วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม 2569

Login
Login

ฮาลาลไม่ใช่แค่อาหาร ตลาดมุสลิมยังมีโอกาสทางเศรษฐกิจอีกมาก

ข่าวการเปิดตัว “ทัวร์ฮาลาล” ทำให้เกิดคำถามว่า ทัวร์ก็ฮาลาลได้ด้วยหรือ เพราะในความเข้าใจของใครหลายคน คำว่า Halal มักผูกอยู่กับร้านอาหาร หรือผลิตภัณฑ์อาหารที่มีเครื่องหมายรับรองบนบรรจุภัณฑ์ แต่ทัวร์ดังกล่าวไม่ได้ขายการเดินทางเพื่อประกอบพิธีทางศาสนา สิ่งที่ขายคือความสบายใจของนักท่องเที่ยว ตั้งแต่อาหารที่ตรวจสอบได้ เวลาและพื้นที่สำหรับละหมาด ที่พักที่เหมาะสม ไปจนถึงการหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ขัดกับความเชื่อ

กรณีนี้จึงชวนให้มองใหม่ว่า Halal ไม่ใช่ชื่อของอุตสาหกรรมหนึ่งอุตสาหกรรม หากเป็นหลักและเงื่อนไขที่สามารถเชื่อมกับสินค้า บริการ และประสบการณ์ได้หลายรูปแบบ

ขณะที่คำว่า Islamic Economy มีความหมายกว้างกว่า เพราะครอบคลุมระบบเศรษฐกิจที่ตอบวิถีชีวิต คุณค่า และความต้องการของผู้บริโภคมุสลิม ไม่ว่าจะเป็นการกิน การแต่งตัว การเดินทาง การดูสื่อ หรือการใช้บริการทางการเงิน

รายงาน State of the Global Islamic Economy Report 2025/26 แบ่งเศรษฐกิจอิสลามออกเป็น 7 สาขา ได้แก่ Halal Food, Islamic Finance, Muslim-friendly Travel, Modest Fashion, Halal Pharmaceuticals, Halal Cosmetics และ Media and Recreation

จุดสำคัญคือ รายงานไม่ได้เรียกทุกสาขาว่า Halal เพราะแต่ละอุตสาหกรรมสัมพันธ์กับหลักศาสนาในคนละมิติ อาหาร ยา และเครื่องสำอาง เน้นวัตถุดิบ ส่วนผสม กระบวนการผลิต และการปนเปื้อน การเงิน เน้นรูปแบบธุรกรรมที่สอดคล้องกับหลักชะรีอะฮ์ การท่องเที่ยวเน้นการออกแบบบริการให้ผู้เดินทางสามารถปฏิบัติตามความเชื่อได้ ส่วนแฟชั่นและสื่อเกี่ยวข้องกับความสุภาพ ตัวตน เนื้อหา และคุณค่าที่ผู้บริโภครู้สึกสบายใจจะเลือกใช้

รายงานประเมินว่า การใช้จ่ายของผู้บริโภคมุสลิมใน 6 สาขาเศรษฐกิจมีมูลค่า 2.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 และจะเพิ่มเป็น 3.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2029 โดยอาหารยังเป็นตลาดใหญ่ที่สุด

แต่ Muslim-friendly Travel เติบโตเร็วที่สุด จาก 249 พันล้านดอลลาร์สหรัฐเป็น 424 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ Modest Fashion มีมูลค่า 347 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และ Media and Recreation มีมูลค่า 276 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าสินค้าทุกชิ้นมีใบรับรอง Halal แต่สะท้อนกำลังซื้อและความต้องการของผู้บริโภคมุสลิมในชีวิตประจำวัน

ฮาลาลไม่ใช่แค่อาหาร ตลาดมุสลิมยังมีโอกาสทางเศรษฐกิจอีกมาก

สำหรับไทย โอกาสจึงไม่ควรหยุดอยู่ที่การส่งออกอาหารหรือการเพิ่มจำนวนสินค้าที่ขอเครื่องหมายรับรองเท่านั้น แม้รายงานจะจัดให้ไทยอยู่ในอันดับ 4 ของโลกด้านระบบนิเวศ Halal Food แต่จุดแข็งของไทยยังอยู่ในงานออกแบบ การท่องเที่ยว ความงาม สุขภาพ คอนเทนต์ และบริการ ซึ่งล้วนเป็นพื้นที่ของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์

ยกตัวอย่างเช่น บริษัททัวร์สามารถออกแบบแพ็กเกจที่รวมร้านอาหารที่เชื่อถือได้ ตารางละหมาด ห้องน้ำที่เหมาะสม และกิจกรรมสำหรับครอบครัว โรงแรมสามารถออกแบบห้องพัก ป้ายข้อมูล และพื้นที่ส่วนกลางให้ผู้ใช้มุสลิมไม่ต้องคอยสอบถามทุกขั้นตอน นักออกแบบบริการสามารถพัฒนาแอปที่รวมข้อมูลอาหาร ทิศกิบละห์ เวลาละหมาด และสถานที่ใกล้เคียง

ส่วนธุรกิจ Wellness และ Spa อาจพัฒนาบริการที่คำนึงถึงความเป็นส่วนตัว เพศของผู้ให้บริการ และส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่การเปลี่ยนธุรกิจให้กลายเป็นธุรกิจศาสนา แต่คือการออกแบบให้ผู้ใช้กลุ่มหนึ่งเข้าถึงบริการได้อย่างมั่นใจขึ้น และเมื่อประสบการณ์ดี ผู้ใช้ก็พร้อมจ่าย พร้อมบอกต่อ และพร้อมกลับมาใช้ซ้ำ

รายงาน Halal-friendly Cities ของ WGSN ทำให้เห็นภาพชัดขึ้นว่า เมืองที่รองรับผู้บริโภคมุสลิมได้ดี ไม่ได้แข่งขันกันด้วยจำนวนร้านอาหาร Halal เพียงอย่างเดียว แต่สร้างประสบการณ์ที่เชื่อมการท่องเที่ยว วัฒนธรรม การออกแบบ ร้านค้า และไลฟ์สไตล์เข้าด้วยกัน เช่น Cape Town ลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและการสื่อสารเรื่อง Halal Tourism พร้อมต่อยอดมรดก Cape Malay ไปสู่งานศิลปะ แฟชั่น และร้านอาหารร่วมสมัย

Istanbul ใช้ทุนด้านประวัติศาสตร์ อาหาร งานออกแบบ และอุตสาหกรรมสิ่งทอ สร้างประสบการณ์ที่ตอบทั้งนักท่องเที่ยวและผู้บริโภคท้องถิ่น Dubai วางตัวเองเป็นศูนย์กลางด้านวัฒนธรรมและการออกแบบของภูมิภาค ผ่านแฟชั่น ของตกแต่งภายใน สถาปัตยกรรม และพิพิธภัณฑ์

ขณะที่ Kuala Lumpur เชื่อมแฟชั่น เครื่องสำอาง งานหัตถกรรม ร้านอาหาร และบริการสำหรับผู้หญิงเข้าเป็นระบบเดียวกัน แม้แต่ New York ซึ่งไม่ใช่เมืองมุสลิมเป็นส่วนใหญ่ ก็ยังมีพื้นที่สำหรับศิลปะอิสลาม แบรนด์ความงาม ร้านอาหาร และวัฒนธรรมร่วมสมัยที่ตอบผู้บริโภคมุสลิมได้

ฮาลาลไม่ใช่แค่อาหาร ตลาดมุสลิมยังมีโอกาสทางเศรษฐกิจอีกมาก

รายงานนี้จึงชี้ว่า Halal-friendly ไม่ใช่เพียงคุณสมบัติของธุรกิจรายหนึ่ง แต่เป็นความสามารถของเมืองในการทำให้ผู้คนใช้ชีวิต ท่องเที่ยว และบริโภคได้โดยไม่ต้องคอยต่อรองกับความเชื่อของตนเอง

มุมนี้ทำให้เห็นว่า ช่องว่างของไทยอาจไม่ได้อยู่ที่การขาดแคลนสินค้าและบริการ แต่คือการยังเชื่อมจุดแข็งที่มีอยู่ให้เป็นประสบการณ์ Muslim-friendly ได้ไม่เต็มที่นัก ตั้งแต่อาหาร โรงแรม สุขภาพ งานออกแบบ ไปจนถึงวัฒนธรรมและแหล่งท่องเที่ยว โอกาสจึงอยู่ที่การออกแบบทั้งระบบ เช่น เส้นทางท่องเที่ยวที่วางบริการอย่างดี ข้อมูลที่ค้นหาได้ง่าย พื้นที่ที่รองรับการใช้ชีวิต และกิจกรรมที่เหมาะกับผู้เดินทางแต่ละกลุ่ม

แนวคิดเดียวกันนี้ใช้ได้กับ Halal Cosmetics และ Media and Recreation เพราะการเข้าสู่ตลาดมุสลิม อาจเริ่มจากมาตรฐานหรือความเหมาะสม แต่สิ่งที่ทำให้ผู้บริโภคเลือกจริง ๆ คือคุณภาพ ประสบการณ์ และความรู้สึกว่าแบรนด์เข้าใจพวกเขา

ผู้ประกอบการไทยจึงควรเริ่มจากการศึกษาผู้ใช้ มากกว่าการใช้ภาพจำหรือสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมเพียงผิวเผิน เพราะในตลาดนี้ ความคิดสร้างสรรค์จะมีคุณค่าก็ต่อเมื่อมาพร้อมความเข้าใจและความน่าเชื่อถือ