บทสัมภาษณ์พิเศษ “อ.วิน - ผศ.ดร.วัชรพงษ์ หงส์จำรัสศิลป์” เจ้าของงานวิจัยกุ้งเดินขบวนที่กวาดรางวัลมาแล้วทั่วโลก และเป็นที่รู้จักจากช่อง “ฟาโรส” ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของความหลงใหลในอาณาจักรสัตว์ ไปจนถึงชีวิตนักวิทยาศาสตร์ในไทย
หากพูดชื่อ “อ.วิน - ผศ.ดร.วัชรพงษ์ หงส์จำรัสศิลป์” หลายคนอาจจะคุ้นหน้าคุ้นตากันเป็นอย่างดีจากช่อง “ฟาโรส” (FAROSE) ที่อาจารย์มักจะไปเล่าเรื่องวงการสัตว์และชีววิทยาอยู่เสมอ ด้วยความเนิร์ดตาเป็นประกายทุกครั้งที่เล่าเรื่อง และพร็อพจัดเต็มทุกครั้งที่มาเล่า ทำให้อ.วินเป็นที่รักของ “ชาวช่อง” อย่างรวดเร็ว
“กรุงเทพธุรกิจ” สัมภาษณ์พิเศษอ.วิน ถึงจุดเริ่มต้นของความสนใจและหลงรักอาณาจักรสัตว์ ไปจนถึงการทำงานวิจัย “กุ้งเดินขบวน” ที่ จ.อุบลราชธานี ซึ่งเป็นการศึกษาพฤติกรรมสัตว์เชิงลึก จนได้รับรางวัลงานวิจัยทางสัตววิทยาที่โดดเด่ดที่สุดในปี 2021 (Paper of the Year 2021) จากสมาคมสัตววิทยาแห่งลอนดอน (Zoological Society of London) รวมไปถึงชีวิตของนักวิทยาศาสตร์ในประเทศไทย
“โปเกมอน” จุดเริ่มต้นความรักในอาณาจักรสัตว์
ย้อนกลับไปในวัยเด็ก ด้วยความที่ อ.วินเป็นคนกรุงเทพฯ ทำให้ไม่ได้พบเห็นธรรมชาติมากนัก อย่างมากก็ไปทะเล แต่ก็ไม่ได้เจอสัตว์ สัตว์ที่พอจะได้เห็นบ้างก็จะมีกระรอก หนู แมลงตามสวนสาธารณะ ซึ่งทำให้อ.วินรู้สึกสนใจสัตว์ตั้งแต่ตอนนั้น จนรู้สึกว่าการนั่งเรียนในห้องมันน่าเบื่อมาก อยากออกไปสำรวจสัตว์มากกว่า
“ความตื่นเต้นของเรา มันมาจากการที่เราไม่รู้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับสิ่งมีชีวิตตรงนั้น เช่น เราไม่รู้ว่าปลาตัวนี้มันจะออกลูกยังไง แล้วลูกมันจะเป็นสีอะไร ออกกี่ตัว มันจะกินลูกไหม เราต้องเลี้ยงยังไง” อ.วินเล่าให้ฟัง
อ.วินตกตะกอนได้ภายหลังว่า อิทธิพลสำคัญที่ทำให้เขาชื่นชอบในสัตว์เป็นเพราะ “โปเกมอน” เพราะเกมนี้จะต้องออกผจญภัยเดินจับโปเกมอนให้ครบทุกชนิด และฝึกฝนโปเกมอนของตนเองเพื่อเอาชนะทีมอื่น ๆ พร้อมส่งข้อมูลโปเกมอนให้แก่ดร.โอคิโดะ ซึ่งแท้จริงแล้วคือแก่นแท้ของการเป็นนักชีววิทยาที่ต้องออกไปสำรวจและเก็บรวบรวมข้อมูลชนิดพันธุ์สัตว์ ซึ่งในเวลานั้นเขายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่านี่คืออาชีพนักชีววิทยา
“พอเราเรียนชีววิทยาพบว่า มันเหมือนกับโปเกมอนเลย มันคือการที่เราไปจับสัตว์แล้วศึกษาว่าเขาคืออะไร เพื่อทำความเข้าใจความหลากหลายและการใช้ประโยชน์จากสิ่งมีชีวิตเหล่านั้น”
ยิ่งพอได้เข้าค่ายโอลิมปิกวิชาการสาขาชีววิทยา เรียนกับอาจารย์เก่ง ๆ ระดับประเทศที่สอนอาณาจักรพืชและสัตว์ด้วยความสนุกสนาน และได้เห็นสัตว์จริง ๆ เช่น เห็นพารามีเซียมว่ายน้ำผ่านกล้องจุลทรรศน์ ยิ่งทำให้รู้ว่าตนเองชอบในด้านนี้ ไม่ว่าจะเป็นพืช แบคทีเรีย เชื้อรา และสัตว์
จุดเปลี่ยนที่ทำให้อ.วิน เลือกศึกษาวิทยาศาสตร์ทางทะเล เป็นเพราะอยากศึกษาอะไรที่ไม่เคยเรียนมาก่อน และค้นพบว่ายิ่งเรียนก็ยิ่งสนุก โดยเฉพาะเมื่อได้ไปเรียนต่อระดับปริญญาโทที่ สถาบันสมุทรศาสตร์สคริปส์ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานดิเอโก และระดับปริญญาเอกที่ ภาควิชานิเวศวิทยาและชีววิทยาวิวัฒนาการ (Ecology and Evolutionary Biology) มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแอนเจลิส (UCLA) ที่ทำให้เห็นว่า “ทะเลคืออีกโลกหนึ่งเลย มีสิ่งมีชีวิตอะไรที่ไม่เคยเห็นมาก่อนมากมาย”
“ตอนที่ผมไปสำรวจทะเลครั้งแรก ไม่เคยรู้มาก่อนว่าทะเลลึกเป็นอย่างไร พอเขาจับสัตว์จากทะเลลึกขึ้นมา มันคือโมเมนต์ที่ผมว้าวมาก ไม่สามารถอธิบายได้ นี่คือสัตว์ที่เราเคยเห็นตามสารคดี การจะได้เจอของจริงมันใช่เรื่องง่าย” อ.วินเล่าด้วยสายตาเป็นประกาย
อย่างไรก็ตาม อ.วินมองว่า สาเหตุที่ปัจจุบันมีการศึกษาโลกใต้ทะเลลึกน้อยกว่าอวกาศ เป็นเพราะคนไม่ได้สนใจมากนัก ต่างจากอวกาศที่คนพอรู้อยู่แล้วว่ามีอะไรบ้าง สามารถใช้ประโยชน์อย่างไร ประกอบมีหนังไซไฟสงครามอวกาศ เช่น Star Wars เป็นตัวขับเคลื่อน ในขณะที่คนเพิ่งจะให้ความสำคัญกับโลกใต้ทะเลลึกเมื่อ 20-30 ปีที่ผ่านมา หลังตระหนักถึงศักยภาพของแร่หายากและทรัพยากรอื่น ๆ ใต้ทะเล
“การไปขนแร่หายากจากดาวอังคารกลับมาที่โลก มันยากกว่าการเอาแร่จากใต้ดินใต้ทะเล”
เมื่อถามว่า ชื่นชอบสัตว์ชนิดใดมากที่สุด อ.วิน บอกว่าชอบอยู่หลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น “แมนนาที” (Manatee) ที่ดูอ้วนกลมและน่ารัก ไปจนถึง “นางฟ้าทะเล” (Sea Angel) ที่มีความสวยงามและพลิ้วไหว แต่ตัวที่เขารู้สึกผูกพันเป็นพิเศษคือ “มังกรทะเลทับทิม” (Ruby Seadragon) มังกรทะเลหายากที่เพื่อนของเขาเป็นผู้ค้นพบ
อ.วินเล่าให้ฟังว่า การค้นพบนี้เกิดขึ้นจากการที่เพื่อนของเขากำลังวิเคราะห์ผลตัวอย่างมังกรทะเล จนพบว่ามีอยู่ตัวหนึ่งที่มีรหัสพันธุกรรมแตกต่างจากตัวอื่น เลยเอาไปเข้าเครื่องซีทีสแกนจนค้นพบว่ากระดูกก็แตกต่างจากตัวอื่น จึงได้รู้ว่านี่เป็นสปีชีส์ใหม่ที่ไม่เคยพบมาก่อน กลายเป็นข่าวโด่งดัง ถึงขนาดที่ เจ.เค.โรว์ลิง นักเขียนชื่อดังยังรีโพสต์
หลังจากนั้น ก็มีคู่ชายหญิงเดินอยู่ริมชายหาดที่หนึ่งที่ออสเตรเลีย แล้วเจอสัตว์ชนิดนี้เกยตื้นอยู่พอดี ซึ่งเป็นการยืนยันว่าสัตว์ชนิดนี้ยังไม่สูญพันธุ์ ทำให้ได้ทุนจากผู้ใจดีช่วยให้ทีมวิจัยสามารถไปตามติดศึกษาชีวิตของมังกรทะเลทับทิม จนได้รู้พฤติกรรมและถิ่นที่อยู่ของมัน ปัจจุบันมังกรทะเลทับทิมยังไม่สูญพันธุ์ แต่เป็นสัตว์ที่หายาก เพราะชอบพรางตัวอยู่ใต้ทะเล มีสไตล์เป็นของตนเอง ซึ่งก็เปรียบเหมือนกับตัวของอ.วินเอง
“ถ้าให้เปรียบตัวเองเป็นสัตว์ ผมเลือกมังกรทะเลทับทิม เพราะมันทั้งเท่และเอลิแกนซ์ แต่ก็ไม่ค่อยปรากฏตัวออกมาให้เห็น ชอบอยู่เงียบ ๆ มากกว่า แต่ถ้าจะออกมาที ก็ขอให้เป็นอะไรที่น่าจดจำไปเลย”
เครดิตภาพ: Annika Engstrom
งานวิจัยระดับโลก
งานวิจัยของอ.วิน มุ่งเน้นไปที่การศึกษาด้านพฤติกรรมสัตว์ วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต และนิเวศวิทยา โดยหนึ่งในผลงานที่โดดเด่น คือ งานวิจัยระดับปริญญาโทที่ทำการศึกษาเรื่อง วิวัฒนาการของปลา Sarcastic Fringehead ทำให้ได้ทุนจาก National Geographic Society อ.เล่าให้ฟังว่าปลาชนิดนี้ มี 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งอยู่ในสหรัฐ อีกกลุ่มอยู่ที่ญี่ปุ่น แต่ปลาฝั่งสหรัฐกลับอ้าปากได้กว้างกว่า
“โดยธรรมชาติ ปลาตัวผู้จะอยู่ในหอยฝาเดียว แล้วตัวเมียก็จะเลือกสืบพันธุ์กับตัวผู้ที่หอยใหญ่ และวางไข่ในหอยนั้น เลยจำเป็นต้องวิวัฒนาการปากมาเพื่อใช้ขู่ตัวอื่นที่จะมาแย่งหอย ส่วนญาติเขาที่ญี่ปุ่นตัวเล็กกว่า มีหอยและที่อยู่อาศัยให้เลือกเยอะกว่า เลยไม่จำเป็นต้องวิวัฒนาการให้มีปากใหญ่” อ.วินอธิบาย
งานวิจัยดังกล่าวอาจดูเหมือนเป็นการศึกษาความรู้พื้นฐานที่ไม่ได้มีประโยชน์โดยตรงกับมนุษย์ แต่แท้จริงแล้วเป็นงานที่ช่วยอธิบายกลไกการกำเนิดและคงอยู่ของความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่สุดของโลกในปัจจุบัน เนื่องจากการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพส่งผลกระทบต่อทั้งระบบนิเวศ ความมั่นคงทางอาหาร และเศรษฐกิจในระยะยาว
นอกจากนี้ งานวิจัยชิ้นนี้ยังสร้างผลกระทบในวงกว้างนอกเหนือจากวงการวิชาการ โดยถูกนำไปพัฒนาเป็นบอร์ดเกม ใช้เป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบเสื้อผ้าสำหรับแฟชั่นโชว์ที่เมืองซานดิเอโก ประเทศสหรัฐ ในปี 2017 และได้รับการนำเสนอในสารคดีของ NHK ประเทศญี่ปุ่น รวมถึงสารคดีของ Disney+ ซึ่งอำนวยการสร้างโดย เจมส์ คาเมรอน แสดงให้เห็นว่างานวิจัยพื้นฐานสามารถสร้างคุณค่าและเชื่อมโยงกับสังคม วัฒนธรรม และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ได้อย่างกว้างขวาง
งานวิจัย “กุ้งเดินขบวน” ที่ จ.อุบลราชธานี เป็นอีกหนึ่งการศึกษาที่อ.วินภาคภูมิใจ เพราะทำให้ได้รับรางวัล “Paper of the Year 2021” จากสมาคมสัตววิทยาแห่งลอนดอน (Zoological Society of London) ที่เลือกมอบให้แก่งานวิจัยเพียงชิ้นเดียวจากทั่วโลก มีคนติดต่อมาสัมภาษณ์จากทั่วโลก งานวิจัยถูกนำไปลงข่าวในสื่อระดับโลกอย่าง New York Times และ National Geographic รวมถึงถูกนำไปทำเป็นสารคดี ถูกนำไปเขียนเป็นหนังสือเรียนของเด็ก โดยอ.วินยอมรับว่านี่ถือเป็นจุดที่สูงที่สุดทางวิชาการในชีวิต เนื่องจากงานวิจัยได้ถูกนำไปใช้และก่อให้เกิดประโยชน์จริง ๆ
“สาขาที่ผมเรียนมีนักศึกษาเอเชียน้อยมาก และในอดีตก็ไม่ค่อยได้รับการยอมรับเท่าไรนัก แต่เมื่อเรียนจบ ผมได้รับรางวัล Distinguished Research Award จารึกชื่อไว้บนผนังของมหาวิทยาลัย UCLA ต่อมาผมยังได้รับรางวัล Allee Award ซึ่งเป็นรางวัลระดับนานาชาติจาก Animal Behavior Society สำหรับผลงานวิจัยระดับปริญญาเอกด้านพฤติกรรมสัตว์ที่โดดเด่น และยังได้รับรางวัล Paper of the Year 2021 ซึ่งในปีนั้นมีผู้ได้รับรางวัลเพียงคนเดียวในโลก ถือเป็นหนึ่งในความสำเร็จที่สำคัญของผม”
ทั้งหมดนี้ มาจากความต้องการให้คนทั่วโลกรู้จักประเทศไทยผ่านกุ้งเดินขบวน ซึ่งจะช่วยให้จ.อุบลราชธานีกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ สร้างรายได้ให้แก่คนในชุมชน อีกทั้งต้องการพิสูจน์ว่างานด้านพฤติกรรมสัตว์ นิเวศวิทยาและอนุกรมวิธานที่หลายคนมองว่าไม่มีค่า จริง ๆ แล้วมีคุณค่าและความสำคัญต่อวงการวิทยาศาสตร์
“เราพิสูจน์แล้วว่างานที่ทำมีคุณค่า ซึ่งผมภูมิใจกับสิ่งนี้มาก ผมตระเวนรับรางวัลทั่วโลก give talk ทุกเดือนเรื่องกุ้งเดินขบวน ซึ่งการที่งานวิจัยผมได้รางวัลมากมาย มันไม่ใช่เพราะว่าผมทำวิจัยวิทยาศาสตร์อย่างเดียว แต่เพราะว่างานวิจัยนี้มันอินทิเกรต สังคมศาสตร์ ธุรกิจ วัฒนธรรม และ วิทยาศาสตร์เข้าด้วยกัน”
ชีวิตนักวิทยาศาสตร์ในไทย
แม้งานวิจัยของอ.วินจะประสบความสำเร็จในระดับโลก แต่สำหรับการเป็นนักวิทยาศาสตร์ในประเทศไทย ยังเป็นเรื่องที่เต็มไปด้วยความท้าทายและความขมขื่นในบางแง่มุม อ.วินยอมรับว่านักวิทยาศาสตร์สายการแพทย์อาจจะเติบโตได้ดีกว่า เพราะคนให้ความสำคัญกับการรักษาชีวิตตนเอง แต่สำหรับสายงานวิทยาศาสตร์พื้นฐานหรือสิ่งแวดล้อมนั้นกลับไม่เป็นอย่างที่คิด
“สมัยที่ผมเรียน นักเรียนที่มีผลการเรียนโดดเด่นจำนวนมากมักเลือกไปศึกษาด้านสรีรวิทยาหรือชีววิทยาระดับโมเลกุล เพราะเป็นสาขาที่เชื่อมโยงกับการแพทย์และมีโอกาสทางอาชีพสูงกว่า ขณะที่ด้านนิเวศวิทยากลับได้รับความสนใจน้อยกว่า ส่งผลให้เรามีนักวิจัยด้านนิเวศวิทยาที่มีความเชี่ยวชาญไม่มากนัก เมื่อความรู้พื้นฐานมีจำกัด การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมจึงมักเป็นการแก้ที่ปลายเหตุ เราพูดถึงการอนุรักษ์กันมาก แต่หลายครั้งกลับยังไม่เข้าใจกลไกพื้นฐานของระบบนิเวศอย่างแท้จริง”
ปัญหาที่ฝังรากลึกไม่ได้มีเพียงเรื่องงบประมาณ แต่ยังรวมถึง “มายด์เซ็ต” ของคนในสังคมและโครงสร้างระบบราชการ ขณะเดียวกัน ระบบการศึกษาไทยยังไม่ได้เอื้อให้ผู้เรียนกล้าคิด กล้าถกเถียง หรือแสดงความคิดเห็นอย่างอิสระ อ.วินเล่าถึงความแตกต่างระหว่างบริบทการเรียนในระบบสากล ที่นักศึกษามักกล้าตอบคำถามและอภิปรายเชิงวิพากษ์ กับระบบการศึกษาที่ผู้เรียนคุ้นชินกับการรับฟังและปฏิบัติตามมากกว่าการตั้งคำถาม ทำให้บรรยากาศในห้องเรียนแตกต่างกันอย่างชัดเจน
“ตอนสอนที่ UCLA ผมต้องเข้าอบรมด้านการสอนก่อน สิ่งหนึ่งที่เขาเน้นมากคือเรื่องความเป็นธรรมในห้องเรียน การเรียกนักศึกษาตอบคำถามต้องระมัดระวัง เพราะถ้าเราเผลอเรียกนักศึกษากลุ่มเดิม หรือคนที่มีลักษณะร่วมกัน เช่น เชื้อชาติหรือภูมิหลังเดียวกันบ่อย ๆ ก็อาจถูกมองว่ามีอคติได้ ในทางกลับกัน ถ้าไม่เคยเรียกนักศึกษาบางคนเลย เขาก็อาจสงสัยว่าทำไมถึงไม่ได้รับโอกาส ดังนั้น อาจารย์หลายคนจึงเลือกตั้งคำถามกับทั้งห้อง แล้วเปิดโอกาสให้นักศึกษาอาสาตอบ หรือใช้วิธีสุ่มเพื่อให้ทุกคนได้รับโอกาสอย่างเท่าเทียม ซึ่งบรรยากาศแบบนี้ต่างจากการเรียนในหลักสูตรไทยพอสมควร เพราะเมื่อโยนคำถามให้ทั้งห้อง นักศึกษาที่นั่นมักจะมีคนยกมือตอบเสมอ ขณะที่ในห้องเรียนไทย หลายครั้งกลับเงียบทั้งห้อง”
ขณะเดียวกัน อ.วินมองว่าระบบการศึกษาไทยไม่เอื้อกับการเป็นนักวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะทางสายวิทยาศาสตร์พื้นฐาน เพราะไม่มีงานมารองรับ และไม่ได้ให้ความสำคัญกับวิทยาศาสตร์เท่าที่ควร เห็นได้จากการไม่มีใบประกอบวิชาชีพวิทยาศาสตร์
“ปัจจุบันบนสื่อออนไลน์ คุณจะบอกว่าตัวเองเป็นนักวิทยาศาสตร์ ทั้งที่ไม่เคยทำงานวิจัยหรือไม่มีความเชี่ยวชาญจริง ๆ ก็แทบไม่มีใครตั้งคำถาม แต่หากคุณบอกว่าตัวเองเป็นแพทย์โดยไม่มีใบประกอบวิชาชีพ นั่นเป็นความผิดทันที สิ่งนี้สะท้อนว่าสังคมไทยยังไม่ได้ให้คุณค่ากับความเป็นนักวิทยาศาสตร์ในฐานะวิชาชีพอย่างจริงจัง ผลที่ตามมาคือผู้คนจำนวนมากแยกไม่ออกว่าใครคือผู้เชี่ยวชาญตัวจริง และใครเพียงแค่อ้างอิงวิทยาศาสตร์เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ เมื่อเส้นแบ่งระหว่างความเชี่ยวชาญกับการกล่าวอ้างเริ่มเลือนราง เสียงที่อ้างอิงหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ก็อาจถูกมองว่ามีน้ำหนักไม่ต่างจากความคิดเห็นทั่วไป ทั้งที่การตัดสินใจในหลายเรื่องซึ่งส่งผลต่ออนาคตของประเทศควรตั้งอยู่บนองค์ความรู้และหลักฐานที่ผ่านการศึกษาอย่างเป็นระบบ หากสังคมยังไม่ให้คุณค่ากับผู้สร้างองค์ความรู้พื้นฐานและความเชี่ยวชาญทางวิทยาศาสตร์ ก็ไม่แปลกที่เราจะสร้างนวัตกรรมชั้นนำของโลกได้ยาก เพราะนวัตกรรมที่เปลี่ยนโลกต้องอาศัยทั้งองค์ความรู้ งานวิจัยพื้นฐาน และผู้เชี่ยวชาญที่สามารถต่อยอดองค์ความรู้นั้นให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม" อ.วินตั้งคำถาม
นอกจากนี้ ระบบบริหารจัดการงบประมาณและระบบราชการยังเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์จำนวนมากต้องเสียเวลาไปกับงานเอกสารแทนการทำวิจัย อ.วินเล่าประสบการณ์ทั้งตลกและน่าเหนื่อยใจ ตั้งแต่การเบิกงบที่ถูกตีกลับเพียงเพราะเขียนชื่อวันผิด การตีความระเบียบการเงินที่คลาดเคลื่อนของเจ้าหน้าที่อันเนื่องมาจากการอ่านภาษาไทยไม่แตกฉาน ไปจนถึงการที่นักวิจัยต้องสำรองเงินส่วนตัวไปก่อนเป็นเวลานาน ระบบที่ซับซ้อนเหล่านี้ไม่ได้ช่วยป้องกันการทุจริตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
กลับกันในบางกรณียังผลักดันให้ผู้ปฏิบัติงานต้องหาวิธีเลี่ยงข้อจำกัดของระบบ เช่น การปรับรูปแบบการจัดซื้อหรือเอกสารเพื่อหลีกเลี่ยงขั้นตอนการจัดซื้อครุภัณฑ์ที่ใช้เวลานาน หรือที่รู้จักกันว่า “การแปลงบิล” ทั้งที่เป้าหมายแท้จริงคือการให้งานวิจัยเดินหน้าต่อได้
“เราควรจะเอาเวลาไปนั่งคิดว่าทำวิจัยเรื่องอะไร มากกว่ากังวลเรื่องทำเบิก ผมคิดว่านี่คือปัญหาใหญ่สำหรับผมและอีกหลายคน ผมเชื่อว่าคนไทยเก่ง บางคนเก่งกว่าผมเยอะแยะ แต่ถามว่าทำไมกลับมาแล้วตายด้วยระบบราชการนี้เกือบทุกคน ทุกอย่างมันเริ่มต้นจากเรื่องเงิน ถ้าไม่เชื่อคุณลองทำงานแบบไม่ต้องเอาเงิน แล้วดูสิว่าคุณจะอยู่ได้หรือเปล่า”
ส่วนประเด็นที่คนมักพูดว่า “คนเรียนวิทย์คือคนไม่ติดหมอ” อ.วินมองว่าไม่จำเป็นต้องไปแก้ความคิดนี้ เพราะในแง่วิวัฒนาการของสังคม มนุษย์ย่อมให้ค่ากับผู้รักษาชีวิตมากกว่าเป็นเรื่องธรรมดา แต่สิ่งที่เขาอยากเรียกร้องคือ การอย่าลดทอนคุณค่าของนักวิทยาศาสตร์ เพราะทุกสิ่งรอบตัวมนุษย์ ตั้งแต่ยา อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ไปจนถึงความรู้ในการใช้ชีวิต ล้วนมีพื้นฐานมาจากวิทยาศาสตร์ทั้งสิ้น
“อย่าไปดูถูกคนเรียนวิทยาศาสตร์เลย เพราะว่านักวิทยาศาสตร์น่าสงสารมากพออยู่แล้ว โดยเฉพาะในระบบไทย”
อ.วินยอมรับว่า จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ทำให้มองไม่เห็นความหวังในการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบในช่วงชีวิตของตนเอง
“ในอนาคตจะมีหรือเปล่าไม่รู้ แต่ว่าในชีวิตผม ผมไม่เห็นแล้ว เพราะผมคือหนึ่งในคนที่พยายามสู้เพื่อระบบแล้วผมก็ค้นพบว่ามันไม่สำเร็จซึ่งสิ่งนี้มันไม่ได้เกิดกับผมครั้งแรก มันเกิดขึ้นมาหลายครั้งแล้วในอดีต”
อย่างไรก็ตาม หากเด็กคนไหนอยากเข้าคณะวิทยาศาสตร์ อ.วิน ก็ยังแนะนำให้ทำตามสิ่งที่ชอบ เพราะความสุขจากการได้ทำในสิ่งที่รักเป็นสิ่งที่มีมูลค่ามหาศาลและหาซื้อไม่ได้ด้วยเงิน ซึ่งการทำงานที่รักจะยิ่งช่วยให้ชีวิตมีความหมายมากกว่าการวิ่งตามค่านิยมของสังคมเพียงอย่างเดียว
"ถ้าชอบก็จบ เพราะคุณจะได้ทำสิ่งที่คุณมีความสุขไปทั้งชีวิต คุณจะมีความสุขทุกวันในการทำงาน และนั่นคือสิ่งที่ผมเป็นอยู่ในทุกวันนี้" อ.วินกล่าวทิ้งท้าย



