“เมะ-เคะ” กลายเป็นคำเรียกบทบาทสถานะคู่รักของกลุ่ม LGBTQIA+ เป็นคำที่ใช้เฉพาะกลุ่มในหมู่ “สาววาย” ซึ่งใช้กันมาตั้งแต่ยุค 90 แต่ปัจจุบันถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย และกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศก็โอบรับคำนี้มาใช้ด้วยเช่นกัน
‘เมะ-เคะ’ จุดกำเนิดของวัฒนธรรมวาย
จุดเริ่มต้นของ “วัฒนธรรมวาย” หรือ BL (Boys' Love) มีรากฐานมาจากประเทศญี่ปุ่นในช่วงทศวรรษ 1970 ที่เรียกว่า “ยาโออิ” ซึ่งเป็นคำประสมของวลี “yama nashi, ochi nashi, imi nash”i ที่แปลว่า “ไม่มีจุดสูงสุด ไม่มีจุดจบ และไม่มีความหมาย” เดิมทีใช้เป็นคำบอกประเภทของงานโดจินชิ ที่มีเนื้อเรื่องเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างชายหนุ่ม ต่อมาได้กลายเป็นคำที่ ใช้เรียกรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างชายรักชาย
อย่างไรก็ตาม ในระยะแรกกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศไม่มีส่วนร่วมเกิดขึ้นของวัฒนธรรมวาย เนื่องจากวัฒนธรรมนี้ถูกส่งต่อมาในหมู่ผู้หญิง ซึ่งเป็นทั้งผู้สร้างและผู้เสพคอนเทนต์ หรือที่เรียกว่า “สาววาย” โดยที่ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนรักต่างเพศ ฉะนั้นเรื่องวายจึงไม่ไปเกี่ยวข้องกับ LGBTQIA+ เพราะเรื่องวายเป็นความสัมพันธ์ของผู้ชายที่รักกัน แต่ถูกจินตนาการขึ้นมาโดยผู้หญิงแล้วก็ถูกบริโภคโดยผู้หญิง
บทบาทของตัวละครหลักในการ์ตูนวายแบ่งเป็นสองประเภท โดยแฟน ๆ มักเรียกสั้น ๆ ว่า “เมะ” และ “เคะ” ซึ่ง “เมะ” มาจากคำว่า “เซเมะ” (Seme - 攻め) มีความหมายตรงตัวว่า “ผู้กระทำ” หรือ “ผู้บุก” ในบริบทของสื่อบันเทิงวาย ตัวละครสายเมะมักถูกวางบุคลิกให้มีความเป็นชายสูง มีความมั่นใจ เป็นผู้นำ และมักเป็นฝ่ายเริ่มทำกิจกรรมทางเพศก่อนเสมอ รากศัพท์ของคำนี้ยังมีความเชื่อมโยงกับคำศัพท์ในวงการศิลปะการต่อสู้ของญี่ปุ่น ซึ่งสะท้อนถึงภาพลักษณ์ของการเป็น “ฝ่ายรุก”
ในทางกลับกัน คำว่า “เคะ” ที่ย่อมาจากคำว่า “อูเคะ” (Uke - 受け) แปลว่า “ฝ่ายรับ” ตัวละครในกลุ่มนี้มักถูกนำเสนอผ่านภาพลักษณ์ที่ดูนุ่มนวลกว่า มีความอ่อนไหว และเป็นฝ่ายที่ถูกกระทำในความสัมพันธ์ทางเพศ แม้ว่าในโลกแห่งความเป็นจริงความสัมพันธ์แบบชายรักชายจะมีความลื่นไหลและซับซ้อนกว่านั้น แต่ในวัฒนธรรมวายช่วงเริ่มต้น การแบ่งแยกบทบาทเคะ-เมะอย่างชัดเจนเปรียบเสมือนสูตรสำเร็จที่ทำให้กลุ่มผู้อ่านผู้หญิงเข้าถึงอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครได้ง่ายขึ้น
ด้วยเหตุนี้ ในช่วงทศวรรษ 1990 ได้เกิดเหตุการณ์ “กรณีพิพาทยาโออิ” (Yaoi Ronsō) เมื่อนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิเกย์ได้ออกมาวิจารณ์ว่า งานเขียนแนววายที่ผู้หญิงแต่งขึ้นถือเป็นการฉกฉวยอัตลักษณ์ของเกย์มาสร้างความบันเทิงโดยไม่คำนึงถึงความจริงทางสังคม ข้อพิพาทนี้ดำเนินอยู่หลายปีและกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้สังคมเริ่มหันมามองความแตกต่างระหว่าง “โลกแฟนตาซีของสาววาย” กับ “ชีวิตจริงของเกย์” อย่างจริงจังมากขึ้น
ศัพท์ในวงการวายไทย
วัฒนธรรมวายหลั่งไหลเข้าสู่ประเทศไทยในช่วงยุค 90 โดยเริ่มจากกลุ่มเล็ก ๆ ในหมู่แฟนคลับศิลปินญี่ปุ่น ที่นำโมเมนต์ความใกล้ชิดของศิลปินมาแต่งเป็นเรื่องสั้นหรือฟิกชัน หรือนำเรื่องแต่งมาแปล แล้วถ่ายเอกสารแจกกันอ่าน และพูดคุยกันผ่านเว็บบอร์ดต่าง ๆ เช่น Dek-D และ Thaiboyslove ซึ่งถือว่าเป็นยุคที่อุตสาหกรรมวายไทยยังอยู่ใต้ดินต่อให้มีหนังสือนิยายและมังงะวางขายในร้านหนังสือ แต่ก็ยังอยู่ต้องหลบอยู๋ในหลืบมุมร้าน
จุดเปลี่ยนสำคัญของวงการวายไทยเกิดขึ้นในปี 2014 เมื่อซีรีส์ “รักวุ่น วัยรุ่นแสบ Love Sick The Series” ออกอากาศผ่านช่องฟรีทีวี ซึ่งถือเป็นซีรีส์วายเต็มรูปแบบเรื่องแรกของไทย หลังจากนั้นในปี 2016 “SOTUS The Series พี่ว้ากตัวร้ายกับนายปีหนึ่ง” ก็ได้ออกอากาศตามมา และยิ่งทำให้ “ซีรีส์วาย” กลายเป็นที่รู้จักไปทั่ววงกว้างและมีผู้ชมไปทั่วโลก และมีการผลิตซีรีส์วายออกมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาด จนประเทศไทยกลายเป็นนำในการส่งออกคอนเทนต์ประเภทนี้มาจนถึงปัจจุบัน
ในยุคแรกของวายไทย ตัวละครเคะ-เมะถูกประกอบสร้างขึ้น โดยนำความสัมพันธ์แบบชายหญิงมาครอบทับความสัมพันธ์แบบชายรักชาย โดยตัวละครเคะถูกเรียกอย่างว่า “นายเอก” ซึ่งแผลงมาจากคำว่านางเอก มีลักษณะภายนอกที่ดูตัวเล็ก ผิวขาว มีนิสัยอ่อนหวานคล้ายกับผู้หญิง และต้องคอยให้พระเอก (เมะ) ปกป้อง ซึ่งถือว่าเป็นการสร้าง “โลกในอุดมคติ” ที่ไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของกลุ่มชายรักชายในสังคมไทย
ปฏิเสธไม่ได้ว่า กระแสบริโภคนิยมได้เปลี่ยนให้ตัวละครวายกลายเป็นสินค้าทางเพศอย่างหนึ่ง ทำให้นักแสดงนำในซีรีส์วายไทยส่วนใหญ่ต้องมีหน้าตาและรูปร่างที่ดีตามบรรทัดฐานความงามของสังคม สิ่งนี้ทำให้เรื่องราวของกลุ่มชายรักชายชายขอบ หรือคนทั่วไปที่ไม่ได้มีหน้าตาโดดเด่นถูกละเลยไปจากสื่อกระแสหลัก อีกทั้งยังสร้างภาพจำให้คนทั่วไปมองว่าเกย์ในอุดมคติคือคนที่มีความเป็นชายสูง (Masculine) และต้องแสดงออกให้ดูดีตลอดเวลา
นอกจากนี้ วงการวายไทยยังทำให้เกิด “คู่จิ้น” ซึ่งไม่มีในประเทศต้นกำเนิดอย่างญี่ปุ่น และหลาย ๆ ครั้งก็มีการเซอร์วิสโมเมนต์ให้แฟนคลับ จนบางครั้งคนเข้าใจว่าเป็นทั้งคู่คบกันนอกจอ หล่อเลี้ยงกระแสต่อหลังจากซีนีส์จบ อีกทั้งยังต่อยอดจัดงานแฟนมีตติ้ง คอนเสิร์ต รับพรีเซ็นเตอร์สินค้า สร้างรายได้ให้แก่นักแสดง ซึ่งพฤติกรรมนี้ก็นำมาสู่การเรียกร้องให้ยุติการ “ขายจิ้น” ที่ไม่มีความจริงใจ หรือที่เรียกว่า “Queerbaiting” จากผู้ชมและคนในคอมมูนิตี้บางส่วน
การยอมรับของ LGBTQIA+
เมื่อเข้าสู่ปี 2020 อุตสาหกรรมซีรีส์วายไทย ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เมื่อผู้ชมเริ่มตระหนักถึงประเด็นสิทธิและความหลากหลายทางเพศมากขึ้น ทำให้ซีรีส์วายเริ่มใส่ประเด็นทางสังคมที่กลุ่ม LGBTQIA+ ต้องเจอ เช่น ฐานะทางสังคม ความสัมพันธ์ในครอบครัว ปัญหาการทำงาน การสอดแทรกฉากการรณรงค์เพื่อสิทธิของกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ การค้นหาตัวตน การยอมรับทางสังคม การเหยียดในชุมชน LGBTQIA+ รวมไปถึงสมรสเท่าเทียม เล่าเรื่องในหลากหลายแนวมากขึ้นไม่ได้เป็นเพียงซีรีส์แนวโรแมนติกรักใส ๆ ของวัยเรียนเท่านั้น
นอกจากนี้ ยังเริ่มมีการสลัดภาพจำเคะ-เมะแบบเดิม ๆ เริ่มปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัด ตัวละครเอกอาจไม่จำเป็นต้องผูกติดกับความเป็นชายตามขนบ เคะสามารถ “ออกสาว” ได้ หรือมีรูปร่างตัวสูงใหญ่กว่าเมะ ขณะเดียวกัน เมะก็สามารถเจ็บได้ร้องไห้เป็น ซึ่งเป็นการท้าทายแนวคิดความเป็นชายในอุดมคติ และครอบคลุมความหลากหลายในชุมชน LGBTQIA+ มากขึ้น (แม้ภายในคอมมูนิตี้จะยังมีการเกลียดกลัวความสาวอยู่ก็ตาม)
เมื่ออิงกับความเป็นจริง ลดจินตนาการของผู้แต่งลง ก็เริ่มทำให้เส้นแบ่ง “ซีรีส์วาย” กับ “ซีรีส์เกย์” พร่าเลือนจนแทบจะหายไปในปัจจุบัน แต่อุตสาหกรรมวายยังคงเผชิญกับการวิพากษ์วิจารณ์เรื่อง “การฉกฉวยอัตลักษณ์” ของคนในคอมมูนิตี้ไปใช้เพื่อผลประโยชน์ทางการตลาด นักวิชาการและคนในชุมชนยังคงเรียกร้องให้ผู้สร้างตระหนักถึงสิทธิทางการเมืองและการนำเสนอภาพลักษณ์ที่เป็นจริงมากขึ้น ไม่ใช่เพียงการจำลองโลกในอุดมคติที่ทุกคนยอมรับความเป็นเกย์ได้ทันที ซึ่งขัดกับความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นจริงในสังคมไทย
แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เมื่อวัฒนธรรมวายกลายเป็นกระแสหลัก ก็ทำให้คนทั่วไปเข้าใจกลุ่ม LGBTQIA+ มากขึ้น จนช่วยให้ประเทศไทยเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่ผ่าน “กฎหมายสมรสเท่าเทียม” และกลายเป็น “ซอฟต์พาวเวอร์” ที่สร้างรายได้ให้แก่ประเทศเป็นกอบเป็นกำ
ในปัจจุบัน ซีรีส์วายไทยไม่ได้หยุดอยู่แค่ความรักของเพศชายกับเพศชายเท่านั้น ตอนนี้ “ซีรีส์แซฟฟิก” เพศหญิงที่มีความรู้สึกรักหรือดึงดูดทางเพศและโรแมนติกต่อเพศหญิงด้วยกัน หรือที่เรียกว่า “ยูริ” หรือ GL (Girls' Love) ก็กำลังได้รับความนิยมอย่างมาก ซึ่งทำให้ตัวละครในเรื่องก็หลากหลายตามไปด้วย และมีรูปแบบความรักที่แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นความรักของคนข้ามเพศ ความรักของผู้หญิงกับคนข้ามเพศ หรือความรักของคนข้ามเพศด้วยกันเอง ซึ่งสะท้อนว่าวายไทยก้าวข้ามจากจินตนาการของผู้หญิง มาสู่ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในสังคม
ขณะเดียวกัน กลุ่ม LGBTQIA+ ก็เปิดรับวัฒนธรรมวายด้วยเช่นกัน เริ่มนำ “เมะ-เคะ” มาใช้บ่งบอกบทบาททางเพศของตนเอง ร่วมกับ “รุก” (Top) และ “รับ” (Bottom) คำศัพท์ดั้งเดิมที่ใช้ในคอมมูนิตี้โดยที่สามารถใช้ได้ทั้งชายและหญิง ต่างจากในญี่ปุ่น ที่ถึงแม้เซเมะและอูเคะจะไม่ใช่คำเชิงดูหมิ่น แต่ก็ไม่นิยมมาใช้เรียกกันในชีวิตจริง
ผ่านมากว่าสิบปี นับจากซีรีส์วายเรื่องแรกออกอากาศ วัฒนธรรมวายเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง เปลี่ยนจากเรื่องแต่งเพื่อความบันเทิงของสาววาย กลายเป็นกระบอกเสียงให้แก่กลุ่ม LGBTQIA+ แม้จะยังไม่ได้สะท้อนเรื่องราวทั้งหมดของคนในชุมชน แต่ก็ช่วยให้กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศมีพื้นที่ในสังคมมากกว่าที่เป็นมา ให้ทุกคนรับรู้ว่าพวกเขามีตัวตนอยู่จริง และไม่ได้ต้องการอะไรไปมากกว่าสิทธิที่มนุษย์ทุกคนพึงได้รับ
บทความโดย กฤตพล สุธีภัทรกุล
ที่มา: การประกอบสร้างตัวละครชายรักชายในซีรีส์วาย, Japan Gay Guide, The Momentum

