วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม 2569

Login
Login

Anthropic บริษัท AI ในฝันคนสายเทคฯ คัดพนักงานสุดโหด สัมภาษณ์ 5 รอบ!

บริษัท AI ที่ร้อนแรงที่สุดในโลกเวลานี้ อาจไม่ใช่ที่ที่มีเงินเดือนสูงที่สุดเท่านั้น แต่ยังเป็นหนึ่งในบริษัทที่เข้ายากที่สุดด้วย เรากำลังพูดถึง Anthropic ผู้สร้าง Claude ซึ่งกำลังเติบโตเร็วที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และในวันนี้ขึ้นแท่นเป็นบริษัทในฝันของคนสายเทคฯ จากทั่วโลก

แต่กว่าจะได้เป็นพนักงานของ Anthropic ผู้สมัครอาจต้องผ่านการสัมภาษณ์และการทดสอบมากถึง 5 รอบ!  แถมในการสัมภาษณ์บางรอบ ยังถามเจาะลึกถึงระดับความเชื่อส่วนบุคคล มุมมองต่อโลก และจริยธรรมในการทำงาน จนหลายคนบอกว่าให้ความรู้สึกเหมือนไปทำจิตบำบัดมากกว่าสัมภาษณ์งาน 

Anthropic เติบโตอย่างรวดเร็ว ทั้งจากการมีวัฒนธรรมองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยพันธกิจที่ชัดเจน มีผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมอย่าง Claude และกยังมีค่าตอบแทนให้ตำแหน่งงานหลายๆ ตำแหน่งที่มีรายได้มากกว่า 250,000 ดอลลาร์ต่อปี (ราวๆ 8,300,000 บาทต่อปี) แต่สำหรับบริษัท AI ระดับแนวหน้าแห่งนี้ ผู้สมัครงานที่มีความฉลาดและประวัติการทำงานที่สวยหรู ..อาจเป็นคุณสมบัติที่ยังไม่เพียงพอที่จะได้งานทำที่นี่ 

พอล สมิธ (Paul Smith) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายคอมเมอร์เชียลของบริษัท บอกว่า เขามองหาคนที่ “ไม่ธรรมดาแบบสุดๆ” สำหรับบางตำแหน่ง โดยเฉพาะคนที่สามารถเข้าไปทำความเข้าใจโลกของลูกค้าอย่างลึกซึ้ง และช่วยผู้บริหารมองเห็นว่า AI ควรเข้ามามีบทบาทตรงไหน แต่บททดสอบที่ยากยิ่งกว่านั้น คือ การดูว่าคนคนนั้นจะเข้ากับวัฒนธรรมของ Anthropic ได้หรือไม่

ทำไม Anthropic เป็นบริษัท AI ที่เนื้อหอมที่สุดในตอนนี้?

เบื้องหลังความเข้มงวดในการคัดเลือกคนของ Anthropic สะท้อนถึงที่มาของบริษัทแห่งนี้ โดย ดาริโอ อาโมเดอี (Dario Amodei) และแดเนียลา อาโมเดอี (Daniela Amodei) สองพี่น้องผู้ก่อตั้ง เคยทำงานอยู่ที่ OpenAI ก่อนตัดสินใจแยกตัวออกมาก่อตั้ง Anthropic เพราะเชื่อว่าการพัฒนา AI ควรให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและผลกระทบต่อมนุษยชาติในระยะยาวมากกว่านี้

นั่นจึงทำให้บริษัทผู้สร้าง Claude ประกาศชัดว่า ภารกิจของตนคือการสร้างเทคโนโลยีที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติ และเป็นเหตุผลว่าทำไมการรับคนเข้าทำงานจึงไม่ได้วัดกันแค่ความเก่งหรือประสบการณ์ แต่ยังรวมถึง "ค่านิยม" และ "วิธีคิด" ที่สอดคล้องกับพันธกิจขององค์กรด้วย

ทั้งนี้ หน้าเว็บไซต์ที่เปิดรับสมัครงานของ Anthropic ระบุว่า บริษัทกำลังทำงานเพื่อ “นำพาโลกผ่านการปฏิวัติทางเทคโนโลยี ที่อาจเปลี่ยนเส้นทางประวัติศาสตร์มนุษยชาติอย่างปลอดภัย”  สำหรับคนที่ได้เข้าทำงานกับ Anthropic ผลตอบแทนที่ได้รับอาจเปลี่ยนชีวิตได้อย่างสิ้นเชิง เพราะนอกจาก "เงินเดือนสูง" แล้ว ยังมี "หุ้นของบริษัท" ที่อาจสร้างความมั่งคั่งมหาศาล หากธุรกิจยังเติบโตต่อไป

ปัจจุบัน Anthropic มีพนักงานมากกว่า 3,000 คน ตามการวิเคราะห์ของ Live Data Technologies โดยในจำนวนนี้ราว 1,000 คน เพิ่งเข้ามาทำงานหลังเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา และบริษัทก็ยังคงเร่งขยายทีมอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านกฎหมาย การเงิน การขาย การตลาด รวมถึงทีมทรัพยากรบุคคลและสรรหาพนักงาน ซึ่งมีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าจากช่วงกลางปีที่แล้ว

Anthropic บริษัท AI ในฝันคนสายเทคฯ คัดพนักงานสุดโหด สัมภาษณ์ 5 รอบ!

กระแสความสนใจรุนแรงมากจน เจด ฮุสเซน (Jade Hussain) รีครูตเตอร์ประจำกรุงลอนดอน เปิดเผยผ่าน LinkedIn ว่า หลังจากเธอโพสต์ว่าได้เข้าทำงานกับ Anthropic เธอได้รับคำขอการติดต่อผ่านช่องทางโซเชียลมากกว่า 1,000 รายการ และข้อความส่วนตัวอีกกว่า 200 ข้อความ จนถึงขั้นต้องออกมาขอให้ผู้สมัครหยุดโทรศัพท์เข้ามายังเบอร์ส่วนตัวที่ไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะ

เธอเขียนว่า “ช่วยเห็นใจฉันด้วย ฉันเป็นรีครูตเตอร์เพียงคนเดียวที่เพิ่งเริ่มงานสัปดาห์ที่สอง และต้องดูแลผู้สมัครทั้งภูมิภาค”

อยากทำงานที่นี่ต้องผ่านสัมภาษณ์ 5 รอบ และห้ามใช้ AI ช่วยคิดคำตอบ

สำหรับผู้สมัครที่ได้รับการติดต่อกลับจากรีครูตเตอร์ ไม่ใช่ว่าคุณจะถูกนัดสัมภาษณ์งานเพียงครั้งเดียวแล้วรู้ผล แต่เส้นทางหลังจากนั้น..ยังอีกยาวไกล ผู้สมัครหลายคนที่เคยผ่านกระบวนการดังกล่าวเปิดเผยว่า พวกเขาต้องเผชิญการสัมภาษณ์และการทดสอบทักษะมากถึง 5 รอบ! 

ที่น่าสนใจคือ Anthropic ไม่อนุญาตให้ใช้ AI ช่วยทำแบบทดสอบหรือช่วยคิดคำตอบ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตอย่างชัดเจน หลังจากนั้น ผู้สมัครทุกคนจะต้องลงนามในข้อตกลงรักษาความลับ (NDA) ก่อนเข้าสู่การสัมภาษณ์กับผู้จัดการหรือพนักงานในทีมต่างๆ

ไม่เพียงเท่านั้น สิ่งที่ทำให้การสัมภาษณ์งานของ Anthropic แตกต่างจากบริษัทอื่นอย่างชัดเจน ก็คือ การสัมภาษณ์ด้านวัฒนธรรมองค์กร หรือ Culture Interview

อาลีน เลอร์เนอร์ (Aline Lerner) ผู้ก่อตั้ง Interviewing.io บริษัทที่ให้บริการด้านการเตรียมตัวสัมภาษณ์งาน กล่าวว่า หลายบริษัทก็มีการสัมภาษณ์ลักษณะนี้ แต่ของ Anthropic ขึ้นชื่อเรื่องความเข้มข้นและจริงจังเป็นพิเศษ

ผู้ก่อนตั้งอย่าง ดาริโอ เคยให้สัมภาษณ์ในรายการพอดแคสของ ดวาร์เคช พาเทล เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ว่า “ผมใช้เวลาหนึ่งในสาม หรืออาจถึง 40% ของเวลาทำงานไปกับการดูแลให้วัฒนธรรมของ Anthropic ยังคงมาตรฐานอยู่เหมือนเดิม

การสัมภาษณ์งานที่ Anthropic เหมือนไปทำจิตบำบัดมากกว่า?!

Culture Interview ของ Anthropic ถูกออกแบบมาเพื่อทำความเข้าใจคุณค่า ความเชื่อ และมุมมองต่อโลกของผู้สมัคร รวมไปถึงการประเมินว่าพวกเขาให้ความสำคัญกับความเสี่ยงของ AI มากแค่ไหน ..ไม่ว่าคุณจะสมัครงานในตำแหน่งงานนักวิจัย นักบัญชี หรือเจ้าหน้าที่ดูแลเงินเดือนและสวัสดิการ ทุกคนต้องผ่านด่านนี้ทั้งนั้น

เควิน แลนดูชชี (Kevin Landucci) โค้ชด้านอาชีพจาก Exponent บอกว่า ผู้สมัครจำนวนไม่น้อยรู้สึกว่ามันไม่เหมือนการสัมภาษณ์งาน แต่คล้ายกับการทำจิตบำบัดมากกว่า “หลายคนรู้สึกว่ามันเป็นการสนทนาที่ลึกและเป็นเรื่องส่วนตัว จนเหมือนกำลังคุยเรื่องที่เกินขอบเขตของที่ทำงาน ซึ่งไม่เหมือนการสัมภาษณ์ที่ไหนที่พวกเขาเคยเจอ

อดีตรีครูตเตอร์ของ Anthropic คนหนึ่ง ซึ่งขอไม่เปิดเผยชื่อ เล่าว่า ผู้สัมภาษณ์ด้านวัฒนธรรมสามารถมาจากแผนกใดก็ได้ และหากผู้สัมภาษณ์ให้คะแนนต่ำ ผู้สมัครก็มักจะถูกปฏิเสธทันที

เขาบอกว่า ผู้บริหารของ Anthropic มองพันธกิจของบริษัทในระดับที่เกี่ยวข้องกับการดำรงอยู่ของมนุษยชาติ (existential) จึงคาดหวังให้ผู้สมัครให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง

Anthropic บริษัท AI ในฝันคนสายเทคฯ คัดพนักงานสุดโหด สัมภาษณ์ 5 รอบ!

"จริยธรรมในการทำงาน" คำถามสำคัญที่ผู้สมัครงาน Anthropic ต้องเจอ!

คำถามมักเริ่มจากเรื่องทั่วๆ ไป ก่อนจะค่อยๆ ลึกขึ้น หนึ่งในคำถามที่กลายเป็นเอกลักษณ์ของ Anthropic คือ การถามถึงสถานการณ์ที่ผู้สมัครเคยเผชิญปัญหาทางจริยธรรมในการทำงาน ผู้สัมภาษณ์ไม่ได้ถามเพียงว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ยังถามด้วยว่า ตอนนั้นรู้สึกอย่างไร ตัดสินใจอย่างไร และปัจจุบันยังรู้สึกอย่างไรกับเหตุการณ์นั้น

แลนดูชชี แนะนำผู้สมัครว่า ควรเลือกเล่าเหตุการณ์ที่ทำให้รู้สึกไม่สบายใจจริง แต่ไม่ใช่เรื่องร้ายแรงถึงขั้นกระทบการอยู่รอดของบริษัท “พวกเขาอยากเห็นว่าคุณรู้สึกไม่สบายใจกับสิ่งนั้น และกล้าพูดว่า ‘เราไม่น่าทำแบบนั้นเลย มันไม่ใช่สิ่งที่สบายใจเลย’ ”

ตัวอย่างหนึ่งที่เขาแนะนำคือ ประเด็นเกี่ยวกับการใช้ข้อมูลผู้ใช้งานอย่างไม่เหมาะสม “คุณมีความเชื่ออะไรที่คนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย?”

แดเนียลา อาโมเดอี เคยอธิบายกระบวนการคัดเลือกของบริษัท ไว้ว่า Anthropic ต้องการคนที่สามารถพูดคุยเรื่องที่มีความเห็นต่างได้อย่างให้เกียรติผู้อื่น และพร้อมรับฟังคนที่มีมุมมองไม่เหมือนตัวเอง คำถามที่บริษัทมักใช้คือ “คุณมีความเชื่ออะไรที่แตกต่างจากคนส่วนใหญ่ และคุณเคยยืนหยัดปกป้องความเชื่อนั้นในสถานการณ์ที่ทำให้ตัวเองรู้สึกไม่สบายใจหรือไม่ เพราะคุณเชื่อว่านั่นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง

เธอย้ำว่า “เราไม่ได้มองหาความเชื่อแบบใดแบบหนึ่ง เรากำลังมองหาคนที่สามารถพูดได้ว่า ‘ฉันคิดว่านี่คือสิ่งที่ถูกต้อง แม้มันจะไม่เป็นที่นิยม แต่ฉันก็ยืนหยัดกับมันจริงๆ’”

อีกคุณสมบัติหนึ่งที่ Anthropic ให้ความสำคัญคือ “ความเป็นอิสระทางความคิด” เควิน แลนดูชชี ระบุว่า บริษัทไม่ได้ต้องการคนที่เห็นด้วยกับทุกอย่างหรือคอยประจบผู้บริหาร แต่ต้องการคนที่กล้าตั้งคำถามกับบริษัทและพันธกิจขององค์กรด้วยซ้ำ “พวกเขาอยากให้คุณมีความสงสัย อยากให้คุณตั้งคำถาม”

ผู้สมัครรายหนึ่งซึ่งเป็นนักวิจัยเล่าว่า ผู้สัมภาษณ์ถามคำถามต่อเนื่องอย่างรวดเร็ว พร้อมบอกว่ากำลังพยายาม “จับสัญญาณ” เพื่อทำความเข้าใจวิธีคิดของเขา และบางครั้งก็ตัดบทเมื่อคำตอบเริ่มไม่มีข้อมูลใหม่เพิ่มเติม เขารู้สึกว่า การที่ตัวเองให้ความสำคัญกับความเสี่ยงระยะใกล้ เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับแชตบอต ถูกมองว่าเป็นประเด็นที่เล็กเกินไป สุดท้ายเขาถูกปฏิเสธ

Anthropic บริษัท AI ในฝันคนสายเทคฯ คัดพนักงานสุดโหด สัมภาษณ์ 5 รอบ!

เงินเดือนสูงลิ่วล่อใจ บางคนยอมลดตำแหน่งตัวเองเพื่อเข้าบริษัทนี้

ตลอดปีที่ผ่านมา Anthropic เติบโตอย่างร้อนแรงจนถูกจัดว่าเป็นหนึ่งในบริษัทที่ขยายตัวเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ โดย Bloomberg News รายงานว่า บริษัทคาดว่ารายได้ต่อปีจะทะลุ 5 หมื่นล้านดอลลาร์ภายในสิ้นเดือนกรกฎาคมปีนี้ เพิ่มขึ้นจากประมาณ 9 พันล้านดอลลาร์เมื่อปลายปีก่อน

ขณะเดียวกัน บริษัทกำลังจะระดมทุนเพิ่มอีก 30,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งอาจทำให้มูลค่าบริษัททะลุ 900,000 ล้านดอลลาร์ และแซง OpenAI ขึ้นเป็นสตาร์ตอัป AI ที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก ความร้อนแรงดังกล่าวทำให้แม้แต่ ผู้บริหารระดับสูงจำนวนมากก็ยอมลดตำแหน่งของตัวเอง เพื่อแลกกับการได้เข้าร่วมงานกับทางบริษัท

ปีเตอร์ ไบลิส อดีตประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีของ Workday ตัดสินใจสละตำแหน่ง CTO เพื่อไปเป็นเพียง “สมาชิกทีมเทคนิค” ของ Anthropic ตามข้อมูลใน LinkedIn ของเขา อย่างไรก็ตาม ด้วยเงินเดือนที่ประกาศรับสมัครในบางตำแหน่งสูงถึง 850,000 ดอลลาร์ต่อปี (ราวๆ 28,000,000 บาทต่อปี) ทำให้ผู้สมัครจำนวนมากรู้สึกว่า การได้หรือไม่ได้งานนี้ อาจเปลี่ยนอนาคตชีวิตของพวกเขา

มีผู้ใช้รายหนึ่งในเว็บบอร์ด Blind ซึ่งระบุว่าตัวเองทำงานอยู่ที่ Meta เขียนโพสต์นี้หลังถูกปฏิเสธจาก Anthropic และ OpenAI ว่า “ผมทำใจไม่ได้เลย รู้สึกเหมือนพลาดโอกาสที่จะหลุดออกจากโลกใบเดิม”

เพราะหากอยู่กับบริษัทจนเข้าตลาดหลักทรัพย์ พนักงานรุ่นแรกจำนวนมากอาจไม่จำเป็นต้องทำงานอีกตลอดชีวิต โดย นิโคลัส การ์เซีย ที่ปรึกษาด้านความมั่งคั่งจาก Compound Planning ประเมินว่า พนักงานบางคนอาจได้รับผลตอบแทนจากหุ้นมูลค่าหลายร้อยล้านดอลลาร์

ผู้สมัครจำนวนหนึ่งถึงขั้น "ยอมจ่ายเงินเพื่อจ้างโค้ชส่วนตัว" ช่วยเตรียมสัมภาษณ์ โดยข้อมูลจาก Interviewing.io ระบุว่า คนที่สามารถเข้าทำงานกับ Anthropic หรือ OpenAI ได้ ใช้เงินเฉลี่ยประมาณ 4,600 ดอลลาร์ในการเตรียมตัว และบางคนจ่ายค่าซ้อมสัมภาษณ์สูงถึง 550 ดอลลาร์ต่อชั่วโมง

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ ดาริโอ อาโมเดอ กังวลมากที่สุด ไม่ใช่การเติบโตของรายได้ แต่เป็นการขยายองค์กรโดยไม่สูญเสียอุดมการณ์เดิมที่ทำให้บริษัทถือกำเนิดขึ้น เขาทิ้งท้าย ว่า..

“เรากำลังเผชิญแรงกดดันทางธุรกิจอย่างมหาศาล และยิ่งทำให้ตัวเองลำบากขึ้นไปอีก เพราะเรายังคงยึดมั่นกับมาตรฐานด้านความปลอดภัยทั้งหมดที่เราตั้งไว้ แรงกดดันในการอยู่รอดทางเศรษฐกิจ พร้อมกับการรักษาคุณค่าขององค์กรเอาไว้ เป็นเรื่องที่หนักหนามากจริงๆ

 

 

อ้างอิง: Bloomberg, Medium, Redditinterviewing.io