วันอังคาร ที่ 28 กรกฎาคม 2569

Login
Login

ทำงานหนักแต่ไม่รวย? ค่าจ้างพนักงานไม่โต แต่ CEO รายได้สูง 20 เท่า

ทำงานหนักขึ้น รับผิดชอบงานมากขึ้น พยายามประหยัดมากขึ้น แต่ทำไมหลายคนยังรู้สึกว่าชีวิตไม่เคยเข้าใกล้คำว่า "มั่นคง" เสียที เงินเดือนที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปีแทบไล่ตามค่าครองชีพไม่ทัน ขณะที่ราคาอาหาร ค่าเช่าบ้าน ค่าน้ำมัน และค่าใช้จ่ายรอบตัวกลับขยับสูงขึ้นต่อเนื่อง จนคนทำงานจำนวนไม่น้อยเริ่มตั้งคำถามว่า ปัญหาอยู่ที่พวกเขาทำงานไม่หนักพอ หรือเป็นเพราะระบบบางอย่างที่เอื้อประโยชน์ให้คนบางกลุ่มมากเกินไป

คำถามนี้อาจมีคำตอบชัดขึ้น หลัง Oxfam และสมาพันธ์สหภาพแรงงานระหว่างประเทศ (ITUC) เปิดเผยรายงานล่าสุด (ณ เมษายน 2026) ที่ทำการสำรวจและวิจัยช่วงปีที่ผ่านมา ร่วมกับการวิเคราะห์ข้อมูลของ S&P Capital IQ และข้อมูลจากธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve) และสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐ (Bureau of Labor Statistics) พบว่า

ค่าจ้างของแรงงานอเมริกันเพิ่มขึ้นเพียง 1.3% หลังหักเงินเฟ้อแล้ว แต่ค่าตอบแทนของซีอีโอในบริษัทขนาดใหญ่กลับพุ่งขึ้นถึง 25.6% หรือเติบโตเร็วกว่าค่าจ้างของพนักงานทั่วไปถึง 20 เท่า! 

สะท้อนให้เห็นว่าผลตอบแทนจากการเติบโตทางเศรษฐกิจ อาจไม่ได้ถูกกระจายไปถึงคนทำงานส่วนใหญ่เท่าๆ กัน ขณะที่วัยทำงานจำนวนมากต้องใช้ชีวิตแบบชนเดือนชนเดือน รับงานเสริม หรือหางานใหม่เพื่อเพิ่มรายได้ ความเหลื่อมล้ำระหว่าง "คนทำงานปฏิบัติการ" กับ "ผู้บริหารระดับสูง" กำลังกลายเป็นประเด็นที่ถูกตั้งคำถามมากขึ้นเรื่อยๆ 

ซีอีโอมี "รายได้" มากกว่าพนักงานเฉลี่ย 281 เท่า

รายงานของ Economic Policy Institute เมื่อเดือนกันยายน 2025 ระบุว่า ซีอีโอในสหรัฐฯ มีรายได้เฉลี่ย 22.98 ล้านดอลลาร์ในปี 2024 และได้รับค่าตอบแทนมากกว่าพนักงานทั่วไปเฉลี่ยถึง 281 เท่า ตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลเมื่อเทียบกับเมื่อประมาณ 35 ปีก่อน ซึ่งในเวลานั้นอัตราส่วนรายได้ระหว่างซีอีโอกับพนักงานอยู่ที่ประมาณ 60 เท่า 

แพทริเซีย สตอตเทิลไมเออร์ (Patricia Stottlemyer) หัวหน้าฝ่ายนโยบายสิทธิแรงงานของ Oxfam America ให้สัมภาษณ์กับ CNBC ว่า “ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนว่า โลกการทำงานปัจจุบันนี้ คนทำงานกำลังเผชิญวิกฤติค่าครองชีพที่มีความเหลื่อมล้ำที่รุนแรง โดยเฉพาะความเหลื่อมล้ำระหว่างรายได้ของซีอีโอกับค่าจ้างของคนทำงาน

คนอเมริกันจำนวนมากรู้สึกว่ารายได้ตามค่าครองชีพไม่ทัน ยืนยันจากผลสำรวจของ J.D. Power เมื่อเดือนกุมภาพันธ์พบว่า ผู้บริโภคชาวอเมริกัน 65% มองว่าราคาสินค้าและบริการเพิ่มขึ้นเร็วกว่ารายได้ของตัวเอง

ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ ระบุว่า อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นจาก 2.4% ในเดือนกุมภาพันธ์ เป็น 3.3% ในเดือนมีนาคม ขณะที่ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) สะท้อนว่า ราคาสินค้าโดยรวมปรับเพิ่มขึ้นสะสมประมาณ 16% ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา

ผลสำรวจ CNBC และ SurveyMonkey ที่เผยแพร่เมื่อเดือนเมษายนยังพบว่า 56% ของชาวอเมริกันรู้สึกว่าค่าครองชีพของครัวเรือนแย่ลงในช่วงปีที่ผ่านมา และ มีถึง 59% ที่ใช้ชีวิตแบบ “ชนเดือนชนเดือน” หรือมีรายได้เข้ามาแล้วหมดไปกับค่าใช้จ่ายประจำ

ค่าแรงขั้นต่ำซื้อของได้น้อยลง แม้ประหยัดก็ยังอยู่ยาก

เพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว ผู้คนจำนวนมากเริ่มลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น โดย 49% ลดการใช้จ่ายเพื่อความบันเทิงหรือสิ่งฟุ่มเฟือย 40% ต้องนำเงินเก็บออกมาใช้ และ 37% เลื่อนการซื้อของชิ้นใหญ่หรือแผนการใช้จ่ายสำคัญออกไป

ขณะเดียวกัน หลายคนพยายามเพิ่มรายได้ด้วยวิธีต่างๆ โดย 30% รับงานเสริม ทำอาชีพที่สอง หรือหารายได้พิเศษเพิ่มเติม 29% กำลังมองหางานใหม่ที่ให้ค่าตอบแทนสูงกว่าเดิม และอีก 14% ตัดสินใจขอขึ้นเงินเดือนจากนายจ้าง

วิลล์ ออชินคลอสส์ (Will Auchincloss) หัวหน้าฝ่ายค้าปลีกประจำภูมิภาคอเมริกาของ EY-Parthenon เคยให้สัมภาษณ์กับ CNBC เมื่อปลายปีที่แล้วว่า แม้ครัวเรือนรายได้น้อยจะพยายามลดค่าใช้จ่ายแล้ว แต่หลายคนก็ยังประสบปัญหาในการดำรงชีวิตและจัดการค่าใช้จ่ายพื้นฐานให้เพียงพอ

ด้าน Oxfam พบว่า อำนาจซื้อของแรงงานที่เลี้ยงชีพด้วย "ค่าแรงขั้นต่ำระดับกลาง" ของสหรัฐฯ ลดลงเกือบ 21% นับตั้งแต่ปี 2019 เป็นต้นมา

การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ คือทางออก? 

สตอตเทิลไมเออร์ มองว่า ระบบเศรษฐกิจปัจจุบันถูกออกแบบให้เอื้อประโยชน์แก่คนร่ำรวยเพียงไม่กี่คน ขณะที่คนทำงานจำนวนมากเป็นฝ่ายรับภาระ เธอเสนอว่าหนึ่งในแนวทางแก้ปัญหา คือ การออกนโยบายแรงงานที่มีประสิทธิภาพ การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ รวมถึงการจัดเก็บภาษีกับกลุ่มมหาเศรษฐีอย่างจริงจัง

ล่าสุด เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา สมาชิกสภาคองเกรสจากพรรคเดโมแครตได้เสนอร่างกฎหมาย Living Wage for All Act ซึ่งกำหนดให้บริษัทขนาดใหญ่ที่มีพนักงานตั้งแต่ 500 คนขึ้นไป หรือมีรายได้ต่อปีเกิน 1 พันล้านดอลลาร์ ต้องทยอยปรับค่าแรงขั้นต่ำขึ้นเป็น 25 ดอลลาร์ต่อชั่วโมงภายในปี 2031 ส่วนธุรกิจขนาดเล็ก จะมีเวลาในการปรับตัวจนถึงปี 2038

“ทรัพยากรในการเพิ่มค่าจ้างให้คนทำงานมีอยู่แล้ว จริงๆ แล้ว ขั้นตอนที่เหลือก็คือ แค่การตัดสินใจเชิงนโยบายว่า ความมั่งคั่งที่แรงงานสร้างขึ้นจะถูกแบ่งสรรอย่างไร” สตอตเทิลไมเออร์ กล่าวทิ้งท้าย

 

 

อ้างอิง: CNBC Make it, Oxfam AmericaJD Power