วันพุธ ที่ 3 มิถุนายน 2569

Login
Login

ความย้อนแย้งของตัวเลขอ้อยไฟไหม้: จะปิดตาข้างหนึ่งเพื่ออะไร?

ความย้อนแย้งของตัวเลขอ้อยไฟไหม้: จะปิดตาข้างหนึ่งเพื่ออะไร?

เมื่อกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม ได้แถลงข่าวครั้งสำคัญของกระทรวงฯ นั่นคือ ถอดรหัสความสำเร็จ “อ้อยไทย ไร้ฝุ่น…หนุนน้ำตาลไทยสีเขียว” พร้อมด้วยเครือข่ายอุตสาหกรรมจังหวัดที่มีไร่อ้อยทั้ง 47 จังหวัด ผู้แทนจากกลุ่มโรงงานน้ำตาลทราย และตัวแทนชาวไร่อ้อย ประกาศความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ของกระทรวงอุตสาหกรรม และถือเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย

หลังจากปิดหีบอ้อยฤดูการผลิตปี 2568/2569 พบว่า สามารถลดสัดส่วนอ้อยเผาลงเหลือเพียง 3.8% ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ที่ 10% ถือเป็นสัดส่วนที่ต่ำที่สุด ขณะเดียวกัน สัดส่วนอ้อยสดเข้าหีบในโรงงานน้ำตาล 58 โรงงาน ใน 29 จังหวัดยังสูงถึง 96.20% ทำสถิติสูงสุดเช่นกัน โดยบางพื้นที่ทำสถิติลดอ้อยเผาได้ต่ำสุดถึง 0.25% เท่านั้น 

เนื้อหาท่าทีทั้งปวงคือ การโชว์ความสำเร็จครั้งสำคัญที่สามารถลดการเผาลงได้ ตามสัดส่วนและตัวเลขดังกล่าว

เอาเข้าจริงตัวเลขการเผาไร่อ้อยของกระทรวงอุตสาหกรรมครั้งนี้ยังมีปัญหาความน่าสงสัยเช่นเดียวกับทุกๆ ปีที่ผ่านมา ตัวเลขสถิติอ้อยไฟไหม้มีข้อโต้แย้งว่าไม่ตรงกับข้อเท็จจริงจากหลักฐานอื่น โดยเฉพาะรอยไหม้ (Burned scars) จากดาวเทียม

หน่วยงานวิชาการหลายหน่วย เช่น อว. วช. พัฒนาเว็บไซต์ ‘ตามรอยเผา’ ภายใต้โครงการ ‘การวิจัยและพัฒนาระบบประมวลผล รายงาน ติดตาม พื้นที่การเผาในที่โล่งด้วยการประยุกต์ใช้ เทคโนโลยีภาพถ่ายจากดาวเทียมรายละเอียดสูง’ จัดเก็บข้อมูลพื้นที่เผาไหม้ในแปลงเพาะปลูกทุกวัน โดยประมวลผลจากภาพถ่ายดาวเทียม ผลิตข้อมูลพื้นที่เผาไหม้ความละเอียด 20×20 ตารางเมตร และรายงานพื้นที่เผาไหม้เป็นรายสัปดาห์บนเว็บไซต์ tamroypao.hii.or.th

ความย้อนแย้งของตัวเลขอ้อยไฟไหม้: จะปิดตาข้างหนึ่งเพื่ออะไร?

ปรากฏว่า ข้อมูลตามรอยเผาของหน่วยงานวิชาการที่ติดตามรอยไหม้ในแปลงไร่อ้อย ไม่ยันกับข้อมูลของกระทรวงอุตสาหกรรม.. แตกต่างกันเป็นล้านไร่เลยทีเดียว

วัดผลปริมาณ "อ้อยไฟไหม้" กันคนละแบบ

ตัวเลขพื้นที่ปลูกอ้อยของฤดูผลิต 2568/2569 ประมาณ 10 ล้านกว่าไร่ (ตัวเลขทางการที่อ้างอิงได้จากสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายล่าสุดไม่มี ใช้การผลิตเดิมเป็นฐานประมาณการว่าอยู่ระหว่าง 10-11 ล้านไร่มากกว่าปีก่อนหน้า)

ใช้ตัวเลขกลมๆ 10 ล้านไร่เป็นฐานคำนวณ หากว่ามีอ้อยไฟไหม้ 3.8% ตามคำแถลงของกระทรวงอุตสาหกรรม พื้นที่อ้อยไฟไหม้ของฤดูกาลนี้จะอยู่ที่ 380,000 ไร่ แตกต่างชนิดคนละโลกกับข้อมูลของภาควิชาการ เครื่องมือตามรอยเผา ที่ให้ข้อมูลว่า ฤดูฝุ่นปีนี้ (พ.ย. 2568-เม.ย. 2569) ประเทศไทยมีพื้นที่ไร่อ้อยถูกเผา 2,572,494 ไร่ คิดเป็นสัดส่วน 25.72% จากพื้นที่ปลูกอ้อยทั้งหมด 

ถามว่า.. ทำไมตัวเลขกระทรวงอุตสาหกรรม กับตัวเลขกระทรวงอุดมศึกษาฯ ภาควิชาการ ไม่ยันกัน แถมห่างกันคนละโยชน์

ตอบได้เลยทันทีว่า.. ก็เพราะวิธีการนับแตกต่างกัน โดยกระทรวงอุตสาหกรรมนับเฉพาะจำนวนปริมาณอ้อยที่เข้าโรงงาน เป็นอ้อยไฟไหม้สัดส่วนเท่าใดของปริมาณอ้อยเข้าโรงงานทั้งหมด (ไม่นับจากพื้นที่การผลิตทั้งหมด และก็ไม่นับจากการผลิตจริงที่ไม่ได้ส่งโรงงาน) ขณะที่เว็บไซต์ตามรอยเผาของภาควิชาการ นับจากพื้นที่รอยไหม้ดาวเทียมที่เป็นรอยไหม้ ซึ่งรวมกันได้ 2.5 ล้านกว่าไร่

ย้ำว่า ตัวเลข 3.8% ของกระทรวงอุตสาหกรรม ไม่ใช่เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ปลูก แต่เป็น..เปอร์เซ็นต์ของวัตถุดิบที่ส่งเข้าโรงงาน รายงานใดๆ ที่ผ่านมาทั้งหมด ไม่เคยมีเรื่องของพื้นที่เผาไหม้ ทั้งที่ควรมีตัวเลขดังกล่าวด้วยหากจะชี้ให้เห็นผลสัมฤทธิ์การแก้ปัญหา PM2.5

ทำไมกระทรวงอุตสาหกรรม ไม่เคยเอาตัวเลขรอยไหม้ที่แท้จริงในแปลงไร่อ้อยมาแถลง ทั้งๆ ที่รู้ว่า ชาวไร่อ้อยจำนวนมากเมื่อสางใบตัดสดส่งโรงงานแล้ว จะรีบกลับมาเผาทำความสะอาดแปลง ก็คือบรรดาใบที่สางไว้ มันอาจจะเป็นเชื้อราทำลายตอ หรือจะเกิดไฟไหม้แปลง ทำให้แปลงอ้อยไม่งอกขึ้นใหม่ เรื่องการเผาใบอ้อยหลังการเก็บเกี่ยวเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายรับรู้ แม้แต่กรมวิชาการเกษตรก็เคยทำเอกสารเผยแพร่ว่ามีการแผนแบบนี้ด้วยว่า การเผาไร่อ้อย มี 3 ลักษณะ คือ

อย่างแรก-การเผาสางใบก่อนการเก็บเกี่ยว วิธีแบบนี้ต้นทุนต่ำแต่ได้อ้อยไฟไหม้คุณภาพต่ำเข้าโรงงาน 

อย่างที่สอง-การเผาใบเศษซากหลังการเก็บเกี่ยว ทำความสะอาดแปลงป้องกันไฟไหม้เชื้อเพลิงเศษซากหรืออาจจะเป็นเชื้อรา แบบนี้ โรงงานชอบเพราะได้อ้อยสด แต่ชาวไร่ไม่ชอบเพราะต้นทุนค่าแรงตัดสดสูง ต้องสางใบก่อนและใช้แรงงานล้วน

การเผาอย่างที่สาม-เผาซากเดิมเตรียมดินขึ้นแปลงใหม่ คือ แปลงอ้อยปีสุดท้ายต้องเผาตออ้อยซากซังทั้งหลาย เพราะจะเตรียมดินขึ้นแปลงใหม่ เป็นการลดต้นทุนเครื่องจักร

ความย้อนแย้งของตัวเลขอ้อยไฟไหม้: จะปิดตาข้างหนึ่งเพื่ออะไร?

ด้วยว่าการเผาแบบแรก คือ เผาสางใบส่งอ้อยไฟไหม้เข้าโรงงานเป็นวิธีการแบบเดิมที่นิยมมากขึ้นจนเป็นปัญหาร้องเรียน "หิมะดำ" ประกอบกับโรงงานต้องการอ้อยคุณภาพดีไฟไม่ไหม้ จึงเกิดมีโครงการที่รัฐอุดหนุนเงินให้กับเกษตรกรที่ส่งอ้อยตัดสดเข้าโรงงาน

ตลอด 10 ปีมานี้ มีวาระสนับสนุนอ้อยตัดสดแก้ปัญหามลพิษ PM2.5 เข้าครม.แทบทุกปี ใช้เงินปีละไม่น้อย บางปีมากกว่า 3 พันล้านบาทในนามของการบรรเทามลพิษ PM2.5  จนล่าสุด ก็เริ่มมีสัดส่วนอ้อยตัดสดส่งเข้าโรงงานมากขึ้น ..แต่การเผาในไร่อ้อยก็ยังคงอยู่ ไม่ได้หายไปไหน

เศรษฐศาสตร์เผาอ้อย: โรงงานชาวไร่-ได้ แต่คนดมควัน-ยังเสีย

การเผาในไร่อ้อย หลังการตัดสดส่งโรงงานยังมีอยู่แน่นอน รอยไหม้จากดาวเทียมจากเว็บตามรอยเผาเป็นหลักฐานสนับสนุนที่เป็นรูปธรรมต่อสาธารณะ (ก่อนหน้านี้ก็แค่รู้กันในวงราชการหน่วยเกี่ยวข้อง)

หน่วยงานในสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรมและบรรดาผู้เกี่ยวข้องในแวดวงอ้อยน้ำตาล คงไม่ถูกใจข้อมูลรอยไหม้ดาวเทียมจากฝ่ายวิชาการเท่าใดนัก เพราะหากยังใช้ตัวเลขการนับจำนวนอ้อยตัดสดส่งโรงงานเพียงวิธีเดียว นักการเมืองเจ้ากระทรวงก็จะได้หน้า สามารถลดอ้อยเผาลงได้ ข้าราชการก็ได้ความดีความชอบ ขณะที่โรงงานน้ำตาลก็ได้ประโยชน์จากสัดส่วนอ้อยสดคุณภาพดีเป็นวัตถุดิบ 

ผู้ส่งออกน้ำตาลที่กำลังแข่งขันกับบราซิล เอาตัวเลข “อ้อยไม่เผา” ไปเคลม เพราะโลกยุคใหม่เริ่มมีมาตรฐานเข้มงวดด้านการผลิตที่ไม่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมมลพิษอากาศ ขณะที่ชาวไร่ก็ได้เงินอุดหนุนอ้อยสดจากรัฐ ซึ่งปีนี้ได้ 120 บาท/ตัน อย่าลืมว่ามีเงินภาษีชาวบ้านทั่วไปอยู่ในก้อนนี้ด้วย สมประโยชน์กันในฝ่ายรัฐ นักการเมือง ข้าราชการ โรงงาน ผู้ส่งออก และชาวไร่ 

ยกเว้นฝ่ายคนดมฝุ่นควัน รับมลพิษ PM2.5 และ ประชาชนเจ้าของภาษีที่ ครม. มีมติอุดหนุนแก้ปัญหาอ้อยไฟไหม้ ที่เสียเงินไปแล้วแต่ปัญหายังไม่ได้แก้ไขจริง

ธรรมาภิบาลของข้อมูล

ข้อมูลและสถิติที่เปิดเผยโปร่งใส ช่วยยกระดับการแก้ปัญหาการเผาและมลพิษ PM2.5 ได้อย่างแน่นอน ดั่งที่ข้อมูลรอยไหม้ดาวเทียมจากเว็บไซต์ตามรอยเผาได้เปิดออกมา ข้อมูลที่ไม่ยันกัน ย้อนไปถึง วิธีการได้มาของข้อมูล approach ที่แตกต่างกัน ควรจะถูกหยิบขึ้นมาพิจารณา 

หากกระทรวงอุตสาหกรรมจะยังยืนยันใช้ตัวเลขอ้อยไม่เผาและความสำเร็จยิ่งใหญ่ตามที่แถลงข่าวโดยไม่รับฟังข้อเท็จจริงการกลับมาเผาหลังตัดสดส่งโรงงาน ก็เท่ากับไม่ได้จริงใจในการแก้ปัญหามลพิษ PM2.5 จริง ทั้งๆ ที่กระทรวงนี้เสนอโครงการขอเงินอุดหนุนจากคณะรัฐมนตรีเป็นประจำทุกปี ในนามของการแก้ PM2.5

การเผาแปลงไร่อ้อยในที่โล่งไม่ได้เป็นความลับใดเลย เพียงแต่ที่ผ่านมาไม่มีใครรวบรวมสถิติข้อมูลหลักเป็นระบบเท่านั้น เทคโนโลยีสมัยใหม่ช่วยแก้ปัญหานี้ ยังเหลือเพียงผู้เกี่ยวข้องที่ยังจะเลือกวิธีการปิดตาข้างหนึ่ง ทำเป็นไม่รู้เห็นว่ายังมีการเผาหลังจากการตัดอ้อยสดส่งโรงงาน ว่า จะยังเลือกยืนกรานกระต่ายขาเดียวหรือจะอย่างไรต่อ ?!!

 

 

..........................................

เขียนโดย บัณรส บัวคลี่ คอลัมน์จุดประกายความคิด กรุงเทพธุรกิจ