ถอดบทเรียน "ดร.อรภัค สุวรรณภักดี" สำเร็จการศึกษา ม.ปักกิ่ง ชู "วินัย-นวัตกรรม" ลุยยกระดับโรงเรียนสอนภาษาจีน "ฝานหรง"
KEY POINTS
- ดร.อรภัค สุวรรณภักดี ประทับใจรูปแบบการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยปักกิ่งที่ให้ความสำคัญกับ "วินัย" และ "ความตรงต่อเวลา" อย่างเข้มงวด โดยอาจารย์และนักศึกษาต้องเข้าเรียนตรงเวลาเสมอ หากมาสายจะถูกหักคะแนน
- หลักสูตรได้เปิดมุมมองด้าน "นวัตกรรม" ผ่านการจัดให้นักศึกษาเยี่ยมชมบริษัทชั้นนำของจีน โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อให้เห็นการดำเนินธุรกิจจริงและเข้าใจบทบาทของจีนในเวทีโลก
- ดร.อรภัค ตั้งใจนำประสบการณ์และแนวคิดที่ได้เรียนรู้ ทั้งเรื่องความรับผิดชอบ ความตรงต่อเวลา และการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง กลับมาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับการเรียนการสอนของโรงเรียนสอนภาษาจีนฝานหรง
วันนี้ (31 ก.ค. 2569) ดร.อรภัค สุวรรณภักดี ผู้อำนวยการและผู้ก่อตั้งโรงเรียนสอนภาษาจีนฝานหรง (https://fanronglanguage.com) สำเร็จการศึกษาหลักสูตร Business Chinese Program จากมหาวิทยาลัยปักกิ่ง (Peking University) ซึ่งได้รับการจัดอันดับ มหาวิทยาลัยอันดับ 2 ของประเทศจีน จาก Shanghai Ranking's Best Chinese Universities 2026 นับเป็นการเติมเต็มความฝันที่เก็บไว้ในใจมายาวนานกว่า 30 ปี
ดร.อรภัค เล่าว่า ย้อนกลับไปเมื่อปี 1994 ขณะอายุประมาณ 18 ปี และกำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 2 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คุณแม่เคยตั้งใจจะส่งไปเรียนภาษาจีนที่กรุงปักกิ่ง แต่ในช่วงเวลาเดียวกันได้รับโอกาสเข้าร่วมหลักสูตรภาคฤดูร้อนที่ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard University)
โดยในขณะนั้นมีเป้าหมายที่จะศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศสหรัฐอเมริกา และต่อมาได้เข้าศึกษาต่อระดับปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจที่ Massachusetts Institute of Technology (MIT) ซึ่งได้รับการจัดอันดับเป็น มหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของโลก จึงตัดสินใจเลือกเส้นทางดังกล่าว ทำให้ความฝันในการมาเรียนที่มหาวิทยาลัยปักกิ่งต้องเก็บไว้ก่อน
แม้เวลาจะผ่านไปหลายสิบปี ความฝันนั้นไม่เคยเลือนหาย เมื่อเริ่มเรียนภาษาจีนอย่างจริงจัง ดร.อรภัคจึงตั้งเป้าหมายว่าจะต้องกลับมาศึกษาที่มหาวิทยาลัยปักกิ่งให้ได้ และในปี 2026 ความฝันในวัยเยาว์ก็กลายเป็นความจริง เมื่อได้เข้าศึกษาหลักสูตร Business Chinese Program ณ มหาวิทยาลัยปักกิ่ง ซึ่งเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยที่ได้รับการยอมรับสูงสุดของประเทศจีน และเป็นสถาบันที่ผลิตนักวิชาการ นักวิจัย ผู้บริหาร และผู้นำในหลากหลายสาขา
ดร.อรภัคกล่าวว่า สิ่งที่ประทับใจที่สุดคือรูปแบบการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยปักกิ่งที่ให้ความสำคัญกับทั้งความรู้และความมีวินัย อาจารย์ทุกท่านเข้าสอนตรงเวลา และนักศึกษาทุกคนต้องตรงต่อเวลาเช่นกัน หากมาสาย แม้เพียงไม่กี่นาทีก็จะถูกหักคะแนน ทำให้ทุกคนต้องวางแผนการเดินทางและเตรียมตัวก่อนเข้าเรียนอยู่เสมอ ขณะที่อาจารย์เองก็เป็นแบบอย่างที่ดี โดยมักเข้าห้องเรียนก่อนเวลาหรืออย่างน้อยตรงเวลาทุกครั้ง
แม้จะเป็นหลักสูตรระยะสั้น แต่การเรียนมีความเข้มข้น มีการบ้านและแบบฝึกหัดให้ทำอย่างต่อเนื่อง ผู้เรียนต้องทบทวนบทเรียนทุกวัน นอกจากนี้ อาจารย์ยังให้คำแนะนำในการพัฒนาทักษะภาษาจีนอย่างใกล้ชิด ทำให้ผู้เรียนพัฒนาตนเองได้อย่างต่อเนื่องทั้งด้านภาษาและวินัยในการเรียน
นอกจากการเรียนในห้องเรียนแล้ว มหาวิทยาลัยยังจัดให้นักศึกษาไปเยี่ยมชมบริษัทชั้นนำของประเทศจีน โดยเฉพาะบริษัทด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อให้ได้เห็นการดำเนินธุรกิจจริง รวมทั้งจัดการบรรยายพิเศษจากศาสตราจารย์และผู้เชี่ยวชาญในหลากหลายสาขา ทั้งด้านเศรษฐกิจ ธุรกิจ เทคโนโลยี และการพัฒนาประเทศจีน ทำให้นักศึกษาได้เปิดมุมมองและเข้าใจบทบาทของประเทศจีนในเวทีโลกมากยิ่งขึ้น
ดร.อรภัค กล่าวว่า ประสบการณ์ที่ได้รับจากมหาวิทยาลัยปักกิ่งไม่ได้มีเพียงความรู้ด้านภาษาจีนธุรกิจ แต่ยังได้เรียนรู้ถึงความสำคัญของความรับผิดชอบ ความตรงต่อเวลา และการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นแนวคิดที่ตั้งใจจะนำกลับมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาการเรียนการสอนของโรงเรียนสอนภาษาจีนฝานหรง
ดร.อรภัค เปิดเผยว่า การมาเรียนที่มหาวิทยาลัยปักกิ่งในครั้งนี้ ยังเป็นการเตรียมความพร้อมด้านภาษาจีนก่อนเข้าศึกษาต่อระดับ MBA ภาคภาษาจีน ที่ Shanghai Jiao Tong University ซึ่งได้รับการจัดอันดับ มหาวิทยาลัยอันดับ 4 ของประเทศจีน จาก Shanghai Ranking's Best Chinese Universities 2026 โดยในปี 2025 ได้รับการคัดเลือกให้เข้าศึกษาในหลักสูตรดังกล่าวในฐานะ นักศึกษาต่างชาติเพียงคนเดียวที่ได้รับการคัดเลือกในปีนั้น
ขณะที่นักศึกษาที่เหลืออีกกว่า 400 คนเป็นชาวจีนทั้งหมด อย่างไรก็ตาม หลังจากประเมินความพร้อมของตนเองแล้ว เห็นว่าทักษะภาษาจีนยังไม่แข็งแรงเพียงพอ จึงตัดสินใจเลื่อนการเข้าศึกษาออกไปเป็นปี 2026 เพื่อใช้เวลาพัฒนาภาษาจีนให้พร้อมที่สุดก่อนเริ่มการศึกษาในหลักสูตร MBA ภาคภาษาจีน
"ฝากข้อคิดถึงเยาวชนไทยว่า 'ฝันให้ไกล และไปให้ถึง' พร้อมเชิญชวนให้เด็กไทยมุ่งมั่นพัฒนาทักษะภาษาจีน เพื่อก้าวสู่มหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศจีน และนำองค์ความรู้ ประสบการณ์ และมุมมองที่ได้รับกลับมาร่วมพัฒนาประเทศไทยในอนาคต"





