ห้วงเวลาแห่งความโศกเศร้าอาลัยอย่างสุดซึ้งได้เกิดขึ้นแก่พสกนิกรชาวไทยทั้งประเทศ หลังสำนักพระราชวังมีแถลงการณ์เรื่อง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา สิ้นพระชนม์ เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 นำมาซึ่งความวิปโยคและอาลัยอย่างหาที่สุดมิได้
หากแต่ในความวิปโยคนั้น หัวใจของคนไทยทุกคนต่างน้อมรำลึกถึงภาพจำอันงดงามของ “พระองค์ภา” เจ้าฟ้าผู้ทรงเป็นพลังขับเคลื่อนสังคมยุคใหม่ ทรงอุทิศพระวรกายและทรงใช้พระอัจฉริยภาพด้านกฎหมาย รวมถึงน้ำพระทัยอันเปี่ยมด้วยความเมตตาในการทรงงานที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ตลอดเส้นทางการทรงงาน ทรงมุ่งใช้ความรู้ ความเพียร และการให้โอกาส พลิกฟื้นชีวิตผู้ด้อยโอกาสให้กลับมายืนหยัดในสังคมได้อย่างมีศักดิ์ศรีและมีอนาคตที่ดีขึ้น
แรงบันดาลพระทัยและพระดำรัสสถิตใจราษฎร์
หากย้อนรอยถึงจุดเริ่มต้นแห่งพระเมตตาอันยิ่งใหญ่ พระองค์ทรงเคยเล่าถึงแรงบันดาลพระทัยในการทำงานช่วยเหลือสังคมว่า เกิดจากการที่ได้ทรงซึมซับพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ดังที่มีพระดำรัสความตอนหนึ่งว่า
“การที่ได้ตามเสด็จคุณตา ไปตามที่ต่างๆ เห็นท่านทำงานเพื่อประชาชนมาตลอด จึงเกิดความซึมซับ และคิดว่าเมื่อโตขึ้นอยากจะทำงานที่เกิดประโยชน์ให้กับประชาชนและประเทศชาติ”
จากแรงบันดาลพระทัยดังกล่าวเมื่อผสานเข้ากับพระอัจฉริยภาพ และพระปรีชาสามารถในฐานะ “เจ้าฟ้าหญิงนักกฎหมาย” พระองค์ได้ก้าวสู่เส้นทางการทรงงานเพื่อสร้างความเท่าเทียมในสังคมอย่างลึกซึ้ง มุ่งเน้นช่วยเหลือกลุ่มคนที่ขาดโอกาสในกระบวนการยุติธรรม
โดยหลังจากทรงสำเร็จการศึกษาด้านกฎหมาย พระองค์เสด็จฯ ไปยังทัณฑสถานหญิงกลาง และทรงสะเทือนพระทัยในสภาพความยากลำบากของผู้ต้องขังหญิง รวมถึงเด็กติดผู้ต้องขัง (บุตรที่เกิดจากมารดาซึ่งต้องโทษจำคุก) จึงพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวน 300,000 บาท เป็นทุนตั้งต้นในการก่อตั้ง “โครงการกำลังใจ” ขึ้นมาเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2549 เพื่อยื่นโอกาสและเติมเต็มการช่วยเหลือในส่วนที่ภาครัฐยังเข้าไม่ถึง
ทั้งนี้ ในพิธีเปิดงานครบรอบ 10 ปี ของการดำเนินงานโครงการฯ เมื่อปี 2559 พระองค์ตรัสเล่าถึงพระปณิธาน ความว่า
“ข้าพเจ้าเริ่มโครงการนี้ ประการหนึ่งเพราะได้แรงบันดาลใจจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงงานเพื่อช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสในสังคมไทย อีกประการหนึ่ง เมื่อข้าพเจ้าได้ศึกษาด้านนิติศาสตร์ และต่อมาได้ทำงานที่เกี่ยวข้อง จึงเห็นว่า เป็นปัญหากลุ่มคนด้อยโอกาส ไม่สามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้ จึงเป็นที่มาของการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส ในกระบวนการยุติธรรมที่เริ่มต้นจากผู้ต้องขัง”
‘โครงการกำลังใจ’ สู่ ‘ข้อกำหนดกรุงเทพ’ มาตรฐานยุติธรรมระดับโลก
พระองค์ทรงให้ความสำคัญกับกลุ่มผู้ต้องขังหญิงที่ตั้งครรภ์และเด็กอ่อนอย่างมาก โดยทรงเน้นย้ำถึงสิทธิขั้นพื้นฐานและการให้โอกาสแก่เด็กบริสุทธิ์ ดังที่เคยมีพระดำรัสตอนหนึ่งความว่า
“เด็กที่เกิดในเรือนจำเขาไม่ได้ทำความผิดอะไร เขาควรได้รับโอกาสในการเติบโตอย่างมีคุณภาพ และได้รับการดูแลที่ถูกต้องตามหลักสุขอนามัย”
นอกจากนี้ ในการเสด็จไปทรงติดตามการดำเนินงานของโครงการกำลังใจ ณ เรือนจำชั่วคราวแคน้อย จังหวัดเพชรบูรณ์ เพื่อทอดพระเนตรการพัฒนาพฤตินิสัย และการน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ พระองค์ทรงให้ความเป็นกันเอง ทรงรับฟัง และประทานกำลังใจแก่ผู้ต้องขังอย่างใกล้ชิด โดยมีพระปฏิสัณถารความตอนหนึ่งว่า
“ดีใจที่ได้มาเจอทุกคนในวันนี้ งานที่นี่อาจจะหนัก แต่ไม่แออัด หากในอนาคตสามารถฝึกวิชาชีพและนำไปประกอบอาชีพที่ดีได้ ก็อาจจะมาเป็นบุคคลต้นแบบให้กับโครงการ”
พระวิริยอุตสาหะนี้ไม่เพียงแต่ช่วยชุบชีวิตผู้ก้าวพลาดในประเทศเท่านั้น แต่ยังช่วยผลักดันให้ประเทศไทยสามารถสร้างมาตรฐานสากลในเวทีโลก ด้วยการผลักดันแนวปฏิบัติสหประชาชาติ ว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิง หรือที่รู้จักกันทั่วโลกในนาม “ข้อกำหนดกรุงเทพ” (Bangkok Rules) ซึ่งเป็นมรดกทางปัญญาที่ทรงเน้นย้ำเสมอว่า กระบวนการยุติธรรมต้องควบคู่ไปกับความเห็นอกเห็นใจ โดยทรงเคยตรัสถึงหลักการนี้ความว่า
“การลงโทษผู้กระทำความผิดเป็นสิ่งจำเป็นตามกฎหมาย แต่การคืนคนดีสู่สังคมและการให้โอกาสพวกเขาได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ ก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยสร้างสังคมที่ปลอดภัยและยั่งยืนได้เช่นกัน”
น้ำพระทัยอาสา “เพื่อนพึ่ง (ภาฯ)” ในยามยาก
ในมิติของการบรรเทาทุกข์เมื่อยามปวงชนต้องเผชิญมหันตภัย ภาพของพระองค์ที่ทรงทุ่มเททำงานร่วมกับ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ยังคงตราตรึงใจไม่เสื่อมคลาย
พระองค์ทรงเป็นแกนหลักในการระดมทุน คัดแยกสิ่งของ และเสด็จไปทรงเยี่ยมราษฎรผู้ประสบอุทกภัยด้วยพระองค์เองในถิ่นทุรกันดาร ไม่ว่าจะยากลำบากเพียงใดก็ทรงลุยน้ำลุยโคลนเพื่อพระราชทานถุงยังชีพบรรเทาทุกข์อย่างทันท่วงที ในทุกครั้งพระองค์จะทรงเน้นย้ำกับเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครทุกคนถึงหัวใจของการทำงานช่วยเหลือประชาชน โดยทรงมีพระดำรัสเตือนใจความว่า
“การช่วยเหลือผู้ประสบภัย ต้องทำด้วยความรวดเร็วและทั่วถึง เพราะความเดือดร้อนของประชาชนรอไม่ได้ เราต้องใส่ใจในทุกรายละเอียด เพื่อให้ของที่ส่งไปถึงมือพวกเขาสามารถเยียวยาความทุกข์ได้จริง”
ครั้งหนึ่งในคราวระดมความช่วยเหลือและรับบริจาคสิ่งของ ทรงมีพระดำรัสอย่างเด็ดเดี่ยวและซื่อตรงต่อหน้าพสกนิกรเพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริจาคความว่า
“เรารับเงิน เราไม่เอาไปทำอย่างอื่นนะ... เงินทุกบาทเข้ามูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย เพื่อนำไปช่วยพี่น้องประชาชนที่เดือดร้อนจริงๆ”
วันนี้ แม้การสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ จะนำมาซึ่งหยาดน้ำตาและความโศกเศร้าอาลัยอย่างสุดซึ้งของพสกนิกรชาวไทยทั้งประเทศ แต่เรื่องราวบทบาทการทรงงาน และน้ำพระทัยอันงดงามของพระองค์จะสถิตอยู่ตราบนานเท่านาน


