วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม 2569

Login
Login

'พ่อบ้านฟูลไทม์' ผู้ชายอยู่บ้านเลี้ยงลูก เทรนด์ใหม่ในสิงคโปร์

'พ่อบ้านฟูลไทม์' ผู้ชายอยู่บ้านเลี้ยงลูก เทรนด์ใหม่ในสิงคโปร์

กระแสความเปลี่ยนแปลงของบทบาทในครอบครัวสิงคโปร์กำลังถูกจับตามอง เมื่อพบว่ามีคุณพ่อจำนวนมากขึ้นที่ตัดสินใจหันหลังให้งานประจำเพื่อมารับหน้าที่ “เลี้ยงลูก”​ แบบเต็มเวลา หรือที่เรียกว่า “พ่อบ้านฟูลไทม์

ข้อมูลจากรายงานกำลังแรงงานประจำปีของกระทรวงแรงงาน สิงคโปร์ระบุว่า ตัวเลขของคุณพ่อที่ออกนอกระบบงานเพื่อรับหน้าที่เลี้ยงลูก เพิ่มขึ้นจากประมาณ 1,900 คนในปี 2022 เป็น 3,000 คนในปี 2025

ข้อมูลปี 2025 ระบุว่า มีพ่อบ้านฟูลไทม์ อยู่บ้านเลี้ยงลูก คิดเป็นสัดส่วน 7.4% ขณะที่ 92.6% คือสัดส่วนของฝั่งหญิง แม้เทียบกับจำนวน “แม่บ้านฟูลไทม์” แล้วยังถือว่า ห่างกันมาก แต่ตัวเลขดังซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 3.5% ในปี 2022 อย่างมีนัยสำคัญ สอดคล้องกับตัวเลขฝั่งคุณแม่ที่อยู่บ้านเลี้ยงลูกเต็มเวลามีจำนวนลดลงจากประมาณ 51,600 คน เหลือ 37,300 คนในช่วงเวลาเดียวกัน

'พ่อบ้านฟูลไทม์' ผู้ชายอยู่บ้านเลี้ยงลูก เทรนด์ใหม่ในสิงคโปร์

นอกจากกลุ่มที่ออกจากงานประจำแล้ว ผลสำรวจจาก Centre for Fathering ยังพบว่าในปี 2025 มีคุณพ่อที่เลือกทำงานพาร์ทไทม์ อาชีพอิสระ หรือเป็นเจ้าของธุรกิจ เพิ่มขึ้นเป็น 16.4% (จาก 14.5% ในปี 2024) และสัดส่วนของคุณพ่อที่ไม่ได้ทำงานก็เพิ่มขึ้นเป็น 5.4% (จาก 4.8% ในปี 2024) เพื่อให้สามารถใช้เวลากับครอบครัวได้มากขึ้น

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าปรากฏการณ์นี้ได้รับแรงหนุนจากการที่รูปแบบการทำงานแบบยืดหยุ่นและแบบไฮบริดกลายเป็นเรื่องปกติในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 รวมถึงปัจจัยอื่น ๆ ที่ถูกนำมาพิจารณามากขึ้น โดยเฉพาะเรื่อง “รายได้” ในครอบครัว โดยคู่สามีภรรยาที่มีรายได้ทั้งคู่มักพิจารณาว่า ใครมีรายได้มากกว่า หรืองานของใครมีความยืดหยุ่นและสามารถถอยจากงานได้โดยรับผลกระทบระยะยาวน้อยกว่า

นอกจากนี้ งานวิจัยในท้องถิ่นเมื่อเดือนมิถุนายน 2025 ยังชี้ให้เห็นว่าเด็กจะมีปัญหาทางพฤติกรรมน้อยลง และมีคะแนนสอบที่ดีขึ้น หากคุณพ่อลางานมาช่วยดูแลอย่างน้อย 2 สัปดาห์

'พ่อบ้านฟูลไทม์' ผู้ชายอยู่บ้านเลี้ยงลูก เทรนด์ใหม่ในสิงคโปร์

อย่างไรก็ตาม การก้าวมาเป็น "พ่อบ้าน" ยังคงมีความท้าทาย ดร. Kalpana Vignehsa นักวิจัยจากสถาบันนโยบายศึกษา (IPS) ชี้ว่าวัฒนธรรมในที่ทำงานส่วนใหญ่ยังคงไม่เอื้ออำนวย และคุณแม่ยังคงเป็นผู้ดูแลหลักในหลายครอบครัว การที่คุณพ่อบางคนต้องลาออกจากงานไปเลยนั้น สะท้อนให้เห็นว่าที่ทำงานยังขาดความยืดหยุ่นในการรองรับภาระด้านการดูแลครอบครัว ซึ่งอาจทำให้พวกเขาเผชิญความท้าทายในการกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานและความก้าวหน้าทางอาชีพที่ช้าลง

ในด้านอคติทางสังคม คุณพ่อหลายคนยังต้องรับมือกับคำวิจารณ์ เช่นกรณีของ Jionghan Ng อดีตผู้จัดการบริษัทไอทีที่ลาออกในปี 2024 มาดูแลลูกและเปิดธุรกิจชา เขาเล่าว่าเคยโดนชาวเน็ตวิจารณ์ด้วยคำว่า "chi ruan fan" (เกาะผู้หญิงกิน) แต่เขาก็ยังคงมั่นใจในบทบาทของตนเองและมองว่าสังคมไม่ควรดูถูกไม่ว่าจะเป็นพ่อหรือแม่ที่อยู่บ้าน

ขณะที่กรณีของ Abraham Yeo อีกหนึ่งคุณพ่อที่ลาออกจากงานวิศวกรซอฟต์แวร์ตั้งแต่ปี 2019 เพื่อมาทำมูลนิธิโดยไม่รับเงินเดือน ก่อนที่จะรับบทเป็นผู้ดูแลหลักเมื่อลูกสาวเกิดในปี 2020 เมื่อพี่เลี้ยงลาออกแบบไม่ทันตั้งตัว ในขณะที่ภรรยาเป็นพยาบาล ทำงานมีรายได้ประจำ เขาก็ต้องเผชิญคำวิจารณ์จากครอบครัวทั้งสองฝ่าย ทั้งยังอดไม่ได้ที่จะสงสัยในความสามารถตนเอง แต่ก็ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มคอมมูนิตี้ "The Ordinary Dad"

เขากล่าวว่าความเป็นชายในโลกยุคใหม่ไม่ใช่แค่เรื่องของพละกำลังหรือการหาเงิน แต่คือความอดทน ความกล้าหาญ และการเรียนรู้ที่จะถ่อมตน

นอกจากนี้ยังมีกรณีของ Andrew Fam ที่ยอมปฏิเสธข้อเสนองานที่ไม่ยืดหยุ่นถึง 4 แห่งในปี 2025 เพื่อทำงานทางไกลและดูแลลูกๆ เปิดทางให้ภรรยาได้ทำตามความฝันในอาชีพครู และ Ang Siang Shen ที่ลาออกมาทำโฮมสคูลให้ลูกสาววัย 3 ขวบ โดยมองว่าความสุข 10% จากการเห็นพัฒนาการของลูกนั้นคุ้มค่ากับความเหนื่อยล้า 90% ในแต่ละวัน

เทรนด์ใหม่นี้ชี้ให้เห็นว่าครอบครัวในสิงคโปร์เริ่มเปิดกว้างในการเลือกรูปแบบที่เหมาะสมกับบ้านตนเองมากกว่าทำตามความคาดหวังของสังคม แต่การจะสร้างสังคมที่เท่าเทียมได้อย่างแท้จริงนั้น จำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมในที่ทำงานอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้คุณพ่อได้รับการสนับสนุนอย่างแท้จริง