เยอรมนีกำลังส่งสัญญาณชัดเจนว่า ถึงเวลาแล้วที่จะต้องจริงจังกับปัญหาการลาป่วยของแรงงาน หลังตัวเลขล่าสุดพบว่าพนักงานในประเทศลาป่วยเฉลี่ย 14.8 วันต่อปี หรือมากกว่าหนึ่งวันต่อเดือน จนกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการขาดงานสูงที่สุดในยุโรป
โดยหากเทียบกับสหราชอาณาจักรแล้ว ตัวเลขการลาป่วยของพนักงานในเยอรมนีดังกล่าวสูงกว่าถึง 4 เท่า!
ปัญหานี้ไม่ได้กระทบแค่การบริหารงานขององค์กร แต่ยังส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยรวม โดยสถาบันเศรษฐกิจเยอรมัน (German Economic Institute) ประเมินว่า การลาป่วยของแรงงานสร้างต้นทุนให้ภาคธุรกิจสูงถึง 82,000 ล้านยูโร หรือราว 3.1 ล้านล้านบาทต่อปี
รัฐบาลเล็งหักค่าจ้างคนลาป่วยบ่อย ให้โบนัสคนลาป่วยน้อย
ภายใต้กฎหมายปัจจุบันของเยอรมนี พนักงานมีสิทธิได้รับค่าจ้างเต็มจำนวนระหว่างลาป่วยนานสูงสุด 6 สัปดาห์ หรือ 30 วันทำงาน สำหรับอาการป่วยเดียวกัน โดยต้องมีใบรับรองแพทย์
นอกจากนี้ พนักงานยังสามารถลาป่วยได้ถึง 5 วันก่อนที่จะต้องเข้าพบแพทย์เพื่อขอเอกสารรับรองเพิ่มเติม และหากป่วยด้วยโรคใหม่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับอาการเดิม ระยะเวลาสิทธิการลาป่วย 6 สัปดาห์ก็จะเริ่มนับใหม่อีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม พรรคคริสเตียนเดโมแครติกยูเนียน (Christian Democratic Union: CDU) ซึ่งเป็นพรรคแกนนำรัฐบาลเยอรมนี ได้เสนอแนวคิดใหม่ที่จะเปลี่ยนแปลงระบบดังกล่าวอย่างมาก
รายงานของสื่อ Bild ระบุว่า รัฐบาลกำลังพิจารณาหักค่าจ้างพนักงานตั้งแต่วันแรกที่ลาป่วย ขณะเดียวกัน พนักงานที่ลาป่วยไม่เกิน 5 วันต่อปีอาจได้รับโบนัสเป็นแรงจูงใจ ทั้งนี้ เป้าหมายของมาตรการนี้คือการทำให้พนักงานที่มีอาการเจ็บป่วยเล็กน้อย เช่น เป็นหวัด หรือมีอาการไม่รุนแรง เลือกกลับไปทำงานมากกว่าหยุดพักอยู่บ้าน แหล่งข่าวภายในรัฐบาลรายหนึ่งกล่าวว่า
“เป็นเรื่องแน่นอนว่าเยอรมนีมีจำนวนวันลาป่วยสูงที่สุดในยุโรป และพรรคร่วมรัฐบาลทั้งสองฝ่ายต่างต้องการลดตัวเลขนี้ลง”
นายกฯ เยอรมนี วิจารณ์วัฒนธรรมลาป่วยมอง Work-Life Balance ไม่จำเป็น!
แม้จำนวนวันลาป่วยจะลดลงจากช่วงพีคในปี 2023 แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่สร้างความกังวล โดยในปี 2023 มีรายงานระบุว่า พนักงานชาวเยอรมันลาป่วยเฉลี่ยเกือบ 20 วันต่อปี ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ก่อนจะลดลงราว 5 วันในเวลาต่อมา
อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารหลายบริษัทในประเทศยังคงออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่าพนักงานรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z อาจกำลังใช้ช่องว่างของระบบลาป่วยในทางที่ไม่เหมาะสม ขณะที่อัตราการขาดงานยังสูงกว่าหลายประเทศในยุโรป
ด้าน ฟรีดริช เมิร์ซ (Friedrich Merz) นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ก็แสดงจุดยืนต่อประเด็นนี้อย่างตรงไปตรงมา โดยก่อนหน้านี้เขาเคยกล่าวถึงตัวเลขการลาป่วยของพนักงานเฉลี่ย 14.8 วันต่อปีว่า “นั่นเท่ากับเกือบ 3 สัปดาห์ที่ผู้คนในเยอรมนีไม่ได้ทำงานเพราะการเจ็บป่วย มันจำเป็นต้องลางานจริงหรือ?”
ไม่เพียงเท่านั้น เมิร์ซยังเชื่อว่าปัญหาผลิตภาพแรงงานที่ชะลอตัวของประเทศส่วนหนึ่งมาจากทัศนคติในการทำงานของคนเยอรมันเอง ทั้งนี้ ในการปราศรัยครั้งหนึ่ง เขากล่าวว่า
“หากพูดกันตรงๆ Work-Life Balance และการทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์ จะไม่เพียงพอที่จะรักษาระดับความมั่งคั่งของประเทศเอาไว้ได้ในอนาคต เพราะฉะนั้นเราจำเป็นต้องทำงานให้หนักขึ้น”
คำกล่าวดังกล่าวจุดกระแสถกเถียงในวงกว้าง ระหว่างฝ่ายที่เห็นว่าประเทศต้องเพิ่มผลิตภาพและชั่วโมงการทำงาน กับอีกฝ่ายที่มองว่าคุณภาพชีวิตของแรงงานไม่ควรถูกลดความสำคัญลง
ปัญหาที่แท้จริงอาจไม่ใช่ “คนขี้เกียจ” แต่เพราะ Burnout ?
แม้รัฐบาลเยอรมนีจะพยายามแก้ปัญหาด้วยการลดแรงจูงใจในการลาป่วย แต่ข้อมูลจากหลายประเทศกลับสะท้อนภาพอีกด้านหนึ่งว่า การลางานจำนวนมากอาจไม่ได้เกิดจากความขี้เกียจ หากแต่เป็นผลจากภาวะหมดไฟในการทำงาน หรือ Burnout ที่กำลังกลายเป็นวิกฤติระดับโลก
ผลสำรวจชิ้นหนึ่งพบว่า 54% ของพนักงานชาวอเมริกันยอมรับว่า รู้สึกไม่มีความสุขกับงานของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นรู้สึกบางครั้ง หรือรู้สึกแทบจะตลอดเวลา อย่างไรก็ตาม คนทำงานจำนวนมากยังคงไปทำงานตามปกติ นั่งอยู่หน้าโต๊ะทำงาน และฝืนอดทนเผชิญความเครียดอย่างเงียบๆ
ผู้เชี่ยวชาญด้านการทำงานยังพบปรากฏการณ์ใหม่ในกลุ่มพนักงานที่มีผลงานโดดเด่นหรือกลุ่ม Overachiever ซึ่งทำงานหนักต่อเนื่องจนหมดไฟ และเรียกอาการนี้ว่า “Competence Hangover”
ขณะที่งานวิจัยหลายชิ้นชี้ตรงกันว่า คนรุ่นมิลเลนเนียล (Gen Y) เป็นกลุ่มที่เผชิญภาวะหมดไฟมากที่สุด เนื่องจากหลายคนกำลังก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้จัดการระดับกลาง และต้องรับแรงกดดันทั้งจากการบริหารทีมและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ
ในสหราชอาณาจักร วิกฤติสุขภาพจิตในกลุ่มคนทำงานอายุน้อยยังส่งผลให้ความวิตกกังวล ความเครียด และการขาดงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉลี่ยแล้วพนักงานจำนวนไม่น้อยอยู่ในภาวะ “ใจไม่อยู่กับงาน” ประมาณหนึ่งวันต่อสัปดาห์
เมื่อ 'ลาป่วย' กลายเป็นทางหนี จาก 'หัวหน้างานที่เป็นพิษ'
นักวิจัยยังพบว่า หลังยุคโควิด-19 การเมืองในออฟฟิศกลับมารุนแรงขึ้นอีกครั้ง โดยเฉพาะนโยบายการเรียกพนักงานกลับเข้าออฟฟิศ (RTO), การใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน, กระแสปลดพนักงานในหลายอุตสาหกรรม ฯลฯ เหล่านี้ล้วนทำให้ความขัดแย้งในที่ทำงานเพิ่มสูงขึ้น
ในบางกรณี พนักงานที่หมดไฟไม่ได้ลาป่วยเพราะมีอาการเจ็บป่วยทางกายจริงๆ แต่ใช้วันลาป่วยเป็นโอกาสพักฟื้นสภาพจิตใจ หลบหนีสภาพแวดล้อมการทำงานเป็นพิษ หรือแม้แต่ใช้เวลาเพื่อหางานใหม่
..นั่นอาจเป็นคำอธิบายว่าทำไมชาวเยอรมันจำนวนไม่น้อยจึงยังคงลาป่วยบ่อย แม้รัฐบาลจะพยายามหาทางลดตัวเลขดังกล่าวลงก็ตาม
แม้รัฐบาลเยอรมนีจะมองว่าการลาป่วยที่เพิ่มขึ้นกำลังสร้างภาระต้นทุนมหาศาลให้ภาคธุรกิจและฉุดรั้งผลิตภาพของประเทศ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ข้อมูลจากหลายงานวิจัยก็สะท้อนว่า ปัญหาสุขภาพจิต ความเครียด และภาวะหมดไฟจากการทำงาน กำลังกลายเป็นความท้าทายสำคัญของตลาดแรงงานทั่วโลกเช่นกัน
ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าจะทำอย่างไรให้คนลางานน้อยลง แต่คือจะทำอย่างไรให้คนทำงานมีสุขภาวะที่ดีพอจนไม่จำเป็นต้องลางานบ่อยตั้งแต่แรก เพราะในระยะยาว เศรษฐกิจที่แข็งแรงอาจไม่ได้เกิดจากการผลักดันให้ผู้คนทำงานหนักขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยสมดุลระหว่างผลิตภาพทางเศรษฐกิจกับคุณภาพชีวิตของแรงงานควบคู่กันไป
อ้างอิง: Politico.eu, Fortune, Gen Z sick Leave 20 times a year, NewYorkPost


