ในวันที่ตลาดแรงงานกำลังเปลี่ยนกติกาอย่างรวดเร็ว การหางานด้วยวิธีเดิมอาจไม่เพียงพออีกต่อไป โดยเฉพาะสำหรับ เด็กจบใหม่ ที่กำลังพยายามหางานแรกในชีวิต แต่กลับต้องเจอกับโจทย์ที่ย้อนแย้งอย่างไม่น่าเชื่อ บริษัทจำนวนมากบอกว่ายินดีรับเด็กจบใหม่ แต่ในเงื่อนไข/คุณสมบัติ กลับยังต้องการผู้สมัครที่มีประสบการณ์มาก่อน แล้วเด็กจบใหม่จะเอาประสบการณ์จากที่ไหน หากไม่มีบริษัทไหนยอมเปิดประตูให้พวกเขาเริ่มต้น
ปัญหานี้ยังถูกซ้ำเติมด้วยการเข้ามาของ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบอัตโนมัติ ซึ่งกำลังเข้ามารับช่วงงานพื้นฐานจำนวนมากที่ในอดีตเคยเป็น “บันไดขั้นแรก” ของคนเพิ่งเริ่มต้นทำงาน ทั้งงานวิเคราะห์ข้อมูล งานกรอกเอกสาร งานธุรการ งานเทคนิคบางประเภท ฯลฯ เมื่อ AI สามารถทำงานเหล่านี้ได้เร็วขึ้นและต้นทุนต่ำลง พื้นที่สำหรับตำแหน่ง Entry-level จึงเริ่มหดหายตามไปด้วย
ไม่เพียงเท่านั้น อีกปัญหาที่คนหางานยุคนี้ต้องเผชิญ นั่นคือ “งานผี” (Ghost Jobs) หรือประกาศรับสมัครงานที่ไม่มีอยู่จริง ไม่ว่าจะโพสต์ไว้เพื่อเก็บฐานข้อมูลผู้สมัคร คัดคนไว้ล่วงหน้า หรือด้วยเหตุผลด้านการบริหารจัดการภายในองค์กร ผลลัพธ์คือคนหางานจำนวนไม่น้อยใช้เวลาหลายชั่วโมงในการส่งใบสมัครรัวๆ แต่ไม่ได้รับการตอบกลับมาใดๆ
ดังนั้น ในตลาดแรงงานที่การแข่งขันสูงขึ้น ช่องทางหางานแบบเดิมๆ อาจไม่เวิร์กอีกต่อไป คำถามต่อมาคือ เรากำลังหางานถูกที่แล้วหรือยัง?
เด็กจบใหม่ส่งใบสมัครรัวๆ แต่ไม่ได้งาน องค์กรหันใช้ AI แทน ภาพรวมการจ้างงานลดลง
ความยากของ Gen Z ไม่ได้เป็นเพียงความรู้สึกส่วนตัว แต่สะท้อนถึงช่องว่างที่เกิดขึ้นจริงในตลาดแรงงาน โดยรายงาน Cengage Group Graduate Employability Report 2025 พบว่า มีบัณฑิตจบใหม่เพียง 30% เท่านั้นที่ได้งานประจำตรงกับสาขาวิชาที่เรียนมา ขณะที่เกือบ 50% ยอมรับว่า รู้สึกว่ายังไม่พร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงานจริง
ช่องว่างนี้ส่วนหนึ่งเกิดจากโลกการทำงานที่เปลี่ยนไปเร็วกว่าหลักสูตรการศึกษา ทักษะที่ตลาดต้องการในวันที่นักศึกษาเลือกเรียน อาจไม่ใช่ทักษะที่ตลาดต้องการในวันที่พวกเขาเรียนจบ เควิน ทอมป์สัน (Kevin Thompson) ซีอีโอของ 9i Capital Group ยกตัวอย่างว่า การเขียนโค้ดเคยเป็นหนึ่งในทักษะที่ได้รับความนิยมสูงในหมู่นักศึกษาที่เริ่มเรียนในปี 2021 แต่เมื่อถึงปี 2025 ซึ่งเป็นช่วงที่พวกเขาเรียนจบ ความต้องการในตลาดกลับเปลี่ยนไปแล้ว
ขณะเดียวกัน ข้อมูลจาก LinkedIn ก็ระบุว่า อัตราการจ้างงานทั่วโลกปรับตัวลดลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 5 ปี ขณะที่จำนวนผู้สมัครต่อหนึ่งตำแหน่งงานเพิ่มขึ้นเกือบ 30% และหากเจาะเฉพาะตลาดแรงงานระดับเริ่มต้นในสหรัฐฯ ก็พบว่า การจ้างงานลดลงประมาณ 6% ในช่วงปลายปี 2025 ถึงต้นปี 2026 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ส่วนข้อมูลจาก Federal Reserve Bank of New York และ NBC News ยังสะท้อนว่า อัตราการว่างงานของบัณฑิตจบใหม่อยู่ที่ประมาณ 5 - 6% สูงกว่าอัตราว่างงานเฉลี่ยของประชากรวัยแรงงานที่อยู่ราว 4.2% ทำให้คนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อย ต้องยอมรับงานที่ไม่ตรงกับวุฒิหรือระดับความสามารถของตัวเอง เพื่อให้มีรายได้และประสบการณ์ไปก่อน
ด้าน อเล็กซ์ บีน (Alex Beene) นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเทนเนสซี มาร์ติน อธิบายว่า นายจ้างจำนวนมากเลือกนำ AI และระบบอัตโนมัติเข้ามาทำงานระดับเริ่มต้น เพราะสามารถทำงานได้รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และช่วยลดต้นทุนการจ้างงาน
ความกังวลเรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในกลุ่มเด็กจบใหม่ รายงานระดับโลกจาก Mercer ที่สำรวจคนทำงานมากกว่า 12,000 คน พบว่า ความกังวลเรื่อง “การสูญเสียงานเพราะ AI” เพิ่มขึ้นจาก 28% ในปี 2024 เป็น 40% ในปี 2026 และกลายเป็นหนึ่งในความกังวลสำคัญที่สุดของคนทำงาน ขณะที่ผลสำรวจของ Gallup พบว่า Gen Z ถึง 48% มองว่า AI มีความเสี่ยงร้ายแรงต่อความมั่นคงในอาชีพมากกว่าที่จะเป็นโอกาส
ทั้งหมดนี้ ทำให้การหางานกลายเป็นภาระทางใจมากกว่าการค้นหาตำแหน่งงานที่เหมาะสม เพราะเมื่อส่งใบสมัครครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ไม่มีบริษัทไหนตอบกลับ คนหางานย่อมเริ่มตั้งคำถามกับคุณค่าของตัวเอง
ผลวิเคราะห์จาก The Interview Guys พบว่า กระบวนการหางานที่ยากและไร้ทิศทางส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของผู้สมัครถึง 72% และเกือบ 2 ใน 3 ของผู้หางานยอมรับว่ารู้สึกหมดไฟตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มงานจริง ...เมื่อเป็นเช่นนี้ การส่งใบสมัครให้มากที่สุดในเว็บหางาน จึงอาจไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป
หยุดใช้เว็บหางาน แต่ต้องให้นายจ้างมองเห็นเรา ผ่าน 4 ช่องทางใหม่
เจ.ที. โอดอนเนลล์ (J.T. O'Donnell) ผู้เชี่ยวชาญด้านการสรรหาบุคลากรที่มีประสบการณ์มากกว่า 30 ปี ได้ให้มุมมองที่ชัดเจนว่า หากเธอต้องหางานในปี 2026 เธอจะ “หยุดสมัครงานในเว็บหางานโดยสิ้นเชิง” ขณะที่แบรนดอน ทามาโย (Brandon Tamayo) ผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรบุคคล ก็ชี้ว่า การหว่านใบสมัครออนไลน์จำนวนมากกำลังกลายเป็นวิธีที่ไม่ได้ผลเท่าเดิม
แน่นอนว่าไม่ได้หมายความว่าเว็บไซต์หางานไม่มีประโยชน์อีกต่อไป แต่ในวันที่ตำแหน่งงาน 1 ตำแหน่ง อาจมีผู้สมัครนับร้อยหรือหลายพันคน การส่งเรซูเม่เข้าไปในระบบเพียงอย่างเดียว อาจทำให้ผู้สมัครกลายเป็นเพียงหนึ่งไฟล์ในกองเอกสารที่ไม่มีใครจดจำ
เกมหางานจึงเปลี่ยนจาก “ทำอย่างไรให้สมัครงานได้มากที่สุด” มาเป็น “ทำอย่างไรให้คนที่มีอำนาจตัดสินใจมองเห็นเรา” และนี่คือ 4 ช่องทางที่คนหางานรุ่นใหม่ สามารถนำมาใช้สร้างโอกาสที่แตกต่างออกไป
1. อย่ามัวแต่ส่งใบสมัคร ลองใช้ แอปหาคู่ สร้างคอนเนกชันให้ถึงคนวงใน
ใครจะคิดว่าแพลตฟอร์มที่สร้างขึ้นมาเพื่อพบปะผู้คนอย่าง Tinder, Bumble หรือ Grindr จะกลายมาเป็นอีกหนึ่งพื้นที่สร้างคอนเนกชันทางอาชีพของคนรุ่นใหม่
Gen Z บางส่วนเริ่มใส่ข้อมูลใน Bio อย่างชัดเจนว่ากำลังมองหาโอกาสในการทำงานหรือสร้างเครือข่ายทางอาชีพ เพราะมองว่าการได้พูดคุยกับ “คนจริงๆ” อาจนำไปสู่โอกาสทางอาชีพ ที่ไม่เคยปรากฏอยู่บนเว็บไซต์หางาน
เอเลียนนา โกลด์สไตน์ (Elianna Goldstein) โค้ชด้านอาชีพ มองว่า หากแพลตฟอร์มเหล่านี้สามารถพาผู้สมัครไปพบคนที่มีความสนใจ หรืออยู่ในแวดวงเดียวกันได้ ก็ถือเป็นช่องทางสร้างเครือข่ายที่ไม่ควรมองข้าม
จอร์จ เอริสัน (George Arison) ซีอีโอของ Grindr เปิดเผยว่า ผู้ใช้งานประมาณ 25% ใช้แพลตฟอร์มเหล่านี้ เพื่อสร้างคอนเนกชันทางอาชีพ และเขาเองก็เคยจ้างพนักงานผ่านแพลตฟอร์มนี้มาแล้ว ขณะที่ Bumble เคยเปิดตัวฟีเจอร์ Bumble Bizz เพื่อสนับสนุนการสร้างเครือข่ายทางวิชาชีพโดยเฉพาะ
อย่างไรก็ตาม การใช้แพลตฟอร์มลักษณะนี้ก็มีประเด็นที่ต้องระวัง คือ เรื่องความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ โอกาสในการทำงานไม่ได้จำเป็นต้องเริ่มต้นจากประกาศรับสมัครงานเสมอไป บางครั้งมันเริ่มจากการรู้จัก “คน” ที่อยู่ในบริษัทหรืออุตสาหกรรมที่เราอยากเข้าไปทำงาน
2. เปลี่ยน IG, Tiktok ส่วนตัว ให้เป็นเรซูเม่ที่นายจ้างมองเห็น
เมื่อเรซูเม่หนึ่งหน้ากระดาษต้องแข่งขันกับผู้สมัครอีกนับร้อยคน โซเชียลมีเดียจึงกลายเป็นพื้นที่ที่คนรุ่นใหม่สามารถแสดงให้เห็นว่า “ตัวเองทำอะไรได้” มากกว่าการเขียนเพียงว่า “ตัวเองเคยทำอะไรมา” วิกกี ซาเลมี (Vicki Salemi) ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชีพจาก Monster อธิบายว่า Gen Z สามารถใช้สื่อโซเชียลดังกล่าว ให้เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือแสดงศักยภาพให้นายจ้างเห็นได้ ผ่านการสร้างคอนเทนต์หรือการสื่อสารผ่านคลิปวิดีโอ
ยกตัวอย่างกรณีของ อันยา รูดนิตสกี (Anya Roodnitsky) หลังจากส่งใบสมัครไปมากกว่า 300 แห่ง แต่ไม่ได้รับการตอบรับ เธอจึงเปลี่ยนวิธีหางาน ด้วยการทำวิดีโอ PowerPoint แนะนำตัวความยาว 94 วินาที และโพสต์ลง TikTok จนมียอดเข้าชมมากกว่า 500,000 ครั้ง ก่อนจะนำไปสู่การสัมภาษณ์และข้อเสนองานในตำแหน่งนักวิเคราะห์พลังงานแสงอาทิตย์
อีกกรณีคือ ซิบูซิซเว คูเป (Sibusisiwe Khupe) วัย 26 ปี ซึ่งหลังจากถูกเลิกจ้าง เธอใช้โซเชียลมีเดียแนะนำตัวเองและนำเสนอผลงานในรูปแบบที่สร้างสรรค์ พร้อมส่งตรงไปยังผู้บริหาร จนท้ายที่สุดได้ร่วมงานในตำแหน่ง Senior Creative
นี่จึงเป็นเหตุผลที่การสร้างตัวตนบน LinkedIn, TikTok หรือ Instagram ไม่ควรถูกมองเพียงว่าเป็นเรื่องของการ “สร้าง Personal Brand” แบบสวยๆ แต่คือการทำให้คนในอุตสาหกรรมเห็น ทักษะ วิธีคิด และผลงานจริง ก่อนที่จะมีตำแหน่งงานเปิดเสียด้วยซ้ำ
3. งานแรกอาจไม่ใช่งานในฝัน แต่ใช้เป็น ‘สะพาน’ สู่งานที่ใช่
ท่ามกลางตลาดแรงงานเปลี่ยนเร็ว หนึ่งในกับดักของเด็กจบใหม่คือการคิดว่าต้องได้งานในฝันตั้งแต่ครั้งแรก แต่งานแรกอาจมีหน้าที่สำคัญกว่านั้น นั่นคือ การเป็น “งานสะพาน” (Bridge Job) ที่พาเราเข้าใกล้อุตสาหกรรมหรือทักษะที่ต้องการในอนาคต
จัสมิน เอสคาเลรา (Jasmine Escalera) ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชีพจาก My Perfect Resume แนะนำว่า หากยังไม่ได้งานที่ต้องการ ควรมองหาตำแหน่งที่มีทักษะหรือเนื้องานใกล้เคียงกับเป้าหมาย เพื่อใช้เป็นพื้นที่สะสมประสบการณ์และสร้างเส้นทางไปสู่งานในฝัน
แดน สเปซ (Dan Space) เป็นตัวอย่างของแนวคิดนี้ เขาต้องการทำงานในอุตสาหกรรมวิดีโอเกม แต่ไม่มีประสบการณ์โดยตรง เขาจึงเริ่มจากการทำงานที่ WebMD เพื่อเรียนรู้ด้านคอนเทนต์และการตลาดดิจิทัล ก่อนจะนำทักษะเหล่านั้นไปต่อยอด เมื่อมีตำแหน่งงานเปิดที่ Electronic Arts บริษัทเกมรายใหญ่ และสามารถย้ายเข้าสู่อุตสาหกรรมที่ตัวเองต้องการได้ในที่สุด
4. ใช้กฎ 10/10 เปิดประตูสู่งานได้ ไม่ง้อเว็บหางาน
อีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้คนหางานหลุดออกจากการแข่งขันในกองใบสมัคร คือการเข้าไปหา “ตลาดงานซ่อนเร้น” (Hidden Job Market) ซึ่งหมายถึงโอกาสงานที่ไม่ได้ถูกประกาศผ่านเว็บไซต์หางานทั่วไป
เบธ เฮนด์เลอร์-กรันต์ (Beth Hendler-Grunt) ผู้ก่อตั้ง Next Great Step แนะนำกลยุทธ์ 10/10 Rule ผ่าน CNBC Make It ไว้ว่า ให้เริ่มจากการเลือก 10 บริษัท ที่อยากร่วมงานด้วยจริงๆ จากนั้นค้นหาคน 10 คน ที่ทำงานอยู่ในตำแหน่งระดับเริ่มต้น หรือสายงานที่คุณสนใจในบริษัทเหล่านั้น
จากนั้นให้เริ่มสร้างความสัมพันธ์กับคนเหล่านั้น ผ่าน LinkedIn เครือข่ายศิษย์เก่า หรือคนรู้จัก โดยอาจขอเวลาพูดคุยสั้นๆ ประมาณ 15 นาที เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับงาน ความท้าทาย และทักษะที่บริษัทต้องการ นี่ไม่ใช่การใช้เส้นสาย แต่ต้องยอมรับว่าในยุคนี้คนที่จะได้งาน มักเป็นคนที่คนในองค์กรนั้นๆ รู้จักมาก่อน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้ได้งานมากกว่าคนที่ไม่มีใครรู้จักเลย
สิ่งสำคัญคืออย่าเปิดบทสนทนาด้วยการถามทันทีว่า “มีงานไหม?” เพราะเป้าหมายแรกของการติดต่อไม่ใช่การขอตำแหน่งงาน แต่คือการสร้างความสัมพันธ์และเรียนรู้จากคนที่อยู่ในสนามจริงเสียก่อน
เฮนด์เลอร์-กรันต์ เปรียบเทียบว่า การถามหางานทันทีตั้งแต่เริ่มรู้จัก ก็ไม่ต่างจากการขอแต่งงานตั้งแต่เดตแรก ในตลาดแรงงานที่ตำแหน่งงานจำนวนหนึ่งอาจไม่เคยถูกประกาศต่อสาธารณะ การรู้จักคนที่อยู่ในองค์กรนั้นๆ จึงอาจทำให้เราได้รับโอกาส ก่อนที่มันจะกลายเป็นประกาศรับสมัครเสียด้วยซ้ำ
แพสชันอย่างเดียวไม่พอ คนทำงานยุค AI ต้องรู้ว่าโลกต้องการอะไร
ในวันที่บริษัทมีผู้สมัครจำนวนมาก AI เข้ามาช่วยคัดกรองคน และตำแหน่ง Entry-level บางส่วนถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติ สิ่งที่คนรุ่นใหม่ต้องสร้างจึงไม่ใช่เพียง “ใบสมัครที่สมบูรณ์แบบ” แต่คือ การทำให้คนที่ใช่มองเห็นว่าเรามีคุณค่าอะไร
โจดี แคนเตอร์ (Jodi Kantor) นักข่าวสืบสวนเจ้าของรางวัลพูลิตเซอร์และผู้เขียนหนังสือ How to Start เสนออีกมุมหนึ่งที่สำคัญว่า การเลือกอาชีพในยุคนี้ ไม่สามารถยึดเพียงสิ่งที่ตัวเอง “ชอบ” หรือมีแพสชันได้อีกต่อไป เพราะความชอบเพียงอย่างเดียวไม่ได้รับประกันว่าตลาดจะต้องการสิ่งนั้น ...สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือการมองหาจุดร่วมของ Craft และ Need
Craft คือ ทักษะที่เราสร้างจนเชี่ยวชาญ ไม่ใช่เพียงทักษะทางเทคนิค แต่รวมถึงความคิดสร้างสรรค์ การสื่อสาร การแก้ปัญหา และทักษะความเป็นมนุษย์ที่ทำให้เรามีมุมมองเฉพาะตัว
ส่วน Need คือ สิ่งที่โลก อุตสาหกรรม หรือธุรกิจกำลังต้องการจริงๆ ทั้งปัญหา ความท้าทาย และช่องว่างที่ยังไม่มีใครเข้ามาแก้
เมื่อสองสิ่งนี้มาบรรจบกัน เราจะไม่ได้เป็นเพียงอีกหนึ่งคนที่กำลังส่งเรซูเม่ไปสมัครงาน แต่กำลังกลายเป็นคนที่สามารถบอกตลาดงานและนายจ้างได้อย่างชัดเจนว่า “ฉันมีทักษะอะไร และฉันช่วยคุณแก้ปัญหาอะไรได้”
นี่อาจเป็นความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของการหางานในยุค AI เพราะเมื่อเทคโนโลยีทำให้การสมัครงานง่ายขึ้นสำหรับทุกคน การทำให้ตัวเอง “แตกต่างและถูกมองเห็น” กลับกลายเป็นเรื่องที่สำคัญขึ้นกว่าเดิม
ดังนั้น หากวันนี้ส่งใบสมัครไปแล้วเงียบ อย่าเพิ่งรีบสรุปว่า “เราไม่เก่งพอ” แต่อาจลองถามตัวเองก่อนว่า “เราอาจจะแค่หางานไม่ถูกที่?” เพราะตลาดแรงงานยุคนี้ “โอกาสได้งาน” ไม่ได้อยู่แค่บนเว็บไซต์หางานอีกต่อไป แต่อาจอยู่ในบทสนทนากับคนที่เรายังไม่รู้จัก อยู่ในคอนเทนต์ที่เรายังไม่เคยโพสต์ หรืออยู่ในช่องทางที่เราไม่เคยคิดว่าจะใช้หางานมาก่อนก็เป็นได้



