เมื่อ AI กลายเป็นสนามแข่งขันที่ทุกองค์กรไม่อยากตกขบวน หลายบริษัทเริ่มโยกงบประมาณจากงบดูแลพนักงาน ไปสู่การลงทุนด้านเทคโนโลยี ล่าสุดมีหลายๆ บริษัทในสหรัฐประกาศงดขึ้นเงินเดือนประจำปี ขณะที่อีกแห่งระงับเงินสมทบกองทุนเกษียณเพื่อเก็บเงินไปพัฒนา AI แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชีพเตือนว่า การตัดสินใจเช่นนี้อาจสร้างผลกระทบระยะยาว
ขณะที่พนักงานจำนวนมากกำลังกังวลว่า AI อาจเข้ามาแย่งงานในอนาคต ซึ่งถือว่ายังไม่เห็นภาพแน่ชัด แต่สิ่งที่พวกเขาพบว่าเกิดขึ้นแล้วแน่ๆ ในวันนี้ ก็คือ เทคโนโลยีดังกล่าวเริ่มส่งผลกระทบต่อรายได้พนักงานแล้ว
ตามรายงานของ Business Insider ระบุว่า เมื่อต้นปีที่ผ่านมา บริษัทซอฟต์แวร์คลาวด์ระดับโลก Teradata แจ้งพนักงานกว่า 5,100 คนว่าจะไม่มีการปรับขึ้นเงินเดือนประจำปีในปีนี้ เนื่องจากบริษัทต้องการโยกงบประมาณไปลงทุนด้าน AI มากขึ้น
ไม่ใช่แค่ Teradata ที่เลือกลงทุนใน AI แทนสวัสดิการพนักงาน อีกตัวอย่างหนึ่งคือ TTEC บริษัทด้านเทคโนโลยีและบริการลูกค้า ที่แจ้งพนักงานในสหรัฐฯ กว่า 15,000 คนเมื่อเดือนเมษายน ที่ผ่านมาว่า บริษัทจะระงับการจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนเกษียณประเภท 401(k) ไปจนถึงสิ้นปี 2026
ลอรา บัตเลอร์ (Laura Butler) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลของบริษัท ระบุในบันทึกภายในเมื่อวันที่ 30 เมษายนว่า มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อ "ปกป้องความแข็งแกร่งของบริษัทในระยะยาว"
ด้านบริษัทชี้แจงกับ Business Insider ว่า การลดภาระค่าใช้จ่ายส่วนนี้จะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นทางการเงิน ทำให้สามารถนำเงินไปลงทุนในโครงการฝึกอบรมด้าน AI การรับรองทักษะ AI รวมถึงเครื่องมืออัตโนมัติและเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนด้วย AI ได้มากขึ้น
ผู้บริหารกว่า 50% เผย เตรียมหั่นโบนัสพนักงาน เอาเงินไปลง AI
แนวโน้มดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่บริษัท ยืนยันจากผลสำรวจล่าสุดของ Resume Builder ที่สอบถามผู้นำธุรกิจ 866 คน พบว่า ผู้บริหารมากกว่า 50% มีแผนลดค่าใช้จ่ายด้านค่าตอบแทนพนักงาน และนำงบประมาณดังกล่าวไปลงทุนใน AI แทน
หลายองค์กรระบุว่าพวกเขากำลังลดโบนัส ลดหุ้นตอบแทนพนักงาน (Equity Awards) รวมถึงชะลอการขึ้นเงินเดือน เพราะเชื่อว่า การลงทุนใน AI จะช่วยสร้างรายได้ เพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม สเตซี ฮัลเลอร์ (Stacie Haller) ที่ปรึกษาด้านอาชีพประจำ Resume Builder ซึ่งมีประสบการณ์ในวงการสรรหาบุคลากรมากกว่า 30 ปี มองว่า หลายองค์กรอาจกำลังตัดสินใจเร็วเกินไป โดยยังไม่ได้คิดถึงผลกระทบระยะยาวอย่างรอบด้าน
เธอบอกกับ Fortune ว่า "ตอนนี้บริษัทต่างๆ ถูกกดดันอย่างหนักให้ต้องล้ำหน้าและนำ AI มาใช้ พวกเขาเชื่อว่า AI จะช่วยลดจำนวนพนักงานและประหยัดเงินได้มหาศาล แต่ปัญหาคือ ทุกคนกำลังแข่งขันเพื่อไปให้เร็วกว่าคู่แข่ง จริงๆ แล้วพวกเขาแทบไม่รู้เลยว่า หลังจากนั้นองค์กรจะต้องการบุคลากรแบบไหน"
ฮัลเลอร์มองว่า การตัดงบขึ้นเงินเดือนและสวัสดิการอาจเป็นอีกวิธีหนึ่งในการผลักดันให้พนักงานบางส่วนลาออกเอง แทนที่จะต้องประกาศปลดพนักงานจำนวนมากแล้วอ้างเหตุผลเรื่องใช้ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพงาน
อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์ดังกล่าวอาจย้อนกลับมาทำร้ายองค์กรในระยะยาว เพราะพนักงานฝีมือดีมักมีทางเลือกมากกว่า และสามารถย้ายไปหาบริษัทที่ให้ค่าตอบแทนดีกว่าได้ "คนเราจำเรื่องพวกนี้ได้นาน พนักงานจะจำได้ว่าครั้งหนึ่งไม่ได้โบนัสเพราะบริษัทเอาเงินไปลงทุน AI และถ้าสุดท้ายมันไม่ได้ผล ฉันคิดว่านั่นจะเป็นจุดจบที่ไม่สวย"
ด้าน เจนยูอารี มาคโฮลด์ (January Machold) โฆษกของ Teradata ปฏิเสธให้ความเห็นโดยตรงเกี่ยวกับการระงับการขึ้นเงินเดือน แต่ยืนยันว่าบริษัทกำลังลงทุนด้าน AI อย่างจริงจัง บริษัทกำลังลงทุนทั้งในส่วนผลิตภัณฑ์และบริการ รวมถึงการพัฒนาแพลตฟอร์ม Agentic AI แบบอัตโนมัติรุ่นใหม่
"นี่คือการลงทุนที่เป็นรูปธรรมทั้งในด้านนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ ลูกค้า และอุตสาหกรรมที่พึ่งพา Teradata สำหรับภารกิจสำคัญทางธุรกิจ เรามั่นใจในทิศทางของบริษัท"
ไม่ขึ้นเงินเดือนในยุคเงินเฟ้อ เท่ากับรายได้ลดลงโดยปริยาย
จาเร็ด โป๊ป (Jared Pope) ทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายแรงงาน สวัสดิการ และทรัพยากรบุคคล รวมถึงผู้ก่อตั้งบริษัท Work Shield มองว่า การไม่ปรับขึ้นเงินเดือนในปีที่อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 3.8% แทบไม่ต่างจากการลดค่าจ้างทางอ้อม
อย่างไรก็ตาม เขาเชื่อว่าสิ่งนี้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในแนวคิดการบริหารคนขององค์กร ในอดีต การขึ้นเงินเดือนมักเชื่อมโยงกับอายุงาน แต่วันนี้ คนที่สร้างผลกระทบทางธุรกิจได้อย่างชัดเจนในระยะสั้น จะเป็นคนที่ได้รับค่าตอบแทนสูงกว่า"
เขาอธิบายว่า นายจ้างในปัจจุบันให้ความสำคัญกับพนักงานที่สามารถสร้างผลลัพธ์ให้ธุรกิจในอีก 3 เดือนข้างหน้ามากกว่าพนักงานที่อาจสร้างคุณค่าในอีก 2 ปีข้างหน้า
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับ Teradata และบริษัทอื่นๆ อีกหลายแห่ง กำลังบอกเราว่า การแข่งขันด้าน AI นั้นรุนแรงขึ้นในภาคธุรกิจทั่วโลก หลายองค์กรกำลังเร่งอัดฉีดงบประมาณเข้าสู่เทคโนโลยีดังกล่าว เพราะเกรงว่าจะเสียเปรียบคู่แข่งหากปรับตัวไม่ทัน
ยืนยันจากรายงานของ Gartner บริษัทวิจัยด้านธุรกิจและเทคโนโลยี ที่คาดการณ์ว่า การใช้จ่ายด้าน AI ทั่วโลกจะพุ่งแตะ 2.53 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2026 ก่อนเพิ่มขึ้นเป็น 3.34 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2027 สะท้อนว่าการแข่งขันด้าน AI กำลังกลายเป็นหนึ่งในสนามลงทุนที่ใหญ่ที่สุดของภาคธุรกิจในปัจจุบัน
ปัญหาอาจไม่ใช่เรื่องเงิน แต่อยู่ที่การสื่อสาร
แม้หลายคนจะมองว่าการไม่ขึ้นเงินเดือนเป็นประเด็นหลัก แต่โป๊ปเชื่อว่าปัญหาที่แท้จริงอยู่ที่วิธีการสื่อสารมากกว่า หากบริษัทอธิบายเหตุผลได้ชัดเจนและโปร่งใส พนักงานจะยอมรับการเปลี่ยนแปลงได้มากขึ้น แต่หากการสื่อสารขาดความชัดเจน องค์กรจะเห็นระดับความไม่พอใจของพนักงานเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก
เขายังเตือนด้วยว่า การบอกพนักงานตรงๆ ว่าเงินที่เคยใช้ขึ้นเงินเดือนถูกนำไปลงทุนใน AI อาจกระตุ้นให้เกิดการลาออกมากขึ้น แม้ว่านั่นจะเป็นความจริงก็ตาม
อีกแนวทางหนึ่งที่หลายองค์กรเริ่มใช้เพื่อลดจำนวนพนักงาน คือโครงการลาออกโดยสมัครใจ (Voluntary Layoffs) โดเมนิก คามาโช โมแรน (Domenique Camacho Moran) หุ้นส่วนของสำนักงานกฎหมายด้านแรงงาน Farrell Fritz เคยให้สัมภาษณ์กับ Fortune ว่า วิธีนี้เปิดโอกาสให้นายจ้างสามารถมอบแรงจูงใจทางการเงินแก่พนักงาน ที่กำลังคิดจะย้ายงานอยู่แล้ว
แทนที่จะส่งสัญญาณว่าพนักงานทำงานได้ไม่ดี บริษัทสามารถสื่อสารใหม่ได้ว่า "ไม่ใช่ว่าเราไม่พอใจผลงานของคุณ แต่หากคุณกำลังคิดว่าถึงเวลาต้องก้าวต่อไป เราพร้อมมอบแรงจูงใจให้ เพราะบริษัทจำเป็นต้องลดจำนวนพนักงานลง"
ท้ายที่สุด การลงทุนใน AI อาจเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการแข่งขันทางธุรกิจ แต่ก็อย่าลืมว่า เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่ข้อได้เปรียบที่ยั่งยืน หากองค์กรสูญเสียความไว้วางใจจากพนักงานไปพร้อมกัน
ในวันที่ทุกบริษัทสามารถซื้อเครื่องมือ AI ชุดเดียวกันได้ สิ่งที่อาจสร้างความแตกต่างไม่ใช่ตัวเทคโนโลยี แต่เป็นความสามารถในการรักษาคนเก่งเอาไว้ และทำให้พนักงานรู้สึกว่าพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของอนาคตที่องค์กรกำลังสร้างขึ้น
อ้างอิง: Fortune, ResumeBuilder, Businessinsider, 401k contributions benefit, Gartner


