background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

‘ชลิดา เอื้อบำรุงจิต’ จากคนดู สู่คนรัก(ษ์)ภาพยนตร์

‘ชลิดา เอื้อบำรุงจิต’ จากคนดู สู่คนรัก(ษ์)ภาพยนตร์

งานอนุรักษ์ที่ไม่ใช่มีแค่ความชอบ แต่ต้องอาศัยองค์ความรู้และวิธีบริหารจัดการ มาแก้ปัญหาใหม่ๆ

 

เมื่อก่อนเวลาพูดถึงหอภาพยนตร์ตั้งแต่ยุคเริ่มต้นจนถึงยุคเป็นองค์การมหาชน คนรักหนังไทยจะต้องนึกถึงภาพชายเคราเฟิ้มนามโดม สุขวงศ์ ผู้บุกเบิกหน่วยงานแห่งนี้มาตั้งแต่ต้น แต่นับตั้งแต่เดือนกันยายนปี 2561 เป็นต้นมา หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) อยู่ภายใต้การบริหารของ ชลิดา เอื้อบำรุงจิต ผู้หญิงที่บอกว่าเป็นคนชอบดูหนัง และเดินบนเส้นทางที่เกี่ยวข้องกับภาพยนตร์มาโดยตลอด จนกระทั่งถึงวันนี้ที่เธอพบว่า คนทำงานอนุรักษ์ภาพยนตร์อาจไม่จำเป็นต้องเป็นคนรักภาพยนตร์ก็ได้ 

 

  • จริงๆ แล้วหอภาพยนตร์ทำอะไร เหมือนหอสมุดแห่งชาติหรือหอจดหมายเหตุไหม

ทำหน้าที่หลักๆ 2 ด้าน ด้านแรกคือ การอนุรักษ์มรดกสื่อโสตทัศน์คือภาพยนตร์ ที่ไม่ได้เป็นฟิล์มอย่างเดียว แต่เป็นเทป ดิจิทัลไฟล์ และสิ่งเกี่ยวเนื่องทั้งหลายที่ต้องเก็บรวบรวมและอนุรักษ์ เช่น อุปกรณ์ เอกสาร เอกสารส่วนบุคคลสารพัด รวบรวมไว้เพื่อให้คนมาศึกษาเป็นองค์ความรู้ 

อีกด้านหนึ่งเป็นงานเผยแพร่ พยายามให้คนได้ใช้ประโยชน์จากภาพยนตร์ในด้านต่างๆ เช่น การเรียนรู้ เพราะปกติภาพยนตร์จะถูกมองว่าเป็นบันเทิง สินค้า คนจะพูดถึงมูลค่ามากกว่า ไม่ค่อยพูดถึงภาพยนตร์ในแง่คุณค่า ทั้งๆ ที่มีหลายมิติ ตั้งแต่เพืื่อความบันเทิง เพื่อความรู้ เพื่อเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ เพื่อกล่อมเกลาจิตใจ เพื่อการบำบัด อย่างที่เมืองนอกมีการใช้ภาพยนตร์บำบัดผู้สูงอายุที่เป็น Dementia (โรคสมองเสื่อม) เขามีปัญหาเรื่องความจำ ซึมเศร้า ดังนั้นการดูภาพยนตร์ที่เขาสามารถคอนเน็คได้ ก็จะช่วย ในอนาคตก็อาจมีแง่มุมอื่นๆ อีก 

สำหรับคนรุ่นใหม่ในแง่หนังเก่าที่อนุรักษ์ไว้สามารถเชื่อมโยงกับสิ่งที่หายไปแล้วได้ คือตอนนี้ Landscape เปลี่ยนแปลงเร็วมาก ภาพยนตร์เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่บันทึกเรื่องราวต่างๆ เหล่านี้เอาไว้นอกเหนือจากภาพถ่าย 

 

หอภาพยนตร์2

หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน)

  • ทำไมตอนเรียนปริญญาตรีถึงเลือกเรียนเอกภาพยนตร์

ตอนมัธยมชอบถ่ายรูป จริงๆ แล้วตอนนั้นอาจจะอยากเป็นช่างภาพมากกว่า ดูเก๋ๆ  แต่ก็ชอบดูหนังนะ เป็นเด็กเงียบๆ แต่ดูหนังเยอะ ตอนที่มาเรียนวารสารฯ คิดว่าอยากถ่ายรูปแล้วเป็นเอกเดียวกันกับภาพยนตร์ พอเรียนแล้วด้วยความที่เป็นคนชอบหนัง ก็เลยอยากเป็นคนทำหนัง ตอนนั้นก็นึกไม่ออกว่าถ้าจบเอกภาพยนตร์แล้วไม่ทำหนังจะทำอะไรได้อีก

พอเรียนไปก็เริ่มรู้ว่าอาจจะไม่เหมาะกับการโปรดัคชันหนังใหญ่ แถมรุ่นพี่ก็ขู่ว่า โอ๊ย.. ผู้หญิงเรียนฟิล์มมันไม่ค่อยมีอนาคตหรอก tough มั้ย เวลาไปฝึกงานไปออกกองต้องห้าวๆ ถ้าเราหน่อมแน้มก็อาจจะสู้ไม่ไหว พูดง่ายๆ ว่ามันมีเรื่องแบบ Me Too เขาก็ไม่ได้พูดตรงๆ แต่มีนัยแบบนั้นว่าเราจะทนวัฒนธรรมบางอย่างได้มั้ย 

ตอนนั้นก็เริ่มคิดว่า หรือเราจะเหมาะกับงานตัดต่อที่ไม่ต้องยุ่งกับคนเยอะมาก แต่ก็ยังชอบฟิล์ม ชอบถ่าย บังเอิญปี 4 ได้จ็อบ พี่จี๊ด จิระนันท์ (พิตรปรีชา) แนะนำให้เขียนคอลัมน์ จริงๆ ไม่คิดอยากเป็นนักวิจารณ์หรือคิดว่าตัวเองเขียนเก่ง แต่เขาก็เห็นว่า ไอ้นี่มันดูหนังเยอะมาก ดูอยู่ได้ ดูทุกอย่าง ก็ชวน มาเขียนมั้ย ได้ค่าขนม ก็เขียนไปลงไทยโพสต์อาทิตย์ละชิ้น 

พอเรียนจบก็รู้สึกว่าโอกาสจะทำงานโปรดัคชันมันยาก เหมือนชะตาชีวิตไม่ไปทางกองถ่าย ก็เลยไปทำงานที่แรกที่นิตยสารฟิล์มวิว เขาก็เห็นว่าเราเคยเขียนลงหนังสือพิมพ์รายวันมาบ้าง แต่คิดว่าที่พี่เขารับ คงเพราะเห็นว่าเราจบฟิล์มมา แล้วถ่ายวีดิโอได้ ตัดต่อได้ ก็ได้ทำงานที่แรก 

 

จุดประกาย Talk ชลิดา เอื้อบำรุงจิต

จุดประกาย Talk กับ 'ชลิดา เอื้อบำรุงจิต'

  • งานแรกถูกปิดกิจการใส่หน้าแล้วไปทำอะไรต่อ 

ยังเดินไม่พ้นปากซอยออฟฟิศ ก็เจอพี่อีกคนนึงชวนไปทำหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ตอนนั้นเขามีศูนย์อบรมพัฒนานักข่าว ก็ดีนะ ดูทันสมัย ก็ไปจัดโปรแกรมอบรม ฉายหนัง เลือกหนังมาฉาย สมัยนั้นต้องไปเช่าเลเซอร์ดิสก์มาฉายให้นักข่าวดู ออฟฟิศเขามีห้องฉายหนังเล็กๆ  นักข่าวต้องดูหนังเรื่องนี้เพื่อเปิดโลกทัศน์ หรือเชิญอาจารย์เสกสรรค์ ประเสริฐกุล มาอบรมการเขียน ก็ทำอยู่แป๊บนึง 

 

  • ไปเรียนต่อเมืองนอก รอบแรกถูกที่ถูกทางหรือยัง 

ตอนนั้นคงยังไร้เดียงสา สมัครไปเรียนโดยที่ไม่มีโปรไฟล์อะไร ไม่เคยมีงานโปรดัคชัน มีแค่งานธีสิสแอนิเมชันที่ทำกับเพื่อน ตอนทำงานที่ฟิล์มวิวก็รู้สึกว่าความรู้ที่เรียนมามันน้อยมาก พี่ๆ ที่เขาไม่ได้จบฟิล์มมีความรู้มากกว่ามากมาย ก็รู้สึกว่าต้องเรียนต่อ และพ่อแม่ก็อยากให้เรียนต่อ ก็สมัครไป 2-3 ที่ในอเมริกา ได้ที่เดอะนิวสคูลฟอร์โซเชียลรีเสิร์ช ในนิวยอร์ก เขาดังทางโซเชียลรีเสิร์ช แต่เรามันมาทางหนังมาก เราไม่ได้เป็นคนมีประเด็นทางสังคม เป็นคนเนิร์ดดูแต่หนัง ก็ไม่ค่อยรู้เรื่องที่เขาสอน ไปเรียน Media Study เขาก็พูดกันเรื่องข่าวเรื่องสื่อ ก็ไม่รู้เรื่องเพราะเป็นคนไม่อ่านหนังสือพิมพ์ ไม่ดูทีวี ก็เลยไม่มีสิ่งเหล่านี้อยู่ในหัว ความ Critical เพิ่งมาเป็นตอนอายุมากขึ้น แต่ตอนนู้นดูแต่หนังอย่างเดียวเลยกับอ่านหนังสือเล่ม ก็เลยเป็นมนุษย์ที่แยกจากโลก ไม่ใช่คนที่จะไปเรียนเรื่องวิจารณ์สื่อ พอเขาพูดเรื่องข่าวประจำวัน ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ก็ไม่รู้เรื่อง พอไปนั่งเรียนก็ช็อก นี่คืออะไร 

 

  • เมื่อเรียนไม่สนุกแล้วใช้เวลาทำอะไร

ด้วยความที่ปริญญาโทเรียนกันตอนกลางคืน กลางวันเราก็ไปตามที่ๆ เขาฉายหนังในนิวยอร์ก ที่หนึ่งคือ  Anthology Film Archive เก็บหนังทดลองแล้วก็มีฉายหนังด้วย ก่อนไปอเมริกาเราก็มาช่วยงานที่หอภาพยนตร์อยู่แล้วเพราะผู้จัดการ (ท่าพระอาทิตย์) อยู่ใกล้หอภาพยนตร์เดิมมาก (ถนนเจ้าฟ้า) ตอนเป็นนักศึกษาก็เคยมาเป็นอาสาสมัครช่วยงานคุณโดม เราก็รู้สึกว่า Anthology นี่ใกล้กับหอฯ เราเลย คนน้อย เราก็ไปเป็นอาสาสมัคร ช่วยส่งของ บางทีก็ไปรับฟิล์มมาฉาย รับโทรศัพท์บ้าง อาทิตย์นึงเขาจะมีฉายหนัง 4 วันเป็นพวกหนังทดลองที่เราไม่เคยดูเลย  

แต่กับการเรียนปริญญาโทแล้วเราว่าไม่ใช่ เป็นการเรียนที่ต้องเป็น Academic มาก หรือเรียนเพื่อผลิตสื่อเป็นนักข่าว ซึ่งเราไม่ได้เป็นแบบนั้น ก็คิดว่าจะทนเรียนไปอีกปีนึงไหว
เหรอ แต่วันที่รู้สึกชัด ก็รู้ว่าเราไม่สามารถไปต่อได้แล้ว 

วันนึงในห้องเล็คเชอร์ ตอนนั้นเฟลลินี ผู้กำกับอิตาลีเพิ่งเสียชีวิต เขาจัดงานรำลึกที่ลินคอล์นเซ็นเตอร์ในเวลาที่เราต้องไปเรียนคลาสนึง เป็นคลาสใหญ่ คนเป็นร้อย เราก็นั่งอยู่หลังห้อง ใจเราก็จดจ่ออยากไปงานนั้นมาก ฟังครูไม่รู้เรื่อง ในที่สุดก็ตัดสินใจลุกค่อยๆ ย่องออกไปหลังห้องแล้วออกไปเลย เรารู้ว่าเราตัดสินใจแล้ว 

ในงานมีการฉายภาพยนตร์งานศพเฟลลินที่อิตาลี มันก็ดูตลก เนิร์ดๆ แต่พอเราไปเราก็รู้สึกชัดว่าอะไรใช่ อะไรไม่ใช่ ก็ไปคุยกับครูแล้วเก็บของกลับบ้าน มาเป็นอาสาสมัครให้หอภาพยนตร์ มาช่วยจัดโปรแกรม

 

ชลิดา เอื้อบำรุงจิต คนรักษ์ภาพยนตร์

คนรัก(ษ์)ภาพยนตร์ 'ชลิดา เอื้อบำรุงจิต'

  • คิดยังไงถึงได้ไปช่วยงานคุณโดม

ก็ไม่ได้คิดอะไรแบบมุ่งมั่น ออกแนวจับพลัดจับผลูเหมือนกัน ตอนเรียนก็มีเพื่อนมาฝึกงานที่หอภาพยนตร์ ก็เล่าให้เราฟังตลอดว่าหอภาพยนตร์เป็นไง แต่ตอนนั้นอยากทำหนังก็เลยไม่ได้สนใจหอภาพยนตร์มาก ก็แค่มาดูหนัง ตอนอยู่ผู้จัดการ อ.ชัยสิริ สมุทวณิช ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและพัฒนานักข่าว เคยเป็นอาจารย์ของคุณโดม ก็พูดถึงบ่อยๆ บางครั้งคุณโดมก็ไปหาอาจารย์ ทำให้คุ้นเคยกันมากขึ้น ตอนอยู่ฟิล์มวิว Assignment แรกคือ ต้องทำ Life Time Achievement ให้คุณแท้ ประกาศวุฒิสาร เราก็ต้องไปหาคุณโดมก่อน สิ่งเหล่านี้ทำให้รู้จักคุณโดมทีละนิด พอไปช่วยงานก็เห็นว่ามีงานอีกตั้งหลายอย่างที่ต้องทำ

ตอนกลับจากอเมริกาแล้วคิดว่าจะทำอะไรดี คุณโดมก็จัด “ทึ่งหนังไทย” เอาหนังคุณรัตน์ (เปสตันยี) ไปฉายเราก็ช่วย จากนั้นก็ช่วยมากขึ้น คุณโดมเป็นคนเปิดให้เห็นเรื่องการทำข้อมูล สิ่งที่คนไม่ค่อยสนใจคือการเก็บรวบรวมข้อมูลของหนังไทย การจะศึกษาอะไรได้เราต้องมีข้อมูล ทำไมไปเมืองนอกถึงมีหนังสือเยอะ มีฐานข้อมูล มีอะไรให้เราสืบค้นเยอะ ทำไมของไทยถึงใช้จำๆ เอา ไม่สามารถสืบค้นอะไรได้ 

นี่ก็คือจุดเริ่มต้น พอกลับมาจากอเมริกาก็คิดว่าเออ... มันมีงานตั้งหลายอย่างที่ทำได้ ก็มาทำ เริ่มจากการเก็บข้อมูลหนัง ทำภาพยนตรานุกรม เอาข้อมูลทั้งหมดมากองแล้วชำระ ทำกับน้องสองคน ก็เป็นจุดเริ่มต้น 

 

  • อะไรคือเหตุผลให้ไปเรียนต่อด้าน Film Archive 

คุณโดมแนะนำว่าที่ University of East Anglia มีสอน Film Archive โดยเฉพาะ ก็รู้สึกว่าตัวเองชัดขึ้น สนใจงานของหอภาพยนตร์มากขึ้น ไม่สนใจเรื่องการทำหนังแล้ว ก็ไปเรียน 1 ปี และใช้เวลาทำธีสิส 1 ปีจบมาก็ทำมูลนิธิหนังไทย ทำเทศกาลหนังสั้น ได้เอาสิ่งที่เรียนได้พบเห็นมาช่วยงานหอภาพยนตร์ มาฝึกคน 

 

ชลิดา เอื้อบำรุงจิต

 

  • Film Archive  ที่อังกฤษเขาสอนอะไรบ้าง

มหาวิทยาลัยที่ไปเรียนไม่ได้อยู่ในลอนดอน จะเรียกว่าเป็นมหาวิทยาลัยบ้านนอกก็ได้ ที่เขาเปิดวิชานี้เพราะเขามี Film Archive  ในมหาวิทยาลัย เป็นของภูมิภาค คนที่เป็นครูเรา เขาก็เป็นคนแบบคุณโดมนี่ล่ะ เริ่มเก็บอะไรมาเอง เรารู้สึกว่าเขาเห็นคุณค่าสิ่งที่มันเล็กๆ น้อยๆ เช่น ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น เขาจะแซวว่าที่นี่มีแต่เรื่องของการจับปลาเพราะอยู่ริมทะเล หนังจะมีเรื่องชาวประมงเยอะมาก เขาจะสนใจเรื่องหนังบ้าน ครูชื่อ เดวิด คลีฟแลนด์ คล้ายคุณโดม เขามีความกระตือรือร้นกับการฉายหนัง หิ้วเครื่องฉายไปฉายหนังตามโบสถ์ เราติดรถครูไปก็ได้เห็นว่าหนังสัมพันธ์กับผู้คนยังไง  

และที่อังกฤษมี Film Archive  เล็กๆ เยอะ ทุกที่มีความลำบาก มีข้อจำกัด แต่อยู่บนหลักการเดียวกัน ทำยังไงก็ได้ให้คอลเลคชันของเราอยู่ไปได้นานๆ เป้าหมายของการอนุรักษ์มันคืออย่างนั้น ทำอะไรก็ได้ให้สิ่งนี้อยู่ได้นานๆ มันเลยทำให้เราไม่ติดกรอบเรื่องเงินว่าพอไม่มีเงิน เราก็ทำไม่ได้แล้วนะ มันทำได้หลายอย่างแต่เราต้องคิด การฉายหนังเก่าเฉยๆ ไม่ใช่การอนุรักษ์ เช่น มีฟิล์มอยู่ก็อปปี้นึงแล้วไม่ซ่อม ฉายไปเลย เอามันไปเสี่ยง เข้าเครื่องแล้วพังไปเลยก็ไม่ใช่อนุรักษ์

 

  • เป็นเพราะต้องทำงานที่หอภาพยนตร์หรือเปล่า จึงไปเรียน Film Archive 

ไม่ได้คิดว่าจะได้ทำงานที่หอภาพยนตร์ ไม่คิดว่าจะเป็นองค์การมหาชน  เป็นเรื่องของความอยากรู้ อยากเรียน อยากได้องค์ความรู้นี้ รู้ให้ถ่องแท้ ตอนเรียนก็ไม่รู้จะทำงานที่ไหน เพราะการสอบทำงานราชการเข้าไปในหอภาพยนตร์ยากมาก

 

  • พอมาเป็นผู้อำนวยการยากมั้ยในการรับงานต่อจากคุณโดม 

จะว่ายากก็ยากอ่ะนะ จริงๆ ก็เป็นรองผู้อำนวยการมา 8 ปี ตอนเริ่มทำงานกับคุณโดมเราก็เด็กมาก มองเขาเป็นผู้ใหญ่ เป็นบิดา วิธีการทำงานก็อาจแตกต่างกันแต่สิ่งที่เห็นพ้องกันคือเป้าหมาย อะไรบ้างที่ต้องทำ แต่วิธีการทำงานก็มีจุดเน้น ความสนใจแตกต่างกัน ปฏิเสธไม่ได้ว่าคุณโดมเป็นไอคอนของหอภาพยนตร์ พอเรามาทำต่อในฐานะ Second Generation ก็มีความท้าทายว่าเราจะทำได้มั้ย จะทำให้คนเชื่อถือมั้ย 

 

หอภาพยนตร์

 

  • หอภาพยนตร์ยุคชลิดาจะต่างจากยุคคุณโดมยังไง

ก็คงไม่ต่างหรอก ต้องทำงานให้เสร็จ เราอยากทำงานที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานให้เสร็จ ยุคของคุณโดมเป็นยุคของการดิ้นรน งบประมาณน้อย ลำบาก ต้องแก้ไขสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา จนไม่มีเวลาทำระบบจัดการ "งานหอภาพยนตร์เป็นเรื่องของการจัดการ มีของเยอะๆ มีเงิน มีคนจำกัด จะจัดการยังไงให้เข้าที่" นี่เป็นความท้าทายที่อยากจะทำ

อยากทำระบบที่ช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น  เช่น เมื่อก่อนมีคุณโดมจำได้คนเดียวว่ามีอะไร อยู่ตรงไหน ต้องถามคุณโดมตลอดเวลา ตอนนี้แกก็ยังอยู่ให้เราถามบ้าง แต่ก็ต้องคิดว่าจะทำยังไง ถ้าไม่มีคุณโดม ไม่มีเรา แล้วทุกคนยังหาของเจอ เพราะฉะนั้นต้องมีระบบข้อมูล ระบบการจัดการ ระบบการจัดเก็บที่มีมาตรฐาน 

สองคือต้องปลูกฝังค่านิยมให้กับเจ้าหน้าที่ ให้รู้ว่าเราทำไปทำไม ไม่ใช่เพราะทำตามคำสั่งนะ องค์กรจะอยู่ได้ถ้าคนที่ทำงานอยู่รู้ว่าตัวเองทำไปทำไม 

 

  • แล้วหอภาพยนตร์ทำไปทำไม

ก็นี่ไง เพื่อให้คนได้เข้ามาค้นคว้า หรือหลังจากพวกเราไม่อยู่แล้ว 50 ปี 100 ปีเขาอยากกลับมาดูก็มาดูได้ ยังมีให้ดู หรือถ้าอยากจะต่อยอดอะไรเขาก็มีทุนที่เราเก็บไว้ให้เขา มันเป็นเรื่องเล็กๆ ไม่ได้ดูอลังการ เป็นเรื่องหลังบ้านมากๆ แต่เราต้องการหลังบ้านที่ดี 

 

  • คนรุ่นใหม่แบบไหนที่หอภาพยนตร์ต้องการ 

จริงๆ พอภาพยนตร์ก็มีคนรุ่นใหม่เยอะ อายุเฉลี่ยก็ 30 กว่า คนรุ่นใหม่แบบไหนที่ต้องการ ก็ต้องมีความมุ่งมั่นในการทำงาน ความรักหนังยังเป็นเรื่องรอง

เราคิดว่าคนรักหนังทุกคนไม่ใช่เป็นนักอนุรักษ์ได้ แต่ต้องเป็นคนที่มี Skill ในการจัดการ แก้ไขปัญหาได้ ไม่ย่อท้อ ถ้าแก้ปัญหาได้ก็ไปต่อได้ เพราะมันจะมีปัญหาใหม่ๆ เข้ามาเช่นปัญหาเทคโนโลยี