วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน 2569

Login
Login

หนังไทยจะไปทางไหน ในวันที่คนดูย้ายมาอยู่บนหน้าจอมือถือ

โลกของภาพยนตร์วันนี้ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงบนผืนผ้าใบขนาดใหญ่ในโรงหนังอีกต่อไป หากแต่ย่อส่วนลงมาอยู่ในอุ้งมือของผู้ชม ผ่านหน้าจอสมาร์ทโฟนที่อยู่ติดตัวตลอดเวลา การเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคได้กลายเป็นโจทย์ท้าทายครั้งสำคัญของคนทำหนัง เพราะอำนาจในการตัดสินใจว่าจะดูหรือไม่ดู ไม่ได้เกิดขึ้นที่หน้าเคาน์เตอร์ขายตั๋วเหมือนในอดีต แต่เกิดขึ้นที่ปลายนิ้วของผู้ชม ซึ่งพร้อมจะปัดผ่านภายในเวลาเพียงไม่กี่วินาที หากเนื้อหาไม่สามารถดึงความสนใจไว้ได้ทันที

คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยว่า ในวันที่คอนเทนต์หลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่สิ้นสุด หนังไทยจะเดินหน้าต่อไปอย่างไรให้ยังคงมีพื้นที่และมีลมหายใจของตัวเอง และสำหรับคนทำหนัง จะเล่าเรื่องอย่างไรให้คนดูอยู่กับเรื่องจนถึงตอนจบ ในยุคที่ความสนใจของผู้คนสั้นลงพอๆ กับจังหวะการไถหน้าจอ

หนังไทยจะไปทางไหน ในวันที่คนดูย้ายมาอยู่บนหน้าจอมือถือ

เมื่อทุกคนกลายเป็นนักเล่าเรื่อง

แม้อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยจะได้รับสัญญาณเชิงบวกจากการที่กองถ่ายต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศมากขึ้น โดยสร้างรายได้กว่า 5,343 ล้านบาทในช่วง 11 เดือนที่ผ่านมา แต่ในอีกด้านหนึ่ง หนังไทยกลับต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของพฤติกรรมผู้ชม

ประเด็นนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงบนเวทีเสวนา “ทำหนังอย่างไรให้คนดูจบ ในยุคที่ทุกอย่างอยู่ในมือถือ” ซึ่งรวบรวมคนทำหนังระดับแถวหน้าของประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ปรัชญา ปิ่นแก้ว นักเขียนบทและผู้กำกับภาพยนตร์, กฤตวิทย์ หริมเทพาธิป นายกสมาคมส่งเสริมวัฒนธรรมภาพยนตร์, ภูพิงค์ พังสะอาด หรือ พิง ลำพระเพลิง นักแสดง นักเขียนบท และผู้กำกับภาพยนตร์, ภูวดล เนาว์โสภา ผู้กำกับภาพยนตร์ รวมถึง พิสิทธิ์ ศรีประเสริฐ นักเขียนบทละครและภาพยนตร์ ที่มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อการสร้างสรรค์ภาพยนตร์ในโลกดิจิทัล

หนังไทยจะไปทางไหน ในวันที่คนดูย้ายมาอยู่บนหน้าจอมือถือ

สำหรับ ปรัชญา ปิ่นแก้ว ผู้กำกับผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ “องค์บาก” และ “ต้มยำกุ้ง” มองว่า ความท้าทายสำคัญที่สุดในยุคนี้ไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยี แต่คือการแข่งขันที่ไร้ขอบเขต เพราะวันนี้ “อาชีพเล่าเรื่อง” ไม่ได้เป็นพื้นที่เฉพาะของคนทำหนังอีกต่อไป

"เมื่อก่อนพวกผมคืออาชีพเล่าเรื่อง แต่ทุกวันนี้ทุกคนมาเล่าเรื่องแข่งกัน และมือถือทำให้การสื่อสารนั้นเข้าถึงคนได้ง่ายที่สุด ยุคผมแค่ทำออกมาก็โดดเด่นแล้ว แต่ยุคนี้ทำแทบตายคนยังมองไม่เห็น...เพราะฉะนั้นเราต้องเข้าใจพฤติกรรมมนุษย์ให้มาก ว่าเขาเลือกอย่างไร ทำไมถึงเลือกตรงนั้น มันมีเหตุผลการเลือกหมด มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ" ปรัชญา กล่าว

สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่แค่การเล่าเรื่องให้ดี แต่ต้องเข้าใจกลไกที่ทำให้คนอยากกดดู และอยากอยู่กับเรื่องจนจบ

สร้าง "หนัง" แต่หลงลืมการสร้าง "คนดู"

อีกหนึ่งมุมมองที่น่าสนใจมาจาก กฤตวิทย์ หริมเทพาธิป ผู้ผลักดันแนวคิด “ไมโครซิเนมา” ซึ่งชี้ว่า สิ่งที่อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยกำลังขาดแคลน ไม่ใช่บุคลากรฝั่งผู้ผลิต แต่คือการสร้างฐานผู้ชมที่พร้อมเปิดรับงานรูปแบบใหม่

หนังไทยจะไปทางไหน ในวันที่คนดูย้ายมาอยู่บนหน้าจอมือถือ

เขาอธิบายว่า การเสพ “คอนเทนต์” บนมือถือกับการชม “ภาพยนตร์” เป็นคนละประสบการณ์กัน เพราะภาพยนตร์คือการร่วมเดินทางทางอารมณ์และความคิด ที่ช่วยสร้างบทสนทนาและองค์ความรู้ใหม่ให้กับผู้ชม

"เราสร้างคนทำหนังขึ้นมาแบบเยอะแยะมากมายเลย แล้วคนดูอยู่ไหนครับ? เราฉายหนังแล้วบ่นกันเสมอว่าฉายหนังออกมาแล้ว ลงทุนเปิดตัวใหญ่โต มีคนดูอยู่รอบละ 3 คน 5 คน อย่างนี้อุตสาหกรรมมันโตไม่ได้...ถ้าเราไม่สร้างคนดูที่พร้อมจะเปิดรับหนังใหม่ๆ"

หนังไทยจะไปทางไหน ในวันที่คนดูย้ายมาอยู่บนหน้าจอมือถือ

กฤตวิทย์ยกตัวอย่างอุตสาหกรรมภาพยนตร์เกาหลีใต้ ซึ่งเคยเติบโตอย่างแข็งแกร่ง แต่เริ่มเผชิญภาวะชะลอตัวในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเพราะขาดการทดลองวิธีเล่าเรื่องใหม่ๆ และวนอยู่กับสูตรสำเร็จเดิม

หากอุตสาหกรรมไทยยังผลิตหนังตามกระแสเพียงอย่างเดียว ไม่ว่าจะเป็นหนังผี หนังซอมบี้ หรือแนวที่เคยประสบความสำเร็จ วันหนึ่งผู้ชมก็อาจเกิดความอิ่มตัวและหันไปหาทางเลือกอื่น

จาก "ศาสตร์ภาพยนตร์" สู่ "ศิลปะแห่งการหยุดนิ้ว"

เมื่อสมรภูมิหลักย้ายมาอยู่บนหน้าจอมือถือ วิธีคิดเรื่องการเล่าเรื่องก็ต้องเปลี่ยนตาม

พิง ลำพระเพลิง นักเขียนบทและผู้กำกับที่มีสไตล์เฉพาะตัว มองว่า ในยุคที่ผู้ชมพร้อมปัดผ่านทุกอย่างภายใน 2-3 วินาที สิ่งสำคัญที่สุดคือการสร้างความแตกต่างให้เกิดขึ้นทันที

“ถ้าคนอื่นนั่ง ให้เรายืน ถ้าคนอื่นยืน ให้เราเดิน ถ้าคนอื่นเดิน ให้เราวิ่ง ถ้าคู่แข่งวิ่ง ให้เราขึ้นมอเตอร์ไซค์รับจ้าง”

สำหรับเขา ผู้ชมยุคนี้ไม่ได้สนใจว่าตัวละครกำลังคิดอะไร แต่สนใจว่าตัวละครกำลังจะทำอะไรต่อมากกว่า

หนังไทยจะไปทางไหน ในวันที่คนดูย้ายมาอยู่บนหน้าจอมือถือ

พิง เน้นย้ำว่าในยุคนี้ "แอคชั่นสำคัญกว่าคำพูด" เขาจึงเลือกใช้เทคนิคการ "ตัดเอาไคลแมกซ์มาไว้ที่หัวเรื่อง" เพื่อหยุดนิ้วคนดูให้ได้ก่อน แล้วค่อยย้อนกลับไปเล่าว่าเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร โดยยกตัวอย่างเทคนิคที่เขาใช้ในหนังเรื่อง The Pool คือการไม่เล่าตามลำดับเวลา แต่เอาฉากที่ "พีก" ที่สุดมาเปิดเรื่อง

"ผมเลือกตัดเอาตอนที่พระเอกอยู่ก้นสระกับจระเข้มาไว้ตอนต้นเรื่องเลย เพราะถ้ามัวแต่เล่าที่มาที่ไป คนดูจะเบื่อเสียก่อน แต่พอเขาเห็นภาพนั้น เขาจะหยุดดูและเกิดคำถามว่า 'มันไปอยู่ตรงนั้นได้ไง?' นั่นแหละครับคือการทำให้คนหยุดฟังเรา ก่อนที่เราจะพูดสิ่งที่คิดออกไป" พิง เล่า

ด้าน ปรัชญา ปิ่นแก้ว นำเสนอเทคนิค “3 Hook” ซึ่งใช้สอนลูกศิษย์มานานกว่า 20 ปี โดยมองว่าเป็นหัวใจสำคัญของการเล่าเรื่องในยุคดิจิทัล

"ฮุค หมายถึง 3 อย่าง หนึ่งคือ 'เบ็ดตกปลา' ที่เป็นเหยื่อล่อให้คนมาติดกับ สองคือ 'ตะขอ' ที่เกี่ยวให้คนติดอยู่กับเรา และสามคือ 'หมัดฮุค' ที่เราซัดเข้าไปให้คนดูเกิดความรู้สึกทันที...เพราะถ้าคุณเล่าเรื่องไปเรื่อยๆ โดยไม่มีฮุคเลย งานของคุณก็จะราบเรียบจนคนไม่สนใจ” ปรัชญา แนะ

หนังไทยจะไปทางไหน ในวันที่คนดูย้ายมาอยู่บนหน้าจอมือถือ

ภูวดล เนาว์โสภา ผู้กำกับรุ่นใหม่ ที่แจ้งเกิดจากหนัง ตาโขน เสนอมิติการปรับตัวผ่านแนวคิด "Hybrid Storytelling" ให้โดนใจ Gen Z โดยเขาเลือกหยิบทุนวัฒนธรรมท้องถิ่นที่ดูเหมือนจะเก่า มาปรุงใหม่ ด้วยการผสมผสานแนวหนังที่ตื่นเต้นเข้าไป

"เรามีทุนวัฒนธรรมเยอะมาก แต่ถ้าเล่าแบบเดิมเด็กสมัยนี้ก็ไม่ดู แต่พอเราใส่ความสืบสวนสอบสวนและความดราม่าเข้าไปในหนัง มันทำให้การเล่าเรื่องน่าสนใจขึ้นสิ่งสำคัญคือ 'ล็อกไลน์' (Logline) ในหน้าแรกต้องพุ่งเข้าจินตนาการคนอ่านทันที ให้เขารู้สึกว่าเรื่องนี้มันมีแรงฮุคที่ทำให้ต้องอยากรู้ต่อว่าจะเป็นยังไง"

จาก "ทุนมนุษย์" สู่ "พาสปอร์ตทางอาชีพ"

ท่ามกลางความท้าทายนี้ โครงการ “THE NEXTGEN THAICINE : นักสร้างหนังรุ่นใหม่ ปั้นหนังไทยสู่มืออาชีพ” จากความร่วมมือของ สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) หรือ TPQI กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ และมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ จึงเกิดขึ้น ภายใต้แนวคิด “THE DIRECTOR'S CUT : ตัดต่อความฝัน ปั้นนักสร้างหนังรุ่นใหม่ สู่มืออาชีพหนังไทย” เปรียบเป็น “พื้นที่แห่งโอกาส” และ "สนามซ้อมใหญ่" ที่ต้องการเปลี่ยนคนทำสื่อให้กลายเป็นมืออาชีพที่มีมาตรฐาน

หนังไทยจะไปทางไหน ในวันที่คนดูย้ายมาอยู่บนหน้าจอมือถือ

โดยโครงการนี้มุ่งพัฒนาศักยภาพคนรุ่นใหม่ อายุ 20–30 ปี ให้ก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมภาพยนตร์และสื่อสร้างสรรค์อย่างเป็นระบบ ผ่านการเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญในวงการภาพยนตร์ การฝึกปฏิบัติจริง และการรับรองสมรรถนะตามมาตรฐานอาชีพ เพื่อสร้างกำลังคนคุณภาพ รองรับการขยายตัวของเศรษฐกิจสร้างสรรค์และอุตสาหกรรมบันเทิงไทยในอนาคต ที่สำคัญคือโครงการนี้จะมุ่งเน้นการใช้ทุนวัฒนธรรมผ่านแนวคิด “เทรนด์บ้านฉัน” เพื่อนำเรื่องราวชุมชนมาสื่อสารสู่ระดับสากล

ดร.ธนากร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ มองภาพกว้างถึงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชาติด้วยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ โดยเปรียบวัฒนธรรมไทยเหมือน "วัตถุดิบชั้นเลิศ" ที่รอคนปรุงรส และเชื่อมั่นว่าอุตสาหกรรมสื่อต้องเป็นเครื่องจักรตัวใหม่ที่ช่วยประเทศได้จริง

"ต้นทุนทางวัฒนธรรมไม่ใช่ Soft Power ในตัวมันเอง แต่มันคือวัตถุดิบ คุณต้องเอามาปรุงเป็นละคร ซีรีส์ หรือภาพยนตร์ก่อนถึงจะมีพลัง...เรามีความร่ำรวยทางประวัติศาสตร์และความหลากหลายทางวัฒนธรรม แต่เราขาดคนเล่าเรื่องที่มีพลัง" ดร.ธนากร กล่าว

หนังไทยจะไปทางไหน ในวันที่คนดูย้ายมาอยู่บนหน้าจอมือถือ

ด้าน จุลลดา มีจุล ผู้อำนวยการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (TPQI) เน้นย้ำว่าการสร้างคนต้องทำในรูปแบบที่สากลยอมรับ โดยเฉพาะเมื่อกองถ่ายต่างชาติเข้ามาลงทุนในไทยมหาศาลกว่า 5,300 ล้านบาท "ทำอย่างไรให้กองถ่ายต่างชาติที่มาลงทุนในไทยไม่ต้องเอาคนของเขามา แต่ใช้คนไทยนี่แหละที่มีมาตรฐานสากล... ตอนนี้คุณไม่ต้องอาศัยใครมาบอกว่าเก่งแล้ว สถาบันฯ จะให้ใบรับรองที่บอกได้ว่าคุณคือตัวจริงในอาชีพ" นางสาวจุลลดา เผย

ขณะที่ นวรัตน์ วงษ์อรุณ หัวหน้าโครงการฯ เสริมว่าสิ่งที่ทำให้โครงการนี้แตกต่างคือการมอบ "ปริญญาทางอาชีพ"

"ความตั้งใจของเราคือการสร้าง 'ปริญญาทางอาชีพ' ซึ่งเป็นเหมือนพาสปอร์ตยืนยันศักยภาพของน้องๆ 100 ชีวิตในโครงการนี้ ว่าพวกเขามีมาตรฐานใน 3 สายงานหลัก คือ เขียนบท กำกับ และตัดต่อ เพื่อเป็นจุดเริ่มเล็กๆ ที่ส่งหนังไทยกระโดดโลดแล่นในระดับโลกอย่างสง่างาม"

สนามซ้อมใหญ่แห่งอนาคต : รายละเอียดกิจกรรมที่คนมีฝันห้ามพลาด

โครงการ THE NEXTGEN THAICINE ออกแบบมาเพื่อคนรุ่นใหม่อายุ 20-30 ปี โดยเฉพาะประกอบด้วยขั้นตอนที่เข้มข้น

  • Roadshow ทั่วประเทศ เดินสาย 10 สถาบันการศึกษาเพื่อเฟ้นหาหัวกะทิ 10 ทีมสุดท้าย เริ่มคิกออฟที่ มรภ.อุบลราชธานี วันที่ 12 มิ.ย. และปิดท้ายที่ มรภ.สงขลา 30 มิ.ย.
  • Film Camp สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ค่ายอบรม 4 วัน 3 คืน ที่น้องๆ จะได้ลงพื้นที่ "สนามซ้อมจริง" ร่วมกับวิทยากรชั้นครู อาทิ ปรัชญา ปิ่นแก้ว, พิง ลำพระเพลิง และทีมงานมืออาชีพ
  • การผลิตมาตรฐาน Cinema Standard ทุกทีมจะได้รับทุนสนับสนุนเพื่อผลิตหนังสั้นยาว 7 นาที ด้วยคุณภาพ 4K เพื่อเตรียมฉายรอบปฐมทัศน์ในโรงภาพยนตร์ House สามย่าน ในเดือนสิงหาคม
  • การรับรองสมรรถนะ ผู้ผ่านกระบวนการจะได้รับหนังสือรับรองจาก TPQI ใน 3 สาขาหลัก คือ นักเขียนบท ผู้กำกับ และการตัดต่อ

"ภาพยนตร์" วันนี้อาจกำลังเปลี่ยนรูปทรงไปตามขนาดของหน้าจอที่เล็กลง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าคุณค่าของมันจะลดน้อยลงตามขนาดของกระจกสมาร์ทโฟน ในทางกลับกัน นั่นคือการบีบให้คนทำหนังไทยต้อง "คม" ยิ่งขึ้น "จริง" ยิ่งขึ้น และ "ลึก" ยิ่งขึ้น เพื่อพิสูจน์ตนเองในเวทีโลก

โครงการ THE NEXTGEN THAICINE จึงไม่ได้เป็นเพียงการอบรมทางเทคนิค แต่มันคือการ "ตัดต่อความฝัน" และสร้างฟันเฟืองที่แข็งแรง ให้กับระบบนิเวศสื่อไทย เพราะท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าหน้าจอจะย่อส่วนลงเพียงใด หรือเทคโนโลยี AI จะก้าวล้ำเพียงไหน แต่ "หัวใจ" ของการสื่อสารยังคงเป็นเรื่องของความรู้สึกมนุษย์

ในโลกที่ทุกคนมีหน้าจอเป็นของตัวเอง... คนที่จะอยู่รอดไม่ใช่คนที่เล่าเรื่องได้ดังที่สุด แต่คือคนที่เล่าเรื่องได้ "โดนใจ" ที่สุด จนคนดูยอมละทิ้งปลายนิ้วเพื่อหยุดนิ่งและจมดิ่งไปกับโลกที่เขาสร้างขึ้น ในเฟรมที่ไร้ขีดจำกัดของภาพยนตร์ไทยอย่างแท้จริง

หนังไทยจะไปทางไหน ในวันที่คนดูย้ายมาอยู่บนหน้าจอมือถือ

ผู้สนใจสามารถสมัครร่วมทีม 10 คน และส่ง Pitch Deck ได้ถึงวันที่ 10 กรกฎาคมนี้ ดูรายละเอียดเพิ่มเติม Facebook : THE NEXTGEN THAICINE