รู้หรือไม่? ถ้าลองคำนวณเวลาดูดีๆ จะพบว่าเวลาทำงานตลอดทั้งชีวิตของคนเรามีอยู่เพียงประมาณ 80,000 ชั่วโมงเท่านั้น ..ฟังดูเหมือนเยอะ แต่สำหรับ เบนจามิน ท็อดด์ (Benjamin Todd) ผู้ร่วมก่อตั้งองค์กรไม่แสวงกำไร 80,000 Hours เขามองว่า เวลาจำนวนนี้คือห้วงแห่งการตัดสินใจที่สำคัญที่สุดของชีวิต
เพราะ “อาชีพ” ไม่ได้กำหนดแค่รายได้หรือความมั่นคง แต่มันกินทั้งเวลา พลังงาน สุขภาพ ความสัมพันธ์ และชีวิตเกือบทั้งหมดของคนคนหนึ่งไปหลายสิบปี
นอกจากเป็นผู้ร่วมก่อตั้งองค์กรฯ ท็อดด์ ยังเป็นผู้เขียนหนังสือ 80,000 HOURS: How to Have a Fulfilling Career That Does Good ด้วย โดยเขาอธิบายว่า ตัวเลข 80,000 ชั่วโมง มาจากการคำนวณแบบง่ายๆ ตามสมการที่ว่า “คนเราทำงานประมาณสัปดาห์ละ 40 ชั่วโมง ปีละ 50 สัปดาห์ ต่อเนื่อง 40 ปี รวมกันออกมาประมาณ 80,000 ชั่วโมง หรือคิดเป็นเกือบ 1 ใน 3 ของเวลาที่คนเราตื่นขึ้นมาทุกวันเพื่อทำงานอยู่ตลอดชีวิต”
“มันนานพอที่จะเดินรอบโลกได้ประมาณ 10 รอบ” เขาสรุป และนั่นคือเหตุผลที่เขาเชื่อว่า เรื่องอาชีพควรเป็นสิ่งที่คนใช้เวลา “คิดอย่างจริงจัง” มากกว่าที่หลายคนมักมองข้ามอย่างทุกวันนี้
เขาอธิบายว่า “การเลือกอาชีพ คือหนึ่งในการตัดสินใจที่สำคัญที่สุดที่คุณจะทำในชีวิต โดยเฉพาะในแง่ของผลกระทบที่คุณสร้างให้โลก ถ้าคุณสามารถทำให้อาชีพของตัวเองมีความสุขขึ้น หรือสร้างคุณค่าได้มากขึ้นเพียง 1% มันก็คุ้มค่ามากพอที่จะทำ”
หมายความว่า ถ้าการวางแผนอาชีพให้ดีขึ้นเพียง 1% สามารถส่งผลต่อชีวิตการทำงานตลอด 80,000 ชั่วโมงในอนาคตของคุณได้ การยอมใช้เวลาหาคำตอบเรื่องนี้สัก 800 ชั่วโมง หรือประมาณ 20 สัปดาห์ ก็นับว่าคุ้มค่าอยู่ดี
หลายคนเลือกงานจาก “สิ่งที่ชอบ” มากเกินไป จนอาจลืมหางานจากคุณค่า
ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา หนึ่งในคำแนะนำเรื่องอาชีพที่คนได้ยินบ่อยที่สุด คือ “จงทำตามแพสชัน” แต่ท็อดด์มองว่า คำแนะนำนี้อาจกำลังทำให้คนจำนวนมากหลงทาง โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่พยายามกดดันตัวเองให้ค้นหา “งานที่ใช่ที่สุด” ตั้งแต่เริ่มต้นชีวิตการทำงาน
เขาเชื่อว่า แทนที่จะหมกมุ่นกับการตามหางานจากความหลงใหลตั้งแต่วันแรก แต่คนทำงานควรเริ่มจากการสร้าง “ทักษะที่มีคุณค่า” และเป็นที่ต้องการก่อนมากกว่า เพราะเมื่อคุณเก่งจริงในบางเรื่อง คุณจะเริ่มมีอำนาจในการเลือกชีวิตของตัวเองมากขึ้น
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรายได้ อิสระในการทำงาน โอกาสในการเติบโต หรือแม้แต่ความสามารถในการสร้างผลกระทบให้คนอื่น ฯลฯ “สิ่งเหล่านี้ต่างหาก ที่จะทำให้คุณมีอำนาจต่อรองในการสร้างชีวิตการทำงานที่ดี”
ท็อดด์มองว่า ความหลงใหลในงานส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดขึ้นแบบฉับพลัน เหมือนการค้นพบตัวเองในชั่วข้ามคืน แต่ความรู้สึก “รักในสิ่งที่ทำ” มักค่อยๆ เติบโต หลังจากคนคนหนึ่งเริ่มเก่งขึ้น มั่นใจขึ้น และเห็นว่าตัวเองกำลังสร้างบางอย่างที่มีคุณค่าให้แก่สังคมหรือโลกนี้ได้จริงๆ
อย่าจำกัดตัวเองด้วยคำว่า “สิ่งที่ชอบ” แปลว่า “อาชีพเดียวเท่านั้น”
อีกเรื่องที่ท็อดด์ค้นพบจากการพูดคุยกับคนทำงานจำนวนมาก ก็คือ หลายคนมักสับสนระหว่าง “ความสนใจ” กับ “ชื่อตำแหน่งงาน” ยกตัวอย่างเช่น คนที่ชอบถ่ายภาพ อาจคิดว่าตัวเองจำเป็นต้องเป็นช่างภาพมืออาชีพเท่านั้น ถึงจะมีความสุขกับชีวิตการทำงานได้
ทั้งที่ในความเป็นจริง สิ่งที่ทำให้คนเรารู้สึกเติมเต็มจากงาน อาจไม่ใช่ตำแหน่งงานเลยด้วยซ้ำ แต่คือองค์ประกอบอื่น ๆ เช่น
- การได้ทำงานที่น่าสนใจ
- การรู้สึกว่าตัวเองมีประโยชน์ต่อคนอื่น
- การได้ทำงานกับเพื่อนร่วมงานที่ดี
- การมีโอกาสเติบโต
- การได้พัฒนาตัวเองจนเก่งขึ้นเรื่อย ๆ
ท็อดด์จึงมองว่า หลายครั้งคนเราไม่ได้ต้องการ “งานในฝัน” จริงๆ หรอก แต่ต้องการชีวิตการทำงานที่รู้สึกว่า ตัวเองกำลังเติบโต มีความหมาย และไม่สูญเสียตัวเองระหว่างทางมากกว่า
6 วิธีใช้ “80,000 ชั่วโมงของชีวิตการทำงาน” ให้คุ้มที่สุด
1. อย่าหางานตาม “แพสชัน” แต่ฝึกตัวเองให้เก่งในทักษะที่มีประโยชน์
ท็อดด์ มองว่า คำแนะนำยอดฮิตอย่าง “จงทำตามแพสชัน” อาจกำลังพาคนจำนวนมากหลงทาง แทนที่จะกดดันตัวเองให้ค้นหางานที่รักตั้งแต่วันแรก เขาแนะนำให้คนทำงานโฟกัสกับการสร้าง “ทักษะที่มีคุณค่า” และเป็นที่ต้องการก่อนมากกว่า อย่างที่บอกไปแล้วข้างต้น
2. เปิดทางเลือกให้มากเข้าไว้ ไม่ใช่ต้องทำแค่อาชีพเดียว
งานที่จะทำให้เรามีความสุข อาจไม่ใช่งานที่ชอบเสมอไป แต่มันมักจะมีปัจจัยที่ลึกกว่านั้น เช่น อาจเป็นงานที่ได้ช่วยเหลือคนอื่น การได้ทำงานที่มีเพื่อนร่วมงานที่ดี งานที่มีโอกาสเติบโต และได้พัฒนาตัวเองจนเก่งขึ้นเรื่อยๆ ท็อดด์จึงอยากให้คนทำงานเปิดมุมมองกับอาชีพให้กว้างขึ้น เพราะสิ่งที่ชอบ อาจนำไปสู่เส้นทางการทำงานได้หลากหลายกว่าที่คิด
3. ควรมี “ความยืดหยุ่นในชีวิต” มากกว่าความสำเร็จระยะสั้น
ท็อดด์มองว่า หนึ่งในสิ่งที่สำคัญมากสำหรับการตัดสินใจเรื่องอาชีพ คือการสร้าง “career capital” หรือทุนชีวิตในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นทักษะ ประสบการณ์ เครือข่าย รายได้ และความน่าเชื่อถือ ที่จะทำให้คนมีอิสระในการเลือกเส้นทางชีวิตของตัวเองมากขึ้นในอนาคต
เขาเตือนว่า หลายคนรีบเลือกงานที่ดูมีความหมาย หรือเลือกงานที่ดูน่าตื่นเต้นเกินไป ตั้งแต่ยังไม่มีทักษะหรือความมั่นคงมากพอทั้งที่บางครั้ง การลงทุนกับงานที่ช่วยสร้างพื้นฐานแข็งแรงในช่วงแรก อาจเปิดโอกาสให้เลือกชีวิตที่ต้องการได้มากกว่าในระยะยาว
4. หางานที่ใช้ทักษะแก้ปัญหา และยากต่อการถูก AI แทนที่
ท็อดด์มองว่า โลกการทำงานในอนาคตกำลังเปลี่ยนเร็วขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะเมื่อ AI เริ่มเข้ามาทำงานแทนมนุษย์ได้หลายด้าน ดังนั้น คนทำงานยุคนี้อาจไม่ควรถามแค่ว่า “งานอะไรได้เงินดี” แต่ควรถามเพิ่มว่า “ทักษะแบบไหนที่ AI ยังทำแทนได้ยาก” เขาแนะนำให้ลงทุนกับทักษะที่ช่วยแก้ปัญหาสำคัญ มีความซับซ้อน ต้องใช้วิจารณญาณ ความคิดสร้างสรรค์ หรือความเข้าใจมนุษย์จริงๆ
รวมถึงทักษะที่สามารถ “ทำงานร่วมกับ AI” ได้ เพราะในอนาคต คนที่ได้เปรียบอาจไม่ใช่คนที่ต่อต้าน AI แต่คือคนที่รู้ว่าจะใช้มันเสริมศักยภาพตัวเองอย่างไร ขณะเดียวกันก็ยังมีคุณค่าบางอย่างที่เทคโนโลยีทดแทนไม่ได้
5. คิดให้มากขึ้นว่า งานของคุณส่งผลต่อโลกอย่างไร
ท็อดด์เชื่อว่า อาชีพที่เติมเต็มจริงๆ มักไม่ใช่งานที่ให้แค่เงินหรือความสำเร็จส่วนตัวเท่านั้น แต่ต้องเป็นงานที่ทำให้รู้สึกว่า สิ่งที่ตัวเองทำกำลังสร้างผลกระทบเชิงบวกบางอย่างให้คนอื่นหรือสังคมด้วย
เขามองว่า คนจำนวนมากประเมิน “ผลกระทบของอาชีพ” ต่ำเกินไป ทั้งที่งานที่เราทำตลอดหลายหมื่นชั่วโมง สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้มากกว่าที่คิด และเมื่อคนรู้สึกว่าสิ่งที่ตัวเองทำมีความหมายจริงๆ พวกเขามักมีแรงจูงใจในการทำงานระยะยาวมากกว่า
6. การทำงานไม่ใช่ “การตัดสินใจครั้งเดียว” แต่เป็นการทดลองและปรับตัวตลอดชีวิต
อีกเรื่องที่ท็อดด์ย้ำ คือคนจำนวนมากเครียดกับการเลือกอาชีพ เพราะคิดว่าตัวเองต้อง “เลือกให้ถูกที่สุด” ตั้งแต่ต้น แต่ในความเป็นจริง เส้นทางอาชีพของคนส่วนใหญ่มักไม่ได้เป็นเส้นตรง หลายคนเปลี่ยนสายงาน เปลี่ยนอุตสาหกรรม หรือค้นพบสิ่งที่เหมาะกับตัวเองจริง ๆ หลังจากลองผิดลองถูกมาหลายครั้ง เขาจึงแนะนำให้คนทำงานมองอาชีพแบบ “ทดลองระยะยาว” มากกว่า
อาชีพที่มีความหมาย ไม่จำเป็นต้อง “เสี่ยงครั้งใหญ่” เสมอไป
อีกเรื่องที่สำคัญ คือ คนจำนวนมากมักคิดว่า หากอยากสร้างชีวิตการทำงานที่มีความหมาย ต้องกล้า “เดิมพันครั้งใหญ่” เช่น ลาออกทันที เปลี่ยนสายงานแบบสุดขั้ว หรือทิ้งทุกอย่างเพื่อเริ่มต้นใหม่ แต่ความจริงแล้ว คนเราสามารถสร้างอาชีพที่มีคุณค่าได้ โดยไม่จำเป็นต้องเอาชีวิตทั้งหมดไปเสี่ยงขนาดนั้น
ก่อนตัดสินใจครั้งสำคัญ ท็อดด์แนะนำให้ทุกคนเตรียมทั้ง “Plan B” และ “Plan Z” ไว้เสมอ หรือพูดง่าย ๆ คือ อย่าคิดแค่ว่า “ถ้าสำเร็จจะเป็นอย่างไร” แต่ต้องคิดด้วยว่า “ถ้าพังขึ้นมาจะเอายังไงต่อ” หลายทางเลือกที่ดูเสี่ยงในตอนแรก จริง ๆ แล้วสามารถทำให้ปลอดภัยขึ้นได้มาก หากวางแผนไว้ดีพอ
การสร้างผลกระทบให้โลก อาจไม่ได้เริ่มจากการเปลี่ยนงานเสมอไป
ท็อดด์ยังมองว่า หลายคนประเมิน “พลังของสิ่งเล็กๆ” ต่ำเกินไป เขาอธิบายว่า ต่อให้คุณไม่ได้ลาออกเพื่อไปทำงานเพื่อสังคมเต็มตัว ก็ยังสามารถสร้างผลกระทบที่มีความหมายได้ ผ่านสิ่งที่ตัวเองทำอยู่แล้วในชีวิตประจำวัน
ยกตัวอย่างเช่น การบริจาครายได้เพียง 10% ให้กับองค์กรที่สร้างผลลัพธ์ได้จริง อาจช่วยชีวิตคนได้มากกว่า การทำงานเต็มเวลาในองค์กรเพื่อสังคมบางแห่งเสียอีก องค์กรประเมินอิสระอย่าง GiveWell ระบุว่า เงินบริจาคราว 3,000 ดอลลาร์ให้กับองค์กร Malaria Consortium สามารถช่วยชีวิตคนได้ 1 คน ด้วยต้นทุนเฉลี่ยเพียง 5-6 ดอลลาร์ต่อเด็กหนึ่งคน เงินจำนวนดังกล่าวสามารถช่วยให้เด็กมากกว่า 2,000 คนเข้าถึงยาป้องกันโรคได้
นอกจากเรื่องเงินแล้ว ท็อดด์ยังมองว่า คนเรายังสามารถสร้างผลกระทบได้ผ่าน “เสียง” และ “การตัดสินใจ” ของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนประเด็นที่คนส่วนใหญ่มองข้าม หรือแม้แต่การช่วยผลักดันให้คนรอบตัวใช้เส้นทางอาชีพของตัวเองไปสร้างสิ่งดีๆ ต่อได้อีกทอดหนึ่ง
FYI : วิธีสร้าง “Career Capital” หรือการสะสมต้นทุนชีวิตระยะยาว
“Career Capital” คือ สิ่งที่จะทำให้คุณอยู่ในจุดที่แข็งแรงขึ้นในอนาคต ไม่ใช่แค่ทักษะการทำงานเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเครือข่าย ความน่าเชื่อถือ ประสบการณ์ วิธีคิด ตัวตนที่คุณเติบโตขึ้นจากงาน รวมถึงความมั่นคงทางการเงิน ที่เปิดโอกาสให้คุณกล้าเลือกเส้นทางชีวิตได้มากขึ้นในอนาคต ทั้งนี้ ท็อดด์แนะนำ 2 วิธีในการสร้าง Career Capital ได้แก่
1. ให้ลองคิดย้อนกลับจากอนาคต:
ลองถามตัวเองก่อนว่า “อีก 5-10 ปี อยากใช้ชีวิตการทำงานแบบไหน” จากนั้นค่อยย้อนกลับมาดูว่า ในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า ต้องทำอะไร ถึงจะพาตัวเองเข้าใกล้จุดนั้นเร็วที่สุด รวมถึงลองไปถามคนที่อยู่ในสายงานนั้นจริง ๆ ว่า ทักษะหรือประสบการณ์แบบไหนสำคัญที่สุดสำหรับการเติบโต
2. พาตัวเองไปอยู่ในจุดที่จะเติบโตเร็ว:
เหมาะกับคนที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองอยากไปทางไหน ถ้ายังหาคำตอบระยะยาวไม่ได้ อย่างน้อยควรเลือกอยู่ใน “สภาพแวดล้อมที่ทำให้ตัวเองเติบโตเร็ว” เช่น การได้ทำงานกับคนเก่ง ได้รับ feedback บ่อย มีเมนเทอร์ที่ดี หรืออยู่ในองค์กรที่เปิดโอกาสให้เรียนรู้ตลอดเวลา เขามองว่า สภาพแวดล้อมแบบนี้ ไม่ว่าจะเป็น startup ที่กำลังโตเร็ว หลักสูตรเรียนต่อที่เลือกมาอย่างดี หรือทีมที่มีหัวหน้าคอยสอนงานจริงๆ ล้วนช่วยเร่งการเติบโตของคนทำงานได้เร็วกว่าการพยายามเก่งอยู่คนเดียวมาก
อ้างอิง: Forbes, 80,000 Hours: How to Have a Fulfilling Career

