ลองนึกภาพอีก 15 ปีข้างหน้า เมื่อคุณเล่าให้ลูกฟังว่า สมัยที่พ่อแม่เลี้ยงชีพด้วยการทำงานประจำ กิจวัตรในทุกวันทำงานคือต้องตื่นแต่เช้า ขับรถฝ่ารถติด หรือเบียดเสียดบนรถไฟฟ้าเป็นเวลานาน เพียงเพื่อไปนั่งหน้าคอมพิวเตอร์ที่ออฟฟิศวันละ 8 ชั่วโมง ก่อนเดินทางกลับบ้านในตอนเย็น ลองเดาว่าลูกๆ Gen Alpha จะมีรีแอคชันอย่างไร
หนึ่งในนั้นที่อาจเกิดขึ้นคือ เด็กๆ Gen Alpha (หรือแม้แต่ Gen Beta ในรุ่นถัดไป) อาจถามกลับมาคือ “แล้วทำไมพ่อแม่ไม่ทำงานจากที่บ้านหรือที่อื่น? ก็ในเมื่อคนเราเปิดคอมฯ ทำงานได้จากทุกที่อยู่แล้ว??”
ประเด็นดังกล่าวถูกหยิบยกขึ้นมากระตุกต่อมคิด ท่ามกลางโลกการทำงานทุกวันนี้ ที่เหล่าวัยทำงานรุ่นใหญ่แทบทุกคนเคยผ่านช่วงเวลาของโรคระบาดใหญ่ จนทำให้วิถีการทำงานปรับโหมดเข้าสู่การทำงานที่บ้าน (WFH), การทำงานแบบไฮบริด (Hybrid Work) และการทำงานจากที่ไหนก็ได้ (Remote Work) มาแล้ว แต่วันหนึ่งก็ถูกคำสั่งเรียกให้กลับเข้าทำงานที่ออฟฟิศอีกครั้ง จนดูเหมือนมีความย้อนแย้งและกระทบกระทั่งกันอยู่ในหลายๆ ออฟฟิศ
มาร์ก ดิกซัน (Mark Dixon) ซีอีโอของ IWG ผู้ให้บริการพื้นที่ทำงานรายใหญ่ที่สุดของโลก มองว่า ทุกวันนี้เรายังเห็นภาพพนักงานออฟฟิศต้องเดินทางมาทำงานที่ออฟฟิศทุกวัน แต่รู้หรือไม่? ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า การเดินทางไปทำงานทุกวันอาจกลายเป็นเรื่องล้าสมัย และอาจลดลงอย่างมากในอีก 15 ปีนับจากนี้
ดิกซัน ฉายภาพของประเด็นนี้ผ่าน Fortune ว่า วันหนึ่งพ่อแม่อาจต้องอธิบายให้ลูกฟังว่า เคยมีช่วงเวลาที่เจ้านายให้พนักงานเดินทางไกลถึง 100 ไมล์ เพียงเพื่อไปนั่งใช้คอมพิวเตอร์ในสถานที่แห่งหนึ่ง ขณะที่คนรุ่นใหม่อาจมองเรื่องนี้ว่าเป็นเรื่อง “ประหลาดและบ้ามาก”
เพราะในโลกการทำงานที่กำลังเปลี่ยนไป สถานที่ทำงานอาจไม่ได้หมายถึงออฟฟิศอีกต่อไป คนทำงานอาจเพียงเปิดโทรศัพท์ ค้นหาพื้นที่ทำงานที่อยู่ใกล้ตัว แล้วเลือกไปทำงานที่นั่น หรือทำงานจากบ้านหากลักษณะงานเอื้ออำนวย
แนวคิดนี้ไม่ได้มาจากดิกซันเพียงคนเดียว เพราะงานวิจัยจาก IWG และ Arup บริษัทที่ปรึกษาด้านวิศวกรรมระดับโลก พบว่า การเดินทางไปทำงานเป็นเวลานานในแต่ละวันอาจกลายเป็นเรื่องที่พบเห็นน้อยลงอย่างมากภายในปี 2040
Gen Alpha คิดว่าคนเรา “ไม่จำเป็นต้องทำงานที่ออฟฟิศ”
ปัจจุบัน การเดินทางไปทำงาน หรือ Commuting ยังเป็นกิจวัตรที่คนทำงานในเมืองใหญ่ต้องใช้เวลาไปกับมันทุกวัน อย่างคนทำงานใน "นิวยอร์ก" ใช้เวลาเดินทางด้วยรถไฟไปออฟฟิศเฉลี่ยประมาณ 53 นาที ขณะที่คนทำงานใน "ลอนดอน" ก็ใช้เวลาเดินทางใกล้เคียงกัน นั่นหมายความว่า ในแต่ละวัน คนทำงานจำนวนมากยังต้องเสียเวลาเกือบหนึ่งชั่วโมงเพียงเพื่อเดินทางไปถึงสถานที่ทำงาน
แต่เมื่อมองไปยังคนรุ่นที่จะเข้าสู่ตลาดแรงงานในอนาคต ภาพนี้อาจเปลี่ยนไป โดยเฉพาะกับวัยทำงาน Gen Alpha ที่เติบโตมากับโลกเทคโนโลยีที่ช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้น ซึ่งในแง่หนึ่งมันก็ส่งผลให้วิถี “การทำงาน” ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นในสถานที่เดียวอีกต่อไป
จากผลสำรวจพบว่า มีเพียงประมาณ 25% ของ Gen Alpha เท่านั้น ที่คาดว่าจะยอมใช้เวลาเดินทางไปทำงานมากกว่า 30 นาที ขณะที่คนส่วนใหญ่เห็นว่าแม้แต่ระยะเวลานี้ก็ยังนานเกินไป และคาดหวังว่าจะสามารถทำงานใกล้บ้านหรือทำงานที่บ้านได้
ที่น่าสนใจคือ 80% ของ Gen Alpha ซึ่งคนโตที่สุดในกลุ่มมีอายุประมาณ 16 ปี เชื่อว่าการทำงานแบบยืดหยุ่นจะกลายเป็นเรื่องปกติภายในปี 2040
นี่สะท้อนความแตกต่างระหว่างคนทำงานแต่ละรุ่นได้อย่างชัดเจน สำหรับคนทำงานในปัจจุบัน Work From Home อาจเป็นสิ่งที่องค์กรต้อง “อนุญาตก่อนถึงจะทำได้” หรือเป็นสวัสดิการที่พนักงานต้องร้องขอ แต่สำหรับ Gen Alpha การทำงานจากบ้านหรือสถานที่อื่นอาจเป็นเรื่องปกติที่พวกเขาคาดหวังตั้งแต่ก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน หากบริษัทไหนพูดถึงกฎระเบียบการเข้าทำงานในออฟฟิศ อาจโดนถามสวนกลับได้ว่า “มีเหตุผลอะไรที่ต้องเข้าออฟฟิศทุกวัน?”
เมื่อ Gen Y Gen Z ขึ้นเป็นหัวหน้า พื้นที่ออฟฟิศอาจสำคัญน้อยลง
การเปลี่ยนแปลงนี้อาจไม่ได้เกิดจาก Gen Alpha เพียงอย่างเดียว แต่กำลังเริ่มต้นจากผู้นำองค์กรรุ่นใหม่อย่างรุ่น Gen Z แล้ว งานวิจัยจาก National Bureau of Economic Research (NBER) ซึ่งศึกษาข้อมูลพนักงานในสหรัฐฯ ราว 8,000 คน พบว่า หัวหน้าที่อายุน้อยกว่า โดยเฉพาะ Gen Z และ Millennials มีแนวโน้มให้พนักงานทำงานทางไกลมากกว่าหัวหน้ารุ่นเก่า
ข้อมูลพบว่า ยิ่งซีอีโออายุน้อยลง จำนวนวันที่บริษัทกำหนดให้พนักงานต้องเข้าออฟฟิศก็มีแนวโน้มลดลง โดยพนักงานที่ทำงานให้ซีอีโอวัย 20 กว่าปี เป็นกลุ่มที่ได้ทำงานจากบ้านมากที่สุด
เมื่อผู้นำรุ่น Baby Boomer และ Gen X ทยอยเกษียณ แนวคิดเรื่องการให้พนักงานเข้ามาทำงานในสำนักงานก็มีโอกาสเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย ขณะที่ คนรุ่น Millennials กับ Gen Z ขึ้นมามีอำนาจตัดสินใจมากขึ้น แนวทางการทำงานได้จากทุกที่ก็จะเห็นชัดเจนขึ้น
ดังนั้น การกลับเข้าออฟฟิศ 5 วันต่อสัปดาห์ในทุกวันนี้ อาจไม่ได้เป็นทิศทางระยะยาว แต่เป็นช่วงหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านระหว่างวิธีคิดของผู้นำต่างรุ่น เพราะสำหรับผู้นำบางคน การเห็นพนักงานนั่งอยู่ในออฟฟิศอาจทำให้รู้สึกว่าคนกำลังทำงาน แต่สำหรับผู้นำรุ่นใหม่ สิ่งที่สำคัญกว่าอาจเป็นว่า งานเสร็จหรือไม่ ผลลัพธ์เป็นอย่างไร และทีมทำงานร่วมกันได้ดีแค่ไหน
บริษัทที่ยังยึดติดกับการ “เห็นหน้าพนักงาน” อาจตามโลกไม่ทัน
งานวิจัยของ NBER ยังพบว่า ผู้นำที่เปิดรับการทำงานทางไกล มีแนวโน้มเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ๆ และนำเครื่องมือดิจิทัลมาใช้บริหารทีมมากกว่า ซึ่งสอดคล้องกับความคิดเห็นของ ซีอีโอ IWG ที่มองในทิศทางเดียวกันว่า บริษัทที่ยังให้ความสำคัญกับการมีพนักงานรวมอยู่ในสถานที่เดียวกัน มากกว่าการใช้เทคโนโลยีและ AI เพื่อเปลี่ยนวิธีทำงาน อาจกลายเป็นบริษัทที่เสียเปรียบคู่แข่งในอนาคต
“อย่ามามัวเสียเวลากับการคิดว่าพนักงานจะนั่งทำงานที่ไหน” ดิกซันกล่าว พร้อมชี้ว่า บริษัทที่จะอยู่รอดคือบริษัทที่เปิดรับเทคโนโลยี ทั้งการทำงานแบบยืดหยุ่น สถานที่ทำงานที่ยืดหยุ่น และการใช้เทคโนโลยีเพื่อดึงศักยภาพของพนักงานออกมาให้มากขึ้น
ด้าน ไบรอัน โอ เคลลี (Brian O'Kelley) ผู้ก่อตั้งบริษัทเทคโนโลยีและอดีตผู้ก่อตั้ง AppNexus ซึ่งขายให้ AT&T ในมูลค่า 1.6 พันล้านดอลลาร์ในปี 2018 ก่อนจะก่อตั้งบริษัท Scope3 ก็เห็นด้วยว่า บริษัทที่เปิดให้ทำงานทางไกลมีข้อได้เปรียบในการดึงคนเก่งจากทั่วโลกเข้ามาร่วมงาน และสามารถทำงานต่อเนื่องข้ามเขตเวลาได้
โอ เคลลี มองว่า บริษัทที่ต้องการเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมต่างๆ ในอนาคต ต้องเลิกยึดติดกับการทำงานในออฟฟิศแบบเดิม และเรียนรู้ที่จะทำงานกับคนที่ไม่จำเป็นต้องอยู่ในสถานที่เดียวกัน เพราะในยุคที่ AI กำลังเปลี่ยนวิธีการทำงานอย่างรวดเร็ว การวัดประสิทธิภาพจากการ “มาทำงานให้เห็น” อาจไม่สำคัญเท่า “ผลงานที่เกิดขึ้นจริง”
อนาคตการทำงาน อาจไม่จำเป็นต้องมี “ออฟฟิศ” เป็นศูนย์กลาง
ออฟฟิศอาจไม่ได้หายไปทั้งหมดภายในปี 2040 เพราะงานอีกจำนวนมากยังจำเป็นต้องมีสถานที่จริง ไม่ว่าจะเป็นโรงงาน โรงพยาบาล ห้องทดลอง ร้านค้า หรืออาชีพที่ต้องพบลูกค้าโดยตรง แต่สำหรับ "งานที่ทำผ่านคอมพิวเตอร์เป็นหลัก" สิ่งที่กำลังเปลี่ยนไปคือ การเดินทางไปทำงานอาจไม่ใช่กิจวัตรที่จำเป็นอีกต่อไป
ในอดีต สถานที่ทำงานคือจุดที่รวมอุปกรณ์ ข้อมูล และผู้คนเอาไว้ด้วยกัน จึงเป็นเหตุผลอันเหมาะสมที่ทุกคนต้องเดินทางไปทำงานที่เดียวกัน แต่ต่อมาในเมื่อข้อมูลอยู่บน Cloud เครื่องมือทำงานอยู่ในคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์ และ AI เข้ามาช่วยให้คนทำงานได้จากแทบทุกที่ เหตุผลในการบังคับให้ทุกคนอยู่ในสถานที่เดียวกันก็เริ่มถูกตั้งคำถาม
สำหรับ Gen Alpha ที่เติบโตมากับโลกดิจิทัล การทำงานจากบ้านหรือสถานที่อื่นอาจไม่ใช่ “สิทธิพิเศษ” แต่เป็นเรื่องธรรมดา เพราะพวกเขาเติบโตมากับสมาร์ตโฟน อินเทอร์เน็ต Cloud และ AI จึงไม่ได้มองว่าการเดินทางไปนั่งทำงานในสถานที่เดียวกันเป็นสิ่งจำเป็นตั้งแต่แรก
ดังนั้น เราอาจไม่ควรรีบตัดสินว่าอะไรคือ “วิธีทำงานที่ถูกต้อง” เพียงเพราะมันเคยได้ผลกับคนรุ่นเรา เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยน ความต้องการของคนทำงานก็เปลี่ยนตาม และคนแต่ละรุ่นก็เติบโตมากับบริบทที่ไม่เหมือนกัน
สิ่งที่วันนี้เรามองว่าเป็นเรื่องปกติ อาจกลายเป็นเรื่องที่คนรุ่นถัดไปตั้งคำถาม ขณะเดียวกัน สิ่งที่ Gen Alpha เลือกทำในอนาคต ก็อาจดูแปลกสำหรับเราในวันนี้ เราอาจไม่จำเป็นต้องคิดแทนพวกเขาว่าโลกการทำงานควรเป็นอย่างไร แต่อาจต้องเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้เป็นคนออกแบบมันขึ้นมาเอง
อ้างอิง: Fortune, Geotab time to commute, WFH comeback, YOUNGER CEOS ALLOW MORE WFH



