ชวนทำความรู้จัก "ทราย สก๊อต" ให้มากกว่าดราม่าล่าสุด พร้อมย้อนเส้นทาง จากจุดเริ่มต้นในฐานะ "อควาแมนเมืองไทย" สู่นักอนุรักษ์ และ คนดังในสังคม
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ชื่อของ "ทราย สก๊อต" หรือ "ทราย สิรณัฐ สก๊อต" ทายาทรุ่นที่ 4 ของตระกูลภิรมย์ภักดี ปรากฏอยู่บนหน้าสื่ออยู่บ่อยครั้ง
แม้จะศึกษาด้านศิลปะ โดยเรียนจบปริญญาตรีด้านแอนิเมชันจาก California Institute of the Arts สหรัฐอเมริกา แต่ทรายกลับสนใจงานด้านอนุรักษ์เป็นพิเศษ และได้เริ่มต้นเส้นทางนักอนุรักษ์ ตั้งแต่อายุ 20 ปี ผ่านโครงการ Sea You Strong ที่ก่อตั้งด้วยทุนส่วนตัว เพื่อชวนชุมชนในภาคใต้ร่วมกันเก็บขยะชายหาด
จากนั้น ทรายได้รับความสนใจมากขึ้น จากการว่ายน้ำข้ามทะเลจากอ่าวนางถึงเกาะปอดะและว่ายกลับ เพื่อแสดงออกถึงความรักต่อทะเล จนได้รับฉายา "อควาแมนเมืองไทย"
ขอบคุณภาพจากเฟซบุ๊ก ทราย - Merman Ψ
ตลอดเกือบสิบปีที่ผ่านมา บนเส้นทางอนุรักษ์ ทราย ได้ออกมาแสดงความเห็น รวมถึงพูดถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างตรงไปตรงมา อีกทั้งยังเคยตกเป็นประเด็นร้อนในสังคมโซเชียลอยู่หลายครั้ง
สำหรับคนจำนวนมาก ภาพจำของทรายคือ “มนุษย์เงือก” นักอนุรักษ์ทะเลที่ใช้เวลาส่วนใหญ่ใต้น้ำเพื่อเก็บขยะ สำรวจแนวปะการัง และบันทึกปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในทะเลไทย รวมถึงทำคอนเทนต์ให้สังคมเกิดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับงานอนุรักษ์
ปัจจุบัน ทรายเป็นบุคคลสาธารณะที่มีผู้ติดตามจำนวนมาก ทรายทำงานด้านการอนุรักษ์ผ่านโครงการ Sea You Strong ร่วมกับเครือข่ายนักดำน้ำ อาสาสมัคร และชุมชนชายฝั่งในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ โดยใช้สื่อสังคมออนไลน์เป็นช่องทางสื่อสารปัญหาที่พบจากการลงพื้นที่จริง
ขอบคุณภาพจากเฟซบุ๊ก ทราย - Merman Ψ
ภาพของแนวปะการังที่ได้รับความเสียหาย ขยะทะเลที่ถูกทิ้งสะสมอยู่ใต้ผืนน้ำ หรือพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ ล้วนเป็นเนื้อหาที่ปรากฏอยู่บนช่องทางสื่อสารของเขาอย่างต่อเนื่อง และทำให้ชื่อของทรายเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น
โดยเมื่อต้นปี 2567 ทรายได้รับการแต่งตั้งจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ให้ดำรงตำแหน่ง "ที่ปรึกษาอธิบดี" โดยไม่รับค่าตอบแทน เพื่อสนับสนุนภารกิจด้านการอนุรักษ์และการสื่อสารประเด็นสิ่งแวดล้อมสู่สาธารณะ
การก้าวเข้าสู่บทบาทดังกล่าวทำให้ทรายไม่ได้เป็นเพียงนักอนุรักษ์ภาคประชาชนอีกต่อไป แต่กลายเป็นบุคคลที่มีบทบาทเชื่อมต่อระหว่างงานภาครัฐ การอนุรักษ์ และสังคมออนไลน์
ขอบคุณภาพจากเฟซบุ๊ก ทราย - Merman Ψ
ขณะเดียวกัน ทรายก็ตกเป็นประเด็นร้อนในสื่อสังคมออนไลน์อยู่หลายครั้ง เช่น ในช่วงกลางเดือนเมษายน 2568 กรณีคลิปโต้เถียงกับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่ทักคนไทยว่า "หนีห่าว" ซึ่งทรายมองว่า ไม่เหมาะสม เป็นเหมือนการเหยียดเชื้อชาติจึงได้ว่ากล่าวตักเตือน และส่งกลับขึ้นฝั่ง และเผยแพร่คลิปดังกล่าวออกมาจนกลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างรวดเร็วในโลกออนไลน์ พร้อมกับเสียงสนับสนุนและเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่เกิดขึ้นควบคู่กัน
หลังจากนั้น มีข้อร้องเรียนจากผู้ประกอบการท่องเที่ยวบางส่วน รวมถึงรายงานข้อร้องเรียนจากเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เกี่ยวกับแนวทางการทำงานร่วมกัน จนนำไปสู่การชี้แจงจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช หลายครั้งตลอดช่วงเวลาดังกล่าว
ท้ายที่สุด ทรายตัดสินใจยุติบทบาทที่ปรึกษาอธิบดีกรมอุทยานฯ และกลับไปทำงานในฐานะนักอนุรักษ์อิสระ
ขอบคุณภาพจากเฟซบุ๊ก ทราย - Merman Ψ
นอกจากนี้ ในบทบาทนักอนุรักษ์ ทราย ยังได้แสดงความเห็นจนเกิดเป็นประเด็นดราม่าอีกหลายครั้ง อาทิ การให้ข้อมูลเรื่องการใช้แรงงานเด็กๆ ชาวมอแกนของผู้ประกอบการท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ ซึ่งทรายบอกว่า เด็กๆ ไม่ได้ใช้ชีวิตตามวิถีดั้งเดิม ต้องมาทำงานรับทัวร์ พร้อมตั้งคำถามเรื่องความโปร่งใสในการจัดการ
ส่งผลให้ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ รีบออกมาชี้แจงข้อเท็จจริง พร้อมระบุว่า โพสต์ดังกล่าว สร้างความเข้าใจผิดต่อสาธารณชนในหลายประเด็น ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลชาวไทยมอแกน และการบริหารจัดการภายในอุทยานฯ
อีกครั้งที่โซเชียลเดือดไม่แพ้กัน คือ ตอนที่ทรายโพสต์วิจารณ์สภาพความเป็นอยู่ของ "หมูเด้ง" ฮิปโปแคระชื่อดัง โดยบอกว่า เศร้าใจแทนสัตว์ที่สร้างรายได้มหาศาลแต่กลับมีคุณภาพชีวิตไม่สมกับความดังระดับโลกของน้อง เกิดข้อถกเถียงอย่างร้อนแรง จนเพจ "ขาหมู แอนด์เดอะแก๊ง " ต้องรีบออกมาให้ข้อมูล พร้อมบอกให้ทุกคน(ที่กำลังหัวร้อน) ใจเย็นๆ ว่า จริงๆ แล้ว ทางสวนสัตว์ก็มีโครงการจะทำฮิปโปวิลเลจมาตั้งแต่ก่อนหมูเด้งจะเกิด แต่ยังอยู่ระหว่างกระบวนการทำงาน
ขอบคุณภาพจากเฟซบุ๊ก ทราย - Merman Ψ
เรียกได้ว่า บนเส้นทางนักอนุรักษ์ของทราย แทบจะตลอดมา มีประเด็นร้อนเกิดขึ้นอยู่เป็นระยะ บางคนอาจมองว่า ทรายคือคนรุ่นใหม่ที่กล้าพูด กล้าตั้งคำถาม และพร้อมชนกับปัญหาที่เห็นว่าไม่ถูกต้อง แต่ก็มีคนที่อาจมองว่า วิธีการสื่อสารหรือการนำเสนอประเด็นบางเรื่องของเขา ยังเป็นสิ่งที่ควรถูกตรวจสอบและถกเถียงได้เช่นกัน
แต่ไม่ว่ามุมมองต่อทรายจะเป็นอย่างไร เรื่องราวของเขาก็สะท้อนให้เห็นว่า บุคคลสาธารณะคนหนึ่งอาจมีหลายด้านมากกว่าภาพที่ปรากฏอยู่ในหน้าฟีดหรือพาดหัวข่าวในแต่ละวัน และการทำความเข้าใจใครสักคน อาจต้องอาศัยมากกว่าเพียงเหตุการณ์หนึ่งเหตุการณ์ใดที่กำลังเป็นกระแสอยู่ในขณะนั้น

