กรกฎาคม 2016 ทั่วโลกได้รู้จักกับ “Pokémon GO” เกมที่ให้ผู้เล่นได้จับและฝึก “โปเกมอน” ในโลกแห่งความเป็นจริง โดยใช้ระบบ AR และ GPS โปเกมอนแต่ละชนิดจะอยู่ในสถานที่แตกต่างกัน อีกทั้งต้องร่วมมือกับผู้เล่นคนอื่นเพื่อเอาชนะโปเกมอนในตำนาน ดังนั้นผู้เล่นจึงต้องออกมาสำรวจโลกภายนอก ซึ่งช่วยสร้างสัมพันธ์กับคนในชุมชน
Pokémon GO สร้างปรากฏการณ์ไปทั่วโลกด้วยยอดดาวน์โหลดทะลุ 500 ล้านครั้งภายในเวลาเพียงสองเดือน และนับจนถึงปัจจุบันเกมนี้มียอดดาวน์โหลดรวมมากกว่า 1,000 ล้านครั้ง ในทุกเดือนยังมีผู้เล่นหลายสิบล้านคนล็อกอินเข้าสู่ระบบ กลายเป็นเกมมือถือที่ทำรายได้สูงสุดเป็นอันดับ 5 ของโลกตลอดกาล ด้วยรายได้สะสมสูงกว่า 9,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 320,000 ล้านบาท) เฉพาะในปี 2024 เพียงปีเดียว เกมยังคงสามารถทำรายได้ได้มากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ (กว่า 3,300 ล้านบาท) แสดงให้เห็นว่าเกมยังคงมีฐานผู้เล่นที่เหนียวแน่น
จุดเริ่มต้นของปรากฏการณ์นี้ มาจากเรื่องตลกใน “วันเมษาหน้าโง่” (April Fool’s Day) เมื่อปี 2014 ที่ Google ปล่อยวิดีโอแกล้งประกาศรับสมัคร “โปเกมอนมาสเตอร์” ให้ไปตามหาโปเกมอนตามสถานที่อันตรายทั่วโลก แม้จะเป็นไม่ใช่เรื่องจริง แต่ทีมงานของ Niantic Labs กลับนำแรงบันดาลใจนี้มาสร้างเป็นเกมจริงโดยใช้ฐานข้อมูลทางภูมิศาสตร์จากเกม Ingress ที่พวกเขาเคยพัฒนามาก่อนหน้า
เอ็ด วู ประธานฝ่ายเกมของ Scopely บริษัทที่เข้าซื้อกิจการเกมนี้ ต่อจาก Niantic ในปี 2025 ด้วยมูลค่า 3,500 ล้านดอลลาร์ กล่าวว่า
“วิสัยทัศน์ของเราคือ การสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนออกไปสำรวจโลกด้วยกัน โดยทำให้รู้สึกว่าโปเกมอนมีตัวตนอยู่ ในโลกแห่งความจริง”
พลังแห่งชุมชนและสร้างสุขภาพของผู้เล่น
นอกจากความสำเร็จในด้านรายได้แล้ว Pokémon Go ยังช่วยให้ผู้เล่นมีสุขภาพที่ดีขึ้น เพราะเกมนี้จะอาศัย “ระยะทาง” ในโลกแห่งความเป็นจริง ในการทำภารกิจต่าง ๆ เช่น เก็บระยะทาง 2-12 กิโลเมตร เพื่อฟักไข่โปเกมอน โดย เอ็ด วู ได้ยกตัวอย่างพ่อของเขาที่สามารถควบคุมโรคเบาหวานประเภทที่ 2 ได้สำเร็จหลังจากเล่นเกมนี้มาหนึ่งทศวรรษ เพราะต้องออกเดินในทุกวันเพื่อเล่นเกม เช่นเดียวกับผู้เล่นอย่าง โอเวน เบ็ค ทูตคอมมูนิตี้ของเกมในรัฐควีนส์แลนด์ที่เดินไปแล้วกว่า 32,500 กิโลเมตร ซึ่งช่วยให้อาการไมเกรนเรื้อรังของเขาดีขึ้นอย่างมาก
ขณะเดียวกัน เกมนี้ยังช่วยให้ผู้เล่นต่อสู้กับภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวลได้ ผู้เล่นคนหนึ่งเล่าว่า การออกไปร่วมตีบอสกับกลุ่มคนแปลกหน้าในสวนสาธารณะ ทำให้เขารู้สึกเหมือนได้รับความอบอุ่นจากคนในชุมชน “นับตั้งแต่วันนั้น ผมก็ไม่ได้ยินเสียงในหัวที่คอยบอกให้ผมนอนเน่าบนเตียงเฉย ๆ อีกเลย”
การเล่น Pokémon GO ยังช่วยให้หลายคนได้พบกับคู่ชีวิต คิม อดัมส์ รองประธานฝ่ายพัฒนาเกมของ Scopely เล่าว่า มีผู้เล่นหลายคนที่พบรักกันระหว่างออกไปร่วมงานอีเวนต์ของเกม และสานความสัมพันธ์เรื่อยมาจนได้แต่งงานกัน เช่นเดียวกับ ไมเคิล สเตอแรนกา รองประธานฝ่ายผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่า ทีมพัฒนามักได้รับคำเชิญไปงานแต่งงานของผู้เล่น Pokémon GO อยู่เป็นประจำ
สำหรับครอบครัวที่มีเด็กออทิสติกแล้ว Pokémon GO กลายเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เชื่อมต่อกับโลกภายนอกได้ง่ายขึ้น โดยคุณพ่อรายหนึ่งเล่าว่า เกมนี้ทำให้ลูกชายของเขาที่เป็นออทิสติกสามารถพูดคุยกับเด็กคนอื่น ๆ ได้ในแบบที่ไม่เคยทำได้มาก่อน
Pokémon GO ยังคงจัดกิจกรรมให้ผู้เล่นได้ออกมารวมตัวกันเกือบทุกสัปดาห์ และมีอีเวนต์ใหญ่อย่าง “Pokémon GO Fest” มีผู้เข้าร่วมเฉลี่ยมากกว่า 400,000 คนต่อปี และมีการจัดงานในกว่า 60 ประเทศทั่วโลก กิจกรรมเหล่านี้ได้รับความนิยมอย่างมากจนมีผู้เล่นยอมเดินทางข้ามประเทศเพื่อเข้าร่วม
ในประเทศญี่ปุ่น รัฐบาลท้องถิ่นหลายแห่งได้แข่งขันกันเพื่อเป็นเจ้าภาพจัดงานเหล่านี้ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ อย่างเช่นในเมืองเซนได ที่สามารถสร้างรายได้มากกว่า 42 ล้านดอลลาร์ (กว่า 1,400 ล้านบาท) ภายในระยะเวลาเพียง 4 วัน ผ่านการใช้จ่ายด้านที่พัก อาหาร และกิจกรรมการท่องเที่ยวอื่น ๆ
สำหรับในประเทศไทย มีการจัดอีเวนต์แบบออนไซต์แล้ว 2 ครั้ง ในครั้งแรกคือ “Pokémon GO City Safari 2025” ซึ่งเปรียบเสมือนกิจกรรมแรลลี่ ให้เหล่าเทรนเนอร์ได้ตามเก็บแสตมป์และ “อีวุยใส่หมวก” ใน 6 จุดทั่วกรุงเทพฯ
ครั้งล่าสุด คือ “Pokémon GO Fest 2026” ที่ จามจุรีสแควร์ เมื่อวันที่ 11-12 กรกฎาคม 2026 ซึ่งได้กระแสตอบรับอย่างดีจากเทรนเนอร์ทั่วประเทศและทั่วโลก ถึงขนาดที่สัญญาณโทรศัพท์ล่มกันเลยทีเดียว และช่วยให้เหล่าผู้เล่นได้ทำความรู้จักกัน แลกเปลี่ยนโปเกมอนและของขวัญ (ในเกม) ได้เพื่อนใหม่จากการเล่นเกม ซึ่งนี่คือเสน่ห์ที่ทำให้ผู้เล่นยังคงอยู่กับเกมนี้แม้จะผ่านไป 10 ปีแล้วก็ตาม
บรรยากาศการจัดงาน “Pokémon GO Fest 2026” ที่ จามจุรีสแควร์
ก้าวต่อไปของ Pokémon GO
Pokémon GO กำลังเข้าสู่ทศวรรษที่สอง ภายใต้ทีมพัฒนาใหม่อย่าง Scopely Explore ซึ่งมีเป้าหมายที่จะสร้างความทรงจำที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดย ไมเคิล สเตอแรนกา เปิดเผยว่า พวกเขากำลังพัฒนาระบบยิมใหม่ ซึ่งเป็นฟีเจอร์หลักที่แทบจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลย นับตั้งแต่เปิดเกมมา สเตอแรนกามองว่า “ยิมยังมีศักยภาพที่ยังไม่ถูกนำออกมาใช้ ที่จะช่วยให้ชุมชนให้ใกล้ชิดกันมากขึ้น”
พร้อมทั้ง ส่งเสริมการเล่นแบบมัลติเจเนอเรชัน เนื่องจากปัจจุบันมีหลายครอบครัวที่เล่นเกมร่วมกันถึงสามรุ่น ทีมงานต้องการออกแบบระบบที่ช่วยให้คนทุกวัย ตั้งแต่เด็กอายุ 8 ปีไปจนถึงผู้สูงอายุวัย 88 ปี สามารถมีส่วนร่วมในการผจญภัยร่วมกันในโลกจริงได้อย่างตั้งใจและสนุกสนานมากขึ้น
ขณะเดียวกัน ทีมงานกำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการนำ “การเชื่อมต่อผ่านดาวเทียม” มาใช้ เพื่อให้ผู้เล่นสามารถเปิดเกมขึ้นมาเล่นได้แม้ในพื้นที่ห่างไกลอย่างอุทยานแห่งชาติที่ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์
เนื่องด้วยเกมนี้ อิงกับสถานที่ในโลกแห่งความเป็นจริง จึงมีการอัปเดตข้อมูลแต่ละพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยผู้เล่น ทำให้เกิดความกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัวของข้อมูล หลังมีรายงานว่าข้อมูลการสแกนสถานที่ของผู้เล่น อาจถูกนำไปใช้ในโครงการที่เกี่ยวข้องกับโดรนทางทหาร แม้ทางผู้พัฒนาเกมจะออกมาปฏิเสธข้อหานี้ แต่ก็สร้างความกังวลให้แก่ผู้เล่นบางกลุ่มถึงทิศทางของการจัดการข้อมูลในอนาคต
Pokémon GO พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เกมสามารถเปลี่ยนโลกแห่งความจริงให้เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้และมิตรภาพได้ ตลอดหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา ผู้เล่นได้เดินสำรวจโลกรวมกันไปแล้วมากกว่า 100,000 ล้านกิโลเมตร และในทศวรรษต่อไป ทีมพัฒนายังคงมุ่งหวังที่จะรักษาจุดแข็งนี้ไว้ โดยเน้นย้ำถึงพันธกิจเดิมคือการทำให้ผู้คนออกไปสำรวจโลกใบนี้ด้วยกันอย่างยั่งยืน
ที่มา: ABC, BBC, CBC, Euro Gamer, Fast Company, Market Watch, Pocket Gamer, The Guardian,


