หลายสิบปีที่ผ่านมา สายงานด้านเทคโนโลยี AI ถูกมองว่าเป็นพื้นที่แห่งโอกาสสำหรับคนรุ่นใหม่ ซิลิคอนวัลเลย์ เปรียบเสมือนดินแดนที่เปิดโอกาสให้เด็กมหาวิทยาลัยสร้างบริษัทมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ได้ตั้งแต่อายุยังน้อย ยกตัวอย่างเช่น บิล เกตส์ ลาออกจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดตอนอายุ 20 ปีเพื่อสร้าง Microsoft ขณะที่ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ก่อตั้ง Facebook ตั้งแต่อายุเพียง 19 ปีในหอพักมหาวิทยาลัย
ขณะที่บริษัทเทคยักษ์ใหญ่อย่าง Google, Meta หรือ Microsoft ต่างมีชื่อเสียงในฐานะองค์กรที่พร้อมดึงตัวคนเก่งตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ เสนอเงินเดือนระดับหกหลัก และเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เติบโตอย่างรวดเร็ว ..แต่วันนี้ บรรยากาศของสายอาชีพที่เติบโตเร็วดังกล่าวอาจกำลังเปลี่ยนไป
เมื่อบริษัทสตาร์ทอัพ AI คลื่นลูกใหม่ ไม่ได้มองหาเด็กจบใหม่ที่เติบโตมากับเทคโนโลยีเหมือนในอดีต แต่กลับให้ความสำคัญกับวัยทำงานที่มีประสบการณ์สูง มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง และมีวุฒิการศึกษาระดับสูงมากกว่า
งานวิจัยล่าสุดจาก Harvard Business School และ INSEAD ที่เพิ่งเผยแพร่เมื่อเดือนมิถุนายน 2026 ชี้ว่า บริษัท AI-native หรือบริษัทที่สร้างผลิตภัณฑ์และกระบวนการทำงานบน AI ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ กำลังสร้างองค์กรที่แตกต่างจากสตาร์ทอัพยุคก่อนอย่างสิ้นเชิง
บริษัทสตาร์ทอัพ AI จ้างงานระดับเริ่มต้นน้อยลง 15%
นักวิจัยพบว่า บริษัท AI-native มีพนักงานระดับเริ่มต้น (Entry-Level Employees) น้อยกว่าสตาร์ทอัพทั่วไปประมาณ 15% พูดอีกอย่างคือ ตำแหน่งงานที่เคยเป็น "ประตูบานแรก" ในโลกการทำงานสำหรับเด็กจบใหม่กำลังถูกลดบทบาทลง
ขณะเดียวกัน พนักงานที่บริษัท AI ยุคใหม่ต้องการตัวนั้น กลับมีลักษณะเฉพาะและคุณสมบัติที่ค่อนข้างชัดเจน ได้แก่
1. ต้องเป็นแรงงานที่อยู่ในซิลิคอนวัลเลย์ มีประสบการณ์สูง
2. เป็นผู้ชายมากกว่าผู้หญิง
3. มีวุฒิการศึกษาระดับสูง
4. มักมาจากมหาวิทยาลัยหรือองค์กรชั้นนำ
ดังนั้น ภาพของบริษัทสตาร์ทอัพ AI ในยุคปัจจุบันนี้ จึงไม่ใช่ทีมงานขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยคนรุ่นใหม่เหมือนยุคเฟื่องฟูของเทคอีกต่อไป แต่เป็นทีมขนาดเล็กลง แต่อัดแน่นไปด้วยผู้เชี่ยวชาญระดับสูง
AI กำลังเข้ามา "ลดตำแหน่งงาน" สำหรับคนที่ยังไม่เก่งพอ
ผลการศึกษาพบว่า สัดส่วนพนักงานอาวุโสในบริษัท AI-native สูงกว่าบริษัทสตาร์ทอัพทั่วไปประมาณ 20% ในขณะเดียวกัน บริษัทเหล่านี้กลับมีตำแหน่งงานระดับผู้จัดการน้อยกว่าบริษัทเทคฯ ทั่วไปประมาณ 15%
นั่นหมายความว่า บริษัท AI ไม่ได้สร้างโครงสร้างองค์กรแบบลำดับชั้นเหมือนในอดีต พวกเขาไม่ได้ต้องการหัวหน้าจำนวนมาก มาคอยกำกับทีมขนาดใหญ่ แต่ต้องการ "ผู้เชี่ยวชาญ" ที่สามารถลงมือแก้ปัญหาทางเทคนิคได้ทันที ด้วยเหตุนี้ สัดส่วนวิศวกรในบริษัท AI-native จึงสูงกว่าสตาร์ทอัพทั่วไป ประมาณ 13%
สิ่งที่น่าสนใจมากกว่านั้นคือ แม้จะมีจำนวนพนักงานน้อยกว่า แต่บริษัท AI-native กลับสามารถระดมทุนได้ในระดับใกล้เคียงกับสตาร์ทอัพทั่วไป ซึ่งหมายถึงเม็ดเงินลงทุนจำนวนมากไม่แพ้กัน
ไม่เพียงเท่านั้น พวกเขายังสามารถระดมทุนต่อพนักงานหนึ่งคนได้มากกว่าประมาณ 20% และมีมูลค่ากิจการต่อพนักงานสูงกว่าด้วย พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ นักลงทุนกำลังเห็นว่า ทีมงานขนาดเล็กที่ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญระดับสูง สามารถสร้างผลลัพธ์ได้ไม่แพ้องค์กรที่มีพนักงานจำนวนมาก
เด็กจบใหม่ กำลังหายไปจากบริษัทเทคฯ ยุคใหม่
ไม่เพียงเท่านั้น ข้อมูลอีกชุดหนึ่งจากรายงานของ Pave บริษัทซอฟต์แวร์ด้านการบริหารค่าตอบแทน ยิ่งตอกย้ำแนวโน้มดังกล่าวให้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยผลการศึกษาจากรายงานชิ้นนี้ พบว่า สัดส่วนพนักงาน Gen Z อายุระหว่าง 21-25 ปี ในบริษัทเทคโนโลยีลดลงเกือบ 50 ภายในเวลาเพียง 2 ปี
หากย้อนไปดูพนักงานในเดือนมกราคม ปี 2023 พบว่า คนทำงานกลุ่ม Gen Z คิดเป็น 15% ของพนักงานทั้งหมดในบริษัทเทคโนโลยีมหาชนขนาดใหญ่ แต่ต่อมาในเดือนสิงหาคม ปี 2025 สัดส่วนดังกล่าวลดลงเหลือเพียง 6.8% เท่านั้น
สถานการณ์ในบริษัทเทคเอกชนขนาดใหญ่ก็ไม่ต่างกันมากนัก โดยพบว่า สัดส่วนพนักงาน Gen Z ช่วงเริ่มต้นอาชีพลดลงจาก 9.3% เหลือ 6.8% ในช่วงเวลาเดียวกัน ..ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าคนรุ่นใหม่กำลังถูกดึงออกจากแผนผังองค์กรอย่างช้าๆ หรืออย่างน้อยที่สุด พวกเขากำลังได้รับโอกาสน้อยลงกว่าที่เคย
คนทำงานในวงการเทคฯ กำลังมีอายุมากขึ้นเรื่อยๆ
อีกหนึ่งสัญญาณที่น่าสนใจคือ อายุเฉลี่ยของพนักงานในสายงานเทคโนโลยีกำลังเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ในบริษัทเทคโนโลยีมหาชนขนาดใหญ่ อายุเฉลี่ยของพนักงานเพิ่มจาก 34.3 ปี เป็น 39.4 ปี ภายในเวลาเพียง 2 ปีครึ่ง เมื่อเทียบกับบริษัทเอกชนทั่วไป พบว่า อายุเฉลี่ยของพนักงานเพิ่มจาก 35.1 ปี เป็น 36.6 ปี
แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนว่า บริษัทเทคฯ ยุคใหม่ ต่างก็เลือกจ้างงานคนที่มีประสบการณ์มากขึ้น แทนที่จะลงทุนพัฒนาคนรุ่นใหม่จากศูนย์ และเมื่อองค์กรจำนวนมากพยายามใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน แรงงานในตำแหน่งงานระดับเริ่มต้น จึงกลายเป็นกลุ่มแรกๆ ที่ได้รับผลกระทบ
หลายคนกังวลว่า บันไดขั้นแรกของอาชีพกำลังหายไป? คนมีประสบการณ์สูงทำไมถึงได้เปรียบ? แมตต์ ชูลแมน (Matt Schulman) ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Pave ให้ความเห็นว่า เหตุผลหนึ่งอาจเป็นเพราะว่าคนวัย 35-40 ปี มักอยู่ในจุดที่มีทักษะและประสบการณ์ที่ AI ยังไม่สามารถทดแทนได้ง่าย
"เมื่อคุณอายุ 35 หรือ 40 ปี คุณมักสร้างรากฐานอาชีพของตัวเองไว้แล้ว คุณมีทักษะที่ AI ยังเข้ามาแทนที่ไม่ได้ โดยเฉพาะลักษณะงานของตำแหน่งระดับอาวุโส ยังต้องอาศัยการตัดสินใจของมนุษย์อีกมาก" ในทางกลับกัน งานจำนวนไม่น้อยที่เคยเป็นหน้าที่ของคนอายุ 22-25 ปี กลับเป็นงานที่ AI สามารถทำแทนได้มากขึ้นเรื่อยๆ
"ภาพที่เกิดขึ้นในตลาดงานสายเทคฯ ตอนนี้เหมือนคนทำงานกำลังอยู่กันคนละโลก" ชูลแมน ย้ำให้เห็นภาพชัด ในฟากฝั่งหนึ่ง AI กำลังเพิ่มคุณค่าให้กับผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์สูง แต่ขณะที่อีกฟากหนึ่ง มันกลับกำลังทำให้คนที่เพิ่งเริ่มต้นอาชีพมีพื้นที่ในการพิสูจน์ตัวเองน้อยลง และนี่อาจเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ที่สุดของคนรุ่นใหม่ในโลกงานยุค AI
ตลาดงานเปลี่ยนไปไวเว่อร์! คนจบใหม่มีทักษะเดียวไม่พอ
เมื่อบริษัท AI จำนวนมากเริ่มสร้างองค์กรด้วยทีมขนาดเล็ก และเลือกจ้างผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์สูง มากกว่าการรับเด็กจบใหม่เข้ามาสอนงานแบบค่อยเป็นค่อยไป ตำแหน่งงานระดับเริ่มต้นจึงหาได้ยากขึ้นกว่าที่เคย
นั่นหมายความว่า เด็กจบใหม่หรือคนที่กำลังวางแผนเข้าสู่วงการเทคฯ อาจไม่สามารถพึ่งพาเพียงความรู้ด้านเทคนิค หรือความคุ้นเคยกับเทคโนโลยีเหมือนในอดีตได้อีกต่อไป แต่จำเป็นต้องเร่งสร้างทักษะที่แตกต่างและยากต่อการถูกแทนที่ ไม่ว่าจะเป็นการแก้ปัญหาที่ซับซ้อน การสื่อสาร การคิดเชิงธุรกิจ หรือความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในอุตสาหกรรมต่างๆ
สำหรับบางคน นี่อาจหมายถึงการเริ่มต้นเส้นทางอาชีพในสายงานอื่นก่อน เพื่อสะสมประสบการณ์และทักษะที่ตลาดต้องการ แล้วค่อยต่อยอดเข้าสู่วงการเทคฯ ในภายหลัง และสำหรับคนที่กำลังมองว่างานสายเทคฯ คือเส้นทางสู่อนาคตที่สดใส อาจต้องเปลี่ยนความคิดใหม่ เพราะตลาดงานกำลังเปลี่ยนไปเร็วกว่าที่คิด การมีทักษะด้านเทคฯ อย่างเดียว คงไม่พออีกต่อไป
พูดได้ว่า..ในอดีต AI เคยถูกมองว่าเป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้คนทำงานเก่งขึ้น แต่สำหรับคนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อย วันนี้ AI กำลังกลายเป็นคู่แข่งที่เข้ามาแย่งโอกาสก้าวแรกในชีวิตการทำงานไปแล้ว
อ้างอิง: Fortune, HBS.edu, Silicon Valley’s graying workforce


