยังคงส่งเสียงดังต่อ ทางอุทยานฯก็ไม่มีเจ้าหน้าที่มาเตือน) ระหว่างทางเดินขึ้นขยะค่อนข้างหนาตากว่าปีก่อนๆ นักท่องเที่ยวเอาไม้ไปค้ำยันก้อนหินจนทั่วไปหมด ผมเห็นนักท่องเที่ยวเก็บเอาจอกบ่วายใส่ถุงพลาสติกบอกว่าเอามาต้มเป็นยา เดินผ่านเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ฯลฯ

เหล่านี้ถือเป็นความหย่อนยานของเจ้าหน้าที่อุทยานฯ นักท่องเที่ยวเขาพร้อมทำตามถ้าเจ้าหน้าที่เข้มงวดเอาจริงเอาจัง แต่ถ้าหย่อนยาน ภาพก็จะเป็นอย่างที่ปรากฏ จะบอกว่าประกาศเตือนแล้วแค่นั้นไม่พอ อาจต้องหามาตรการอย่างอื่นควบคู่ไปด้วย สมัยหนึ่งเคยอบรมและต้อนนักท่องเที่ยวเข้าไปฟังกฎระเบียบก่อนขึ้นภูด้วยซ้ำ คนไทยเราต้องใช้กฎระเบียบที่เคร่งครัดจึงจะเห็นผล ถ้าหย่อนยานก็จะเป็นอย่างที่ปรากฏ หัวหน้าอุทยานฯ อาจต้องใช้สติปัญญาเข้ามา “บริหาร” ให้มากกว่านี้ ไม่อย่างนั้นก็จะเป็นอย่างที่ว่ามา

ปีนี้ผมไปภูกระดึงมาเมื่ออาทิตย์ที่สามของเดือนธันวาคม หมายใจว่าจะเจอเมเปิ้ลใบสีแดงที่ร่วงกราวเต็มทางเดิน บนก้อนหินเขียวในลำธาร ซึ่งเป็นภาพที่ผมและใครต่อใครก็ประทับใจ แต่ปีนี้ เมเปิ้ลยังเขียวเต็มต้น ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้กลางเดือนพฤศจิกายนก็ร่วงพราวเต็มพื้นแล้ว ใครที่จะไปดูภาพประทับใจนั้น คงจะได้เห็นราวปลายเดือนมกราคมนั่นเลย ต้นปีแบบนี้เลยเอาข้อมูลที่เที่ยวสุดฮิตอย่างภูกระดึงมาบอกกล่าวกันไว้ก่อนเผื่อจะไปดูเมเปิ้ลแดงปลายเดือนมกราคมกัน

นอกนั้นภูกระดึงวันนี้ก็ยังคงเป็นภูกระดึงเมื่อวันวาน ที่น่าประทับใจในธรรมชาติสร้างสรรค์มาให้ กลางคืนคนมานอนรวมกันจนดูเหมือนแน่น กลางวันกระจายกันเดินเที่ยวจนบางครั้งดูเงียบ ตราบที่ซำต่างๆ ยังทำหน้าที่กรองคนที่มีความพยายามเท่านั้นให้ขึ้นมาได้ ธรรมชาติจะพอเหมาะกับคนที่ขึ้นมา เป็นไปตามสมดุลของธรรมชาติ แต่ความง่ายจากกระเช้าที่ถูกผลักดันจากนายทุน จะพาคนทุกประเภทขึ้นมาบนนี้

หลับตาแล้วเห็นภาพภูกระดึงเมื่อมีกระเช้าขึ้นไปหรือเปล่า...