วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน 2569

Login
Login

อยู่กับโลกที่เหนื่อยล้า ด้วย Destress Economy ใช้ความสบายใจนำทาง

อยู่กับโลกที่เหนื่อยล้า ด้วย Destress Economy ใช้ความสบายใจนำทาง

“ช่วงนี้เป็นไงบ้าง?” อาจเป็นคำทักทายธรรมดา แต่หลายครั้งคำตอบที่อยู่ในใจกลับไม่ง่ายนัก หลายคนไม่ได้เหนื่อยล้าจากงานอย่างเดียว แต่เหนื่อยจากการใช้ชีวิตท่ามกลางความไม่แน่นอนหลายชั้น ทั้งเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ ข่าวสงคราม การเมืองในและระหว่างประเทศ ปัญหาสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีที่เร่งจังหวะชีวิต และความคาดหวังว่าทุกคนต้องพร้อม ปรับตัวเร็ว และทำงานได้แทบตลอดเวลา

ความเหนื่อยแบบนี้จึงไม่ใช่เรื่องส่วนตัวของใครคนใดคนหนึ่งอีกต่อไป แต่ค่อย ๆ กลายเป็นสภาพแวดล้อมร่วมของคนยุคเรา

นี่คือจุดเริ่มต้นของแนวคิด Destress Economy หรือเศรษฐกิจที่ใช้ “ความสบายใจ” และ “คุณภาพชีวิต” เป็นฐานในการสร้างมูลค่า แนวคิดนี้ไม่ได้หมายถึงการขายความผ่อนคลายแบบฉาบฉวย หรือทำให้ทุกอย่างกลายเป็นสินค้าเพื่อฮีลใจ แต่คือการมองว่า ในโลกที่ผู้คนเหนื่อยล้า สิ่งที่ช่วยให้คนพัก ฟื้น ใช้ชีวิตง่ายขึ้น และรู้สึกกลับมาเป็นเจ้าของจังหวะชีวิตของตัวเอง อาจกลายเป็นคุณค่าทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ได้

รายงาน How’s Life? 2024 ของ OECD ชี้ว่า หลัง Covid-19 โลกยังต้องรับมือกับแรงกระแทกหลายด้าน ทั้งวิกฤติค่าครองชีพ ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม รายงานนี้เสนอว่า การมองความก้าวหน้าของสังคมด้วยตัวชี้วัดเดียวไม่พออีกต่อไป แต่ต้องมองให้ครบทั้งเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม สุขภาวะ ความสัมพันธ์ และทรัพยากรสำหรับอนาคตไปพร้อมกัน

อยู่กับโลกที่เหนื่อยล้า ด้วย Destress Economy ใช้ความสบายใจนำทาง

พูดง่าย ๆ คือชีวิตที่ดีไม่ใช่คำสวย ๆ ในเชิงนโยบาย แต่กำลังกลายเป็นวิธีคิดใหม่ของการพัฒนา สัญญาณนี้เห็นชัดในโลกการทำงาน ข้อมูลจาก IOSH หรือ Institution of Occupational Safety and Health ระบุว่า 67% ของผู้นำองค์กรใน 22 ประเทศเห็นว่าปัญหา Health, Safety และ Well-being ในที่ทำงานเพิ่มขึ้นในปีที่ผ่านมา

ขณะที่ 55% มองว่า Mental Health เช่น ความเครียด ความวิตกกังวล และภาวะซึมเศร้า เป็นความท้าทายหลักของพนักงาน สอดคล้องกับบทความของ The Guardian ที่อธิบายว่า Burnout ไม่ใช่แค่ความเหนื่อย แต่เกี่ยวข้องกับความอ่อนล้าทางอารมณ์ ความรู้สึกถอยห่างจากงาน และประสิทธิภาพที่ลดลง

เมื่อแรงกดดันเหล่านี้กลายเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ความต้องการของผู้คนจึงไม่ใช่แค่การได้พักชั่วคราว แต่คือการใช้ชีวิตที่ไม่บีบคั้นเกินไป ผู้คนเริ่มมองหาสินค้า บริการ พื้นที่ และประสบการณ์ที่ช่วยลดแรงเสียดทานในชีวิต ตั้งแต่การนอนที่ดีขึ้น อาหารที่ทำให้รู้สึกสบายใจ การเดินทางที่ไม่เร่งรีบ พื้นที่สีเขียว การดูแลสุขภาพใจ กิจกรรมสร้างสรรค์ ความเชื่อ พิธีกรรม ไปจนถึงเมืองที่ทำให้ชีวิตประจำวันง่ายขึ้น ความต้องการแบบนี้เริ่มมีมูลค่าทางเศรษฐกิจจริง

รายงาน Global Wellness Economy Monitor 2025 ของ Global Wellness Institute ระบุว่า มูลค่า Wellness Economy โลกแตะ 6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 เติบโต 7.9% จากปีก่อนหน้า และคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ย 7.6% ต่อปี จนเข้าใกล้ 9.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2029 ตัวเลขนี้ไม่ได้หมายความว่า Wellness Economy คือ Destress Economy ทั้งหมด แต่ช่วยยืนยันว่า ผู้บริโภคทั่วโลกกำลังให้มูลค่ากับสิ่งที่ทำให้ชีวิตดีขึ้นมากกว่าเดิม

อยู่กับโลกที่เหนื่อยล้า ด้วย Destress Economy ใช้ความสบายใจนำทาง

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกอย่างที่ทำให้คนรู้สึกสบายใจจะต้องถูกแปลงเป็นสินค้าเสมอไป หลายสิ่งช่วยพยุงใจได้โดยไม่ต้องผ่านการซื้อขาย เช่น การใช้เวลาในธรรมชาติ การได้อยู่กับเพื่อน หรือการเข้าถึงศิลปะ ดนตรี และวัฒนธรรม จุดนี้สำคัญ เพราะถ้าผลัก Destress Economy ไปสุดทางโดยไม่ระวัง มันอาจกลายเป็นแค่การทำให้ความเครียดของผู้คนกลายเป็นสินค้าแพง ๆ อีกชุดหนึ่ง แทนที่จะช่วยให้ชีวิตดีขึ้นจริง 

ประเทศไทยมีเหตุผลที่จะถูกพูดถึงในบทสนทนานี้ เพราะเรามีต้นทุนเดิมหลายอย่างที่สัมพันธ์กับความสบายใจอยู่แล้ว ทั้งอาหาร การบริการ วัฒนธรรม ความเชื่อ กิจกรรม ธรรมชาติ ชุมชน และวิถีชีวิตที่ยังมีจังหวะของการอยู่ร่วมกัน แต่โจทย์ของไทยไม่ใช่แค่การบอกว่าเรามีของดีอยู่แล้ว

โจทย์ที่ยากกว่าคือ จะมองต้นทุนเหล่านี้ผ่านกรอบเศรษฐกิจใหม่ และแปลงให้เป็นคุณค่าที่ตอบโจทย์ชีวิตของผู้คนได้อย่างไร ขณะเดียวกัน เราก็ไม่ควรมองเรื่องนี้เฉพาะด้านบวก

รายงานสุขภาพคนไทย 2569 โดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า คนไทยมีอายุคาดเฉลี่ย 75.6 ปี แต่อายุคาดเฉลี่ยของการมีสุขภาวะอยู่ที่ 68.7 ปี เท่ากับมีช่วงชีวิตที่อยู่กับภาวะเจ็บป่วยหรือพึ่งพิงยาวถึง 6.9 ปี หรือพูดให้สั้นลงคือ เรากำลังเผชิญโจทย์ “อายุยืนแต่ป่วยนาน”

อยู่กับโลกที่เหนื่อยล้า ด้วย Destress Economy ใช้ความสบายใจนำทาง

เพราะฉะนั้น Destress Economy สำหรับไทยจึงไม่ควรถูกจำกัดอยู่แค่การท่องเที่ยวหรือการพักผ่อน แต่ควรถูกมองเป็นโจทย์เชิงนโยบายและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ระดับประเทศว่า เราจะออกแบบชีวิตที่คนอยู่ดีขึ้นได้อย่างไร ตั้งแต่การกิน การพัก การเดินทาง การทำงาน การดูแลสุขภาพกายใจ ไปจนถึงการออกแบบเมืองและบริการสาธารณะ 

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หรือ CEA เริ่มหยิบแนวคิดนี้มาขยายผลผ่านเทศกาลงานออกแบบปักษ์ใต้ 2568 หรือ Pakk Taii Design Week 2025 โดยใช้ภาคใต้เป็นสนามทดลองของการเปลี่ยนสินทรัพย์ท้องถิ่นให้กลายเป็นสินค้า บริการ และประสบการณ์ที่มีคุณค่าทางอารมณ์ ต่อเนื่องมาในปีนี้ แนวคิด Destress Economy จะถูกพูดถึงอีกครั้งผ่านการเปิดตัว CEA สำนักภาคใต้ และ TCDC Songkhla พร้อมนิทรรศการ “สัมผัสใต้ บายใจโลก - Southern Soul, Global Sanctuary” ระหว่างวันที่ 19-21 มิ.ย. 2569 ณ TCDC Songkhla (ไม่มีค่าใช้จ่าย)

นิทรรศการนี้ชวนมองภาคใต้ในฐานะพื้นที่ซึ่งมีต้นทุนพร้อมต่อยอดเป็นจุดหมายของการพัก ฟื้น และใช้ชีวิตดีขึ้น ตั้งแต่ธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ ความเชื่อ อาหารท้องถิ่น ไปจนถึงรูปแบบชีวิตใหม่อย่างการเกษียณอย่างสุขใจ