วันพฤหัสบดี ที่ 20 สิงหาคม 2569

Login
Login

ซักเคอร์เบิร์ก ทำนาย 3 อาชีพโลกอนาคต AI สร้างงานใหม่ที่ไม่เคยมี

ถ้าพูดถึงอนาคตการทำงานในยุค AI หลายคนอาจนึกถึงวันที่เทคโนโลยีเข้ามาทำงานแทนมนุษย์ จนตำแหน่งงานจำนวนมากค่อย ๆ หายไป แต่ Mark Zuckerberg (มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก) ซีอีโอของ Meta กลับมองภาพอนาคตต่างออกไป เขาเชื่อว่า AI อาจไม่ได้พาโลกไปสู่ยุคที่ “งานหาย” หากแต่กำลังเปิดประตูไปสู่ยุคที่มี “งานใหม่” เพิ่มขึ้นอีกมาก เพราะเมื่อมนุษย์มีเครื่องมือที่ช่วยให้สร้างสิ่งต่าง ๆ ได้ง่ายและเร็วขึ้น ความต้องการใหม่ ๆ รวมถึงอาชีพใหม่ที่เข้ามาตอบโจทย์เหล่านั้น ก็จะเกิดขึ้นตามมา

ซักเคอร์เบิร์ก สะท้อนความเห็นและตั้งข้อสังเกตผ่าน The Future is for Everyone ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2026 ที่ผ่านมาว่า หากเชื่อว่า AI จะเข้ามาทำลายงานส่วนใหญ่และทำให้มนุษย์หมดความสำคัญ ก็น่าแปลกที่เรายังเร่งพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อพาโลกไปถึงจุดนั้น

ในฐานะผู้นำบริษัทสายเทคฯ เขากลับเชื่อว่า “การสร้างสิ่งใหม่” จะเป็นหนึ่งในบทบาทสำคัญที่สุดของ AI และเมื่อคนทั่วไปสามารถใช้ AI เพื่อคิดค้นผลิตภัณฑ์ บริการ ธุรกิจ และสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ ได้มากขึ้น ต่อไปเราก็อาจสร้างงานใหม่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ซักเคอร์เบิร์ก ทำนาย 3 อาชีพโลกอนาคต AI สร้างงานใหม่ที่ไม่เคยมี

จากนักพัฒนาแอป สู่ 3 อาชีพที่อาจมาแรงในโลกอนาคต

เจ้าพ่ออาณาจักร Meta ชวนมองย้อนกลับไปว่า ในเจเนอเรชันก่อน อาชีพในสายเทคฯ อย่าง นักพัฒนาแอป ครีเอเตอร์บนโซเชียลมีเดีย ช่างเทคนิครถยนต์ไฟฟ้า หรือผู้ดูแลดาต้าเซ็นเตอร์ แทบไม่ใช่งานที่มีอยู่ทั่วไป แต่เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยน พฤติกรรมของผู้คนก็เปลี่ยนตาม จึงเกิดความต้องการใหม่ๆ ของผู้คน นำไปสู่การเกิดขึ้นของอาชีพใหม่ในตลาดแรงงาน

ซักเคอร์เบิร์กมองว่า AI จะเร่งปรากฏการณ์นี้ให้เร็วขึ้นไปอีก เพราะคนทั่วไปกำลังมี “เครื่องมือสร้าง” ที่ทรงพลังมากขึ้นอยู่ในมือ เขาย้ำว่า เมื่อทุกคนสามารถใช้ AI เพื่อเปลี่ยนไอเดียให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์หรือธุรกิจได้ง่ายขึ้น เราอาจเห็นธุรกิจขนาดเล็กจำนวนมากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องมีทีมงานขนาดใหญ่เหมือนในอดีต และสิ่งนี้อาจนำไปสู่การจ้างงานที่เพิ่มขึ้นในระยะยาว

เขายกตัวอย่างอาชีพที่อาจพบเห็นได้มากขึ้นในอนาคต ตั้งแต่คนที่สามารถสร้างสินค้าได้ด้วยตัวเอง ไปจนถึงคนที่ออกแบบโลกและประสบการณ์ดิจิทัล รวมถึงผู้เชี่ยวชาญที่ใช้ AI ช่วยพัฒนาการรักษาเฉพาะบุคคล

3 อาชีพต่อไปนี้ เป็นภาพที่ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก สะท้อนว่า เมื่อ AI ทำให้มนุษย์สร้างสิ่งที่เคยทำได้ยากให้เป็นเรื่องง่ายขึ้น “งานใหม่” จะหน้าตาเปลี่ยนไปได้ไกลแค่ไหน

1. นักสร้างผลิตภัณฑ์ที่ทำได้ทุกอย่างคนเดียว (One-Person Product Studio)

ในอนาคต การสร้างสินค้าหนึ่งชิ้นอาจไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการมีบริษัทใหญ่ มีโรงงาน หรือมีทีมงานหลายสิบคนเหมือนในอดีต โดยอาจออกแบบสินค้าที่มีความเฉพาะตัว เช่น ของเล่น เฟอร์นิเจอร์ หรือเสื้อผ้า แล้วใช้ AI เข้ามาช่วยในขั้นตอนต่าง ๆ ตั้งแต่การคิดไอเดีย ออกแบบต้นแบบ ไปจนถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เกิดขึ้นจริง

ซักเคอร์เบิร์ก ทำนาย 3 อาชีพโลกอนาคต AI สร้างงานใหม่ที่ไม่เคยมี

สิ่งที่น่าสนใจจึงไม่ใช่แค่ “นักออกแบบโซโล่” แต่คือการที่ AI สามารถช่วยลดข้อจำกัดของคนหนึ่งคนได้อย่างมาก จากเดิมที่ไอเดียหนึ่งอย่างอาจต้องผ่านนักออกแบบ นักการตลาด โปรแกรมเมอร์ ฝ่ายผลิต และทีมธุรกิจหลายฝ่าย กว่าจะกลายเป็นสินค้าจริง

แต่ในอนาคต คนที่มีไอเดียอาจสามารถใช้ AI เป็นเหมือนทีมงานเบื้องหลัง เพื่อช่วยทำให้ไอเดียนั้นเกิดขึ้นได้ด้วยตัวเอง ...นี่อาจเปลี่ยนความหมายของการเป็นผู้ประกอบการไปด้วย เพราะคนที่มีความคิดสร้างสรรค์และรู้จักใช้เครื่องมือ AI อาจไม่จำเป็นต้องรอให้มีเงินทุนก้อนใหญ่หรือสร้างทีมขนาดใหญ่ก่อนจึงจะเริ่มต้นธุรกิจได้

เมื่อผู้คนสามารถสร้างธุรกิจด้วยตัวเองได้ง่ายขึ้น จะมีไอเดียและธุรกิจใหม่เกิดขึ้นมากกว่าเดิม ดังนั้น คนทำงานในภาพนี้อาจไม่ได้แข่งขันกับ AI โดยตรง แต่แข่งขันกับคนอื่นที่สามารถใช้ AI ขยายความสามารถของตัวเองได้เก่งกว่า

2. นักสร้างโลกเสมือนและประสบการณ์ดิจิทัล (World Builder)

ถ้าชื่อ “World Builder” ฟังดูเหมือนอาชีพในเกมหรือภาพยนตร์ไซไฟ นั่นอาจเป็นเพราะเรายังมองโลกดิจิทัลผ่านกรอบของเทคโนโลยีแบบเดิมๆ แต่ในภาพจินตนาการของ ซักเคอร์เบิร์ก งานประเภทนี้อาจกว้างกว่านั้นมาก

ซักเคอร์เบิร์ก ทำนาย 3 อาชีพโลกอนาคต AI สร้างงานใหม่ที่ไม่เคยมี

เขาพูดถึงคนที่จะทำหน้าที่เป็น “world builders and experience designers” หรือผู้สร้างโลกและออกแบบประสบการณ์ เพื่อสร้างเกม เรื่องราว และการผจญภัยรูปแบบใหม่ ๆ ให้ผู้คนเข้าไปมีส่วนร่วม

ลองนึกถึงคนที่ไม่ได้ทำหน้าที่แค่สร้างฉากหรือออกแบบตัวละคร แต่เป็นคนที่คิดว่า หากจะสร้างโลกหนึ่งขึ้นมา ผู้คนควรเข้าไปทำอะไร รู้สึกอย่างไร พบเจอใคร และมีประสบการณ์แบบไหน ตั้งแต่กติกาของโลกนั้น เรื่องราว ตัวละคร ไปจนถึงสภาพแวดล้อมที่ทำให้ผู้ใช้รู้สึกว่าตัวเองกำลังอยู่ในอีกโลกหนึ่ง

ในอดีต การสร้างประสบการณ์ซับซ้อนแบบนี้ต้องอาศัยทีมขนาดใหญ่ ทั้งนักเขียน นักออกแบบ ศิลปิน โปรแกรมเมอร์ นักสร้างเกม และโปรดิวเซอร์ แต่เมื่อ AI สามารถช่วยสร้างภาพ เสียง วิดีโอ โค้ด ตัวละคร และเนื้อหาได้เร็วขึ้น คนที่มีไอเดียอาจสามารถสร้างประสบการณ์ที่ซับซ้อนขึ้นได้โดยใช้ทีมที่เล็กลง จุดสำคัญอยู่ที่...การคิดออกแบบสร้างสรรค์ มนุษย์ยังเป็นคนกำหนดว่าต้องการสร้างโลกแบบไหนและอยากให้คนอื่นรู้สึกอย่างไรเมื่อเข้าไปอยู่ในโลกนั้น

นี่ทำให้ความคิดสร้างสรรค์ การเล่าเรื่อง และความเข้าใจพฤติกรรมมนุษย์อาจกลายเป็นทักษะที่มีความหมายมากขึ้น เพราะเมื่อเครื่องมือในการ “ผลิต” สิ่งต่าง ๆ มีอยู่มากมาย สิ่งที่มีค่ากลับกลายเป็นทักษะในการรู้ว่าจะสร้างอะไร และสร้างไปเพื่ออะไร

3. นักชีววิทยาสุขภาพเฉพาะบุคคล (Personal Biologist)

อาชีพที่ฟังดูไกลตัวที่สุดคือ “Personal Biologist” หรือผู้เชี่ยวชาญที่ใช้ความรู้ด้านชีววิทยาและ AI เพื่อช่วยพัฒนาแนวทางการรักษาที่เหมาะกับแต่ละบุคคล

ซักเคอร์เบิร์ก ทำนาย 3 อาชีพโลกอนาคต AI สร้างงานใหม่ที่ไม่เคยมี

ซักเคอร์เบิร์ก เชื่อว่า AI จะช่วยเร่งการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ใหม่ ๆ ตั้งแต่การค้นหายาใหม่ ไปจนถึงการพัฒนาแนวทางการรักษาใหม่ และมองว่าความก้าวหน้าด้านชีววิทยา จะเปิดทางไปสู่การรักษาที่มีความเฉพาะบุคคลมากขึ้น เพราะแต่ละคนมีชีววิทยาของร่างกายที่แตกต่างกัน

ไม่เพียงเท่านั้น เขายังยกตัวอย่างงานของบริษัท Biohub ซึ่ง Meta และ Priscilla Chan ภรรยาของเขาให้การสนับสนุน โดยมีการพัฒนาโมเดลชีววิทยาแบบเปิดที่เกี่ยวข้องกับเซลล์เสมือนและโปรตีน เพื่อช่วยนักวิทยาศาสตร์ค้นพบสิ่งใหม่และออกแบบยาชนิดใหม่ๆ ได้

ขณะเดียวกันเขามองว่า AI จะทำให้การศึกษาทางวิทยาศาสตร์สามารถเดินหน้าได้เร็วขึ้น เพราะ AI สามารถช่วยทดสอบและปรับสมมติฐานอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือนได้ แนวคิดเรื่อง Personal Biologist จึงสะท้อนการเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่กว่าการมี “หมอหรือผู้เชี่ยวชาญเพิ่มขึ้น” แต่เป็นการนำข้อมูลและความสามารถของ AI มาช่วยให้การดูแลสุขภาพเข้าถึงแบบเฉพาะบุคคลมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม นี่เป็น ภาพคาดการณ์ของ ซักเคอร์เบิร์ก ยังไม่ใช่อาชีพที่เกิดขึ้นในตลาดแรงงานตอนนี้ และการนำ AI มาใช้ด้านการแพทย์จริงยังต้องผ่านข้อกำหนดด้านวิทยาศาสตร์ ความปลอดภัย และกฎระเบียบอีกมาก แต่หากเทคโนโลยีพัฒนาไปถึงจุดนั้น สิ่งที่วันนี้ดูเหมือนเป็นงานเฉพาะทางมาก ๆ ก็อาจกลายเป็นหนึ่งในอาชีพที่เกิดขึ้นจากความก้าวหน้าของ AI ได้เช่นกัน

เจ้าพ่อ Meta ยอมรับ ช่วงเปลี่ยนผ่านอาจเป็น ‘ช่วงเวลาที่ยากลำบาก’

แม้ภาพอนาคตโลกการทำงานของ ซักเคอร์เบิร์ก จะเต็มไปด้วยความหวัง แต่เขาไม่ได้บอกว่า เส้นทางจากโลกการทำงานวันนี้ไปสู่โลกที่หวังนั้นจะราบรื่น

หนึ่งในความเสี่ยงที่เขายอมรับคือ หาก AI และระบบอัตโนมัติพัฒนาเร็วกว่าความสามารถของคนในการเรียนรู้ทักษะใหม่ การเปลี่ยนผ่านอาจนำไปสู่การถูกแทนที่และเกิด “ช่วงเวลาที่ยากลำบาก” ก่อนที่แรงงานจะสามารถปรับตัวไปสู่งานใหม่ได้

คำว่า “งานใหม่จะเกิดขึ้น” นั้น คงไม่ได้หมายความว่า ทุกคนที่เสียงานจาก AI จะสามารถเปลี่ยนไปทำงานใหม่ได้ทันที เพราะระหว่างงานเก่าที่กำลังลดลง กับงานใหม่ที่กำลังเกิดขึ้น อาจมีช่องว่างด้านทักษะที่ใหญ่เกินกว่าคนจำนวนมากจะข้ามผ่านได้ในเวลาอันสั้น

เขาจึงมองว่าการทำให้คนมีความสามารถเพิ่มขึ้นผ่าน AI เป็นปัจจัยสำคัญ หาก AI ไม่ได้ทำหน้าที่แค่ลดจำนวนคนที่ต้องใช้ในการทำงาน แต่ช่วยให้คนหนึ่งคนสามารถเรียนรู้ทักษะใหม่ สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือทำงานที่ซับซ้อนขึ้นได้เร็วกว่าเดิม สมดุลของตลาดแรงงานก็อาจเปลี่ยนไปในทางที่สร้างงานมากขึ้น

ขณะที่ในอีกด้านหนึ่ง งานทักษะฝีมือ เช่น ช่างไม้ ช่างไฟ และแรงงานก่อสร้าง ซึ่งกำลังขาดแคลน ก็อาจมีงานทำมากขึ้นในยุคนี้ เพื่อรองรับการขยายโครงสร้างพื้นฐานของ AI เรายังต้องการแรงงานในกลุ่มนี้ ทั้งช่างไฟ ช่างก่อสร้าง ช่างเชื่อม ช่างประปา และช่างเทคนิค เพื่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์และโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้เทคโนโลยีเหล่านั้นทำงานได้

ซักเคอร์เบิร์ก ทำนาย 3 อาชีพโลกอนาคต AI สร้างงานใหม่ที่ไม่เคยมี

เมื่ออาชีพเปลี่ยน การเรียนรู้ก็ต้องเปลี่ยนตาม

อีกเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เมื่อพูดถึงอนาคตโลกงานคือ “การศึกษา” เพราะถ้าอาชีพเปลี่ยนเร็วขึ้นเรื่อย ๆ การเรียนเพียงครั้งเดียวในช่วงวัย 18-22 ปี แล้วใช้ความรู้ชุดเดิมไปจนเกษียณ อาจไม่ใช่รูปแบบที่ตอบโจทย์ตลาดแรงงานอีกต่อไป

ซักเคอร์เบิร์ก ซึ่งเคยเรียนที่ Harvard ก่อนลาออก มองว่าระบบการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยมีปัญหาบางอย่าง โดยเฉพาะเมื่อคนจำนวนหนึ่งต้องแบกรับภาระหนี้การศึกษาจำนวนมาก แต่กลับไม่พร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงานเพราะทักษะไม่ตรงความต้องการของนายจ้าง 

เขาเคยตั้งคำถามว่าการเรียนมหาวิทยาลัยยังจำเป็นสำหรับทุกคนหรือไม่ เพราะมีงานจำนวนมากที่ไม่ได้ต้องการวุฒิระดับปริญญา และในโลกที่ AI สามารถช่วยให้คนเรียนรู้ได้แบบเฉพาะตัว เขามองว่าการศึกษาอาจเปลี่ยนรูปแบบไปอีกขั้น

ในอนาคตทุกคนอาจมีติวเตอร์และโค้ชส่วนตัวที่มีความรู้ระดับปริญญาเอกในทุกสาขา พร้อมความอดทนไม่จำกัด เพื่อช่วยให้เรียนรู้สิ่งที่ตัวเองต้องการ ขณะที่คนวัยทำงานจะมี AI เป็นผู้ช่วยในการเรียนรู้ทักษะใหม่ ภาษาใหม่ งานอดิเรก หรือสิ่งที่สนใจ

ถ้ามองจากมุมนี้ สิ่งที่น่าจับตาจึงไม่ใช่แค่ชื่อของอาชีพใหม่ทั้ง 3 อาชีพ แต่คือความเร็วที่ “ทักษะ” และ “งาน” สามารถเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต คนทำงานยุคนี้อาจไม่ได้ทำงานเดิมไปตลอดชีวิต และคนที่มีความสามารถในการเรียนรู้เร็วและใช้ AI เป็นเครื่องมือได้เก่งและเชี่ยวชาญจริงๆ ก็อาจขยับไปทำงานในอาชีพที่วันนี้ยังไม่มีชื่อเรียกด้วยซ้ำ

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ยังเป็นเรื่องที่ต้องพิสูจน์กันต่อไป แต่สิ่งหนึ่งที่แนวคิดนี้กำลังชวนให้คนทำงานคิดใหม่ คืออนาคตของ AI อาจไม่ได้วัดกันแค่ว่า “มันจะแย่งงานเราไป” แต่อาจต้องถามอีกด้านว่า “เมื่อเรามี AI อยู่ในมือ เราสามารถสร้างงานหรือสิ่งใหม่อะไรที่เมื่อก่อนไม่เคยทำได้บ้าง?”

 

 

อ้างอิง: Fortune, The Future is for Everyone, BloombergThis Past Weekend with Theo Von