สิ่งที่เห็นสำหรับผู้บริหารคนนี้ อาจไม่ใช่ทั้งหมด แม้จะเป็นผู้นำเทรนด์ พบปะผู้คนในสังคมมากมาย แต่ลึกๆแล้วเขาสนใจในธรรมะ
หนุ่มนักเรียนนอก จูเนียร์ – มนาเทศ อันนวัฒน์ เรียนจบ MBA จาก University of San Francisco ปี 1997 ทำงานในตำแหน่ง Station Manager บริษัท เฮิรทซ์ คาร์เรนเทิล ที่โอ๊คแลนด์แอร์พอร์ต ก่อนถูก บริษัท จอนสัน แอนด์ จอนสัน ทามทามกลับมาร่วมงานในตำแหน่ง Assistant Product Manager ที่เมืองไทยในปี 1998 จากนั้นเข้าสู่วงการน้ำดำบริษัท Pepsi-Cola International ดูแลการตลาดไทย - ลาว ก่อนถูกค่ายมือถือซัมซุงทาบทามไปร่วมงาน จนปัจจุบัน ดำรงตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ที่ศูนย์การค้า ดิ เอ็มโพเรียม และ ดิ เอ็มควอเทียร์ ในกลุ่มเดอะมอลล์ กรุ๊ป มายาวนานกว่า 9 ปี เป็นคนที่มีความสุข ทุ่มเทให้กับการทำงาน คิดงานในฐานะผู้นำเทรนด์ ตรงกันข้ามเขาได้สร้างความสมดุลให้กับชีวิต ด้วยธรรมมะ ของพุทธศาสนา
คุณจูเนียร์ทำงานแต่ละที่ 3 ปีบ้าง 6 ปีบ้าง แต่ทำในกลุ่มเดอะมอลล์ กรุ๊ป บริหารศูนย์การค้า ดิ เอ็มโพเรียม และ ดิ เอ็มควอเทียร์ นานที่สุดเป็นเพราะอะไรคะ
ก่อนอื่นต้องบอกว่าตอนที่ผมทำงานอยู่ที่ซัมซุงตอนนั้นมีโปรเจ็คร่วมกับศูนย์การค้า ดิ เอ็มโพเรียม และ ดิ เอ็มควอเทียร์ เป็นโปรเจ็คที่เราหาเงินช่วยมูลนิธิชัยพัฒนา ร่วมกับศิลปินดาราต่างๆ มีโอกาสได้ร่วมงานกับคุณเกรียงศักดิ์ ตันติพิภพ คุยกันเกือบ 2 ปีถึงจะมาทำงานที่นี่จริงๆจังๆ ก็ไม่เคยคิดว่าจะทำมาได้นานขนาดนี้นะครับ (หัวเราะ) ความจริงเวลาทำงานเราก็ไม่ได้ตั้งเป้าว่าจะทำกี่ปี แต่เราทำให้เต็มที่ ที่สุด แล้วยึดหลักความสบายใจ หลายคนบอกว่าที่นี่เหมาะกับผมมาก ผมเห็นว่าในบางส่วนก็เหมาะ แต่ก็มีบางส่วนที่ผมต้องปรับตัว เรียนรู้ ศึกษาสิ่งใหม่ๆตลอดเวลา ตรงนี้ถือว่าเป็นศูนย์การค้าศูนย์กลางของไลฟสไตล์ เราต้องนำเสนอไลฟสไตล์ใหม่ๆ แค่ทันสมัยรู้เทรนด์อย่างเดียวไม่พอ ต้องเป็นผู้นำเทรนด์ให้ได้ด้วย ถือว่ามันเป็นความ Challenge จะว่าเหนื่อยก็เหนื่อย สนุกก็สนุก เป็นอะไรที่ท้าทายมากครับ
งานที่รับผิดชอบถือว่าหนักมาก แบ่งเวลาให้กับตัวเองอย่างไรบ้างคะ
จันทร์ถึงศุกร์ผมจะทำงานที่ ดิ เอ็มโพเรียม และ ดิ เอ็มควอเทียร์ แต่ก็คุยโทรศัพท์กับคุณแม่ทุกวัน พอวันเสาร์-อาทิตย์ผมก็จะกลับไปอยู่ที่บ้าน เวลาอยู่บ้านก็จะใช้เวลาอยู่กับคุณแม่เต็มที่ พยายามหากิจกรรมทำร่วมกัน และกิจกรรมที่คุณแม่ผมชอบมากที่สุดก็คือการไปวัด กิจกรรมที่เราทำบ่อยที่สุดนอกจากทานข้าวนอกบ้านก็คือการไปวัด พอไปวัดบ่อยๆ ก็เกิดความรู้สึกสบายใจ ผมกับคุณแม่ไปวัดเกือบทุกอาทิตย์ บางครั้งผมจะไปของผมเองบ้าง ผมเคยบวชที่วัดบวรนิเวศวิหารก็เลยคุ้นเคยและไปบ่อยที่สุด
ตอนนั้นบวชช่วงไหนคะ
ผมบวชมาเกือบ 20 ปีแล้วครับ ตอนที่บวชอยู่วัดบวรฯ ได้เรียนรู้ ได้เจอครูบาอาจารย์ดีๆ และสังคมดีมาก ทำให้เรารู้สึกสบายใจ และสบายใจทุกครั้งที่ไปวัด ทำให้เราไปวัดเรื่อยมา เมื่อก่อนอาจจะไม่บ่อยเท่าไหร่ แต่หลังจากที่คุณพ่อเสีย หลังจากที่เริ่มพาคนไปบวช จนหลังๆ พยายามไปวัดให้บ่อยขึ้น ผมบวชกับสมเด็จพระวันรัตเป็นพระผู้ใหญ่ที่มีความเมตตามาก หลังจากที่คุณพ่อเสียเราก็อยากจะได้สิ่งยึดเหนี่ยว ท่านก็เปรียบเสมือนญาติผู้ใหญ่ที่เราเคารพนับถือ และท่านเมตตาเรามากๆ พอเราไปวัดได้เจอคนดีๆ สังคมดีๆ ก็เลยทำให้เราอยากไปวัด มีความสุขกับการไปวัด ไปปฏิบัติธรรม ไปนั่งฟังธรรม ใช้ชีวิตเรียบง่าย ชีวิตผมก็เลยจะมีเรื่องของงาน เรื่องครอบครัว เรื่องส่วนตัว เรื่องศาสนา การแบ่งเวลาของผมก็คือ กลับบ้านไปจะใช้เวลาอยู่กับครอบครัว เข้าห้องส่วนตัวก็แค่พักผ่อนนอนหลับ แต่ก่อนนอนจะสวดมนต์คาถาชินบัญชร ผมสวดมา 30 ปีทุกคืนจำบทสวดได้หมด เพราะสวดตั้งแต่อยู่มหาวิทยาลัย และบทสวดพระบรมมหาจักรพรรดิด้วย ถ้ามีโอกาสก็จะพยายามนั่งสมาธิ แต่วินัยยังไม่ดีนัก เป็นสิ่งที่ควรต้องทำให้ได้มากกว่านี้ บางทีก็พยายามนั่งสมาธิก่อนนอน เสาร์-อาทิตย์ ถ้าไม่เร่งรีบอะไรก็พยายามนั่งตอนเช้าด้วย อย่างน้อยวันละ 10 นาทีก็ยังดี
ถือว่าเป็นผู้บริหารที่น้อมนำหลักธรรมมาใช้ในการดำเนินชีวิตใช่ไหมคะ
จากที่ศึกษาธรรมะมาต้องบอกว่าเราโชคดีมากที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ จากการที่เราได้ศึกษาพุทธศาสนา การที่เกิดมาเป็นคนเราได้ศึกษาธรรม เราได้ทำบุญ เราได้สวดมนต์ ซึ่งสัตว์เดรัจฉานทำไม่ได้ เทวดาก็ทำไม่ได้ ฉะนั้นเราอยู่ในภพภูมิที่ดีมาก สามารถปฏิบัติธรรม เรียนรู้ธรรม สร้างบุญกุศล ดังนั้นเราต้องใช้เวลาให้คุ้มค่าที่สุด พอเราได้ศึกษาธรรมก็ได้รู้คำตอบหลายๆอย่างในชีวิต ทำให้เรามีความทุกข์น้อยลง และไม่หลงสุข งานที่ทำอยู่นี้เจอคนเยอะมาก สมัยก่อนเรามีความคาดหวังคนนั้นต้องเบบแบบนี้ พอเราไม่ได้อย่างหวัง ก็รู้สึกเสียใจผิดหวัง พอได้เข้าวัดบ่อยๆ ได้ไปปฏิบัติธรรม ไปนั่งฟังธรรม ใช้ชีวิตเรียบง่าย เราก็ได้เรียนรู้ว่าทุกอย่างเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป เราไม่ควรเอาความสุข ความทุกข์ของเราไปผูกอยู่กับใคร เวลาที่อะไรเกิดขึ้นเราก็รู้ว่า มันเกิดขึ้นเดี๋ยวมันก็ดับไป เวลาสุขเราก็ไม่สุขสุดๆ เวลาทุกข์เราก็ไม่ทุกข์มากเกินไป สุขทุกข์ยังมีอยู่แต่ดับเร็วขึ้น เพราะเราเข้าใจที่มาของมัน และไม่หลงไปกับมัน ชีวิตก็จะเป็นกลางๆเรื่อยๆ ไม่สุขทุกข์กับสิ่งเร้ารอบตัวผมถือว่าเป็นสิ่งที่ดี
สำหรับคุณจูเนียร์ข้อดีของการฝึกสมาธิคืออะไรคะ
ผมว่าการที่เราได้ฝึกสมาธิบ้าง ทำให้เราเกิดปัญญา เข้าใจธรรมชาติของคน เข้าใจธรรมชาติของโลก ธรรมมะบอกว่าทุกอย่างคือธรรมชาติ ไม่ว่าจะทำอะไรเราก็มีสติมากขึ้น มองอย่างมีสติ วิเคราะห์อย่างมีสติ พอเราไม่เอาสุขทุกข์ไปผูกกับคนอื่นใจเราก็สบาย ก็จะรู้สึกโล่งมากๆ โล่งอย่างบอกไม่ถูก ความจริงศาสนากับผมผูกพันกันมาตั้งแต่เด็ก สมัย 3-4 ขวบคุณพ่อคุณแม่ก็พาไปเฝ้าหลวงปู่เกษม เขมโก ที่จังหวัดลำปางบ่อยๆก็เลยคิดว่าสิ่งเหล่านี้ค่อยๆซึมซับมาเรื่อยๆ หลังจากคุณพ่อเสียเราก็เข้าวัดบ่อยๆ ไปทำบุญให้คุณพ่อ ทุกๆอย่างค่อยๆเปิดขึ้นมาเอง ในเวลาที่เหมาะสมก็จะค่อยๆเข้ามาเอง
ธรรมมะที่ซึมซับมานั้น ได้จากการอ่าน หรือฟังคะ
จะบอกว่าผมมีหนังสือสองจำพวกนี้เยอะมากๆ ก็คือ หนังสือศิลปะวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ไทยโบราณ ประวัติราชวงศ์จักรี และหนังสือธรรมมะ จะชอบซื้อ ชอบสะสม แต่ก็พยายามอ่าน พยายามเรียนรู้ให้ได้มากที่สุด ทุกวันนี้สิ่งที่พยายามอยากทำเลยก็คือ ถือศีล 5 แต่มันยากนะครับ บางวันเราอาจจะเผลอพูดจาล้อเล่นส่อเสียด เรื่องการดื่มเหล้านี่ผมหยุดดื่มมามากกว่า 10 ปีแล้ว ถามว่าทุกวันนี้มีงานเลี้ยงมีงานสังสรรค์แล้วเราเข้าสังคมยังไง ผมจะถือแก้วแต่ไม่ได้ดื่ม ถ้าดื่มก็คือผมมีแชมเปญมีไวน์แบบไม่มีแอลกอฮอล์ (NON - ALCOHOL) บางทีไปปาร์ตี้หลายคนนึกว่าเราคงเมาด้วยซ้ำ เพราะเห็นว่าเราสนุกสนานเฮฮา คือเราสามารถสนุกสนานกับสภาวะแวดล้อมได้โดยที่เราไม่ต้องดื่มแอลกอฮอล์
ข้อคิดที่ทำให้ชีวิตของเราประสบความสำเร็จคืออะไรคะ
ทุกวันนี้โลกยังมีอะไรให้เราได้เรียนรู้อีกมากมาย ดังนั้นเราต้องหมั่นพยายามเรียนรู้สิ่งต่างๆมากมาย พัฒนาตัวเองอยู่เสมอ ยิ่งในปัจจุบันเราอยู่ในกระแส ทุกธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก เพราะฉะนั้นเราต้องก้าวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก บางครั้งเราต้องเป็นผู้นำของการเปลี่ยนแปลง ส่วนหลักธรรมที่ผมยึดถือปฏิบัติจนทำให้ชีวิตของเราประสบความสำเร็จ ผมใช้หลักธรรมอิทธิบาท 4 คือ “ฉันทะ” ก็คือ ความรักและความพอใจในงานที่เราทำอยู่ “วิริยะ” ก็คือความเพียรในงานให้ประสบความสำเร็จ “จิตตะ” นี่คือความมุ่งมั่นเอาใจใส่ มีสมาธิจดจ่อกับงานนั้นๆ และ “วิมังสา” ก็คือการไตร่ตรอง วิเคราะห์ ถึงเหตุและผลของสิ่งที่มันเกิด ด้วยความรอบคอบ ผมว่าถ้าเราเอาอิทธิบาท 4 มาใช้กับการทำงาน เราก็จะสามารถประสบความสำเร็จได้
คำถามสุดท้าย อยากจะให้ทิ้งท้ายตรงนี้ว่า ความสุข ความทุกข์ ของคุณจูเนียร์คืออะไรคะ
ความสุขผมง่ายมาก(ยิ้ม) แค่กลับบ้านไปเจอคนในครอบครัวก็มีความสุขแล้วครับ เพราะครอบครัวเป็นพลังที่ดี ช่วยชาร์จแบตเตอรี่ เติมพลังให้ผม หลายๆครั้งที่เราเหนื่อยมากๆ เราได้อยู่กับคนในครอบครัว เราได้ไปวัด เราก็รู้สึกดีขึ้นเลย อันนี้เห็นได้ชัดเจนหลายครั้งมาก ส่วนความทุกข์ต้องยอมรับว่าก็มีหลายอย่างทำให้เกิดทุกข์ได้ แต่ทุกวันนี้มีน้อยมากแล้ว เมื่อไหร่ก็ตามที่เราได้เห็นคนในครอบครัวเจ็บไข้ได้ป่วย อันนั้นอาจจะเป็นความทุกข์ของเรา แต่ก็เข้าใจโลกว่าไม่มีใครสามารถอยู่ได้ตลอดไป เราก็ต้องเขาใจสัจธรรมชีวิตอยู่ดี ทำให้เราเป็นคนที่ ต่อให้ทุกข์ก็ไม่ได้ทุกข์มาก ทำวันนี้ให้ดีที่สุดครับ





