ก่อนหน้านี้เราคงคุ้นเคยกับภาพที่ AI ถูกนำมาใช้ช่วยทำงาน เขียนอีเมล หรือสรุปประชุม แต่มีอีกพฤติกรรมหนึ่งที่คนเราใช้ AI บ่อยพอๆ กับการทำงาน นั่นคือการขอคำแนะนำเรื่อง ความรัก การงาน หรือเส้นทางชีวิต ซึ่งถ้าเป็นยุคก่อน เวลาคนเราไม่สบายใจเรื่องเหล่านั้น ที่พึ่งอันดับต้นๆ คงหนีไม่พ้นการไป "ดูดวง" กับหมอดู เพื่อช่วยคลายความกังวลสงสัย แต่ในยุคนี้ ผู้คนกลับหันมาพึ่ง AI เป็น “ที่ปรึกษาทางอารมณ์” รูปแบบใหม่ตลอด 24 ชั่วโมง
แต่น่าสนใจกว่านั้น คือ แม้แต่อาชีพที่เชี่ยวชาญการทำนาย และการอ่านใจคนอย่าง “หมอดูไพ่ทาโรต์” เอง ก็เริ่มหันไปพึ่ง AI มากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อมีงานวิจัยหนึ่งพบว่า ปัจจุบันมีนักดูดวงด้วยไพ่ทาโรต์จำนวนไม่น้อย เริ่มใช้แชตบอตช่วยตีความไพ่ เพื่อทำนายดวงได้ตรงจุดและชัดเจนมากขึ้น
บางคนใช้ ChatGPT ช่วยตีความไพ่ บางคนใช้มันเป็นที่ปรึกษาเวลาสับสนเรื่องชีวิต และบางคนถึงขั้นเชื่อว่า AI ให้มุมมอง “เป็นกลาง” กว่าคนรอบตัวเสียอีก
ปรากฏการณ์นี้กำลังสะท้อนบางอย่างที่ใหญ่กว่าเรื่องดูดวง เพราะมันอาจหมายความว่า AI ไม่ได้เป็นแค่ผู้ช่วยทำงานอีกต่อไป แต่กำลังค่อยๆ แทรกตัวเข้าสู่ “พื้นที่ทางอารมณ์” และ “การตัดสินใจชีวิต” ของมนุษย์อย่างเงียบๆ จนเกิดคำถามสำคัญว่า ในวันที่แม้แต่ “หมอดู” ยังเริ่มพึ่ง AI เรากำลังใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือช่วยคิด…หรือกำลังปล่อยให้มันคิดแทนชีวิตเรามากขึ้นเรื่อยๆ กันแน่?
งานวิจัย MIT ชี้ชัด แม้แต่หมอดูไพ่ทาโรต์ ก็เริ่มพึ่งพา AI
งานวิจัยดังกล่าวเผยแพร่เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2026 โดยนักวิจัยจากสถาบันชั้นนำอย่าง Massachusetts Institute of Technology, University of Michigan และ Goldsmiths, University of London ไปลงพื้นที่สัมภาษณ์นักอ่านไพ่ทาโรต์ 12 คน ถึงวิธีที่พวกเขาใช้ AI ช่วยตีความไพ่ และทบทวนปัญหาชีวิต และค้นพบว่า แม้แต่คนที่ทำงานเกี่ยวข้องกับ “สัญชาตญาณมนุษย์” ทุกวัน ก็เริ่มหันไปพึ่งแชตบอตมากขึ้นเรื่อยๆ
ฟังดูอาจแปลก เพราะแก่นสำคัญที่สุดของการอ่านไพ่ทาโรต์ ไม่เคยอยู่ที่ “ไพ่” เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การตีความของหมอดู (นักทำนายดวง) โดยไพ่หนึ่งใบอาจไม่ได้มีแค่คำตอบเดียว เพราะความหมายของมันขึ้นอยู่กับคำถามของผู้ใช้บริการดูดวง รวมถึงจังหวะช่วงชีวิต ประสบการณ์ และสภาพจิตใจของคนถามในเวลานั้นด้วย
ยกตัวอย่างเช่น ถ้ามีคนถามเรื่อง "จะมีโอกาสได้เปลี่ยนงานไหม?" แล้วเปิดได้ไพ่ The Fool คู่กับ Ten of Wands
ไพ่ The Fool อาจหมายถึงการเริ่มต้นใหม่ การกระโดดออกจากพื้นที่ปลอดภัย หรือการเดินเข้าสู่สิ่งที่ยังไม่รู้จัก ขณะที่ Ten of Wands มักสะท้อนความเหนื่อยล้า ภาระหนัก หรือชีวิตที่แบกอะไรไว้มากเกินไป คำถามคือ.. ไพ่กำลังบอกให้ “ลาออกเพื่อเริ่มต้นใหม่” หรือ กำลังเตือนว่า “ต่อให้เปลี่ยนงาน คุณก็อาจเหนื่อยเหมือนเดิม”?
ที่ผ่านมา นักทำนายดวงด้วยไพ่ทาโรต์ต้องใช้เวลาอยู่กับการหาคำตอบจากความกำกวมของไพ่เหล่านี้ หมอดูต้องค่อยๆ คิด ค่อยๆ เชื่อมโยงกับชีวิตจริงของผู้ที่มาใช้บริการดูดวง และบางครั้งก็ไม่มีคำตอบที่ชัดเจน
แต่ AI กำลังเปลี่ยนกระบวนการนั้น เพราะแทนที่จะหมอดูจะมานั่งตีความเอง หลายคนเริ่มโยนคำถามให้แชตบอตช่วยสรุปความหมายทันที เนื่องจาก AI สามารถให้คำตอบที่ดูเป็นระบบ รวดเร็ว และมั่นใจได้ภายในไม่กี่วินาที
คนอ่านไพ่แบ่งเป็น 2 สาย และสะท้อนอนาคตของ AI ต่างกัน
นักวิจัยพบว่า หมอดูไพ่ทาโรต์ที่ใช้ AI มักแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลักๆ คือ กลุ่มแรก ใช้ AI เพื่อ “หาคำตอบแทนการคิดเอง” คนกลุ่มนี้มักรู้สึกเหนื่อยกับความกำกวมของไพ่ เพราะบางครั้งไพ่สามารถตีความได้หลายแบบ จนยากจะตัดสินใจ พวกเขาจึงใช้ AI เพื่อช่วยสรุปว่า ไพ่กำลังบอกอะไรแน่ พูดง่ายๆ คือ AI เข้ามาทำหน้าที่คล้าย “คนฟันธง”
แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็มีหมอดูไพ่ทาโรต์อีกกลุ่มที่ใช้ AI ในวิธีที่ต่างออกไป พวกเขาไม่ได้มอง AI เป็นผู้รู้ แต่ใช้มันเป็นเหมือนเป็น “คู่สนทนา” เพื่อช่วยมองอีกมุมหนึ่งของชีวิต บางคนให้ AI เสนอการตีความหลายแบบ เพื่อดูว่าแบบไหนตรงกับความรู้สึกตัวเองมากที่สุด บางคนใช้ AI เพื่อท้าทายอคติของตัวเอง หรือช่วยมองในจุดที่ตัวเองอาจมองข้ามไป
ที่น่าสนใจคือ หลายคนรู้สึกว่า AI “ปลอดภัย” กว่าการไประบายกับคนจริงๆ เพราะมันไม่ด่วนตัดสิน ไม่น่ารำคาญ ไม่เหนื่อยกับปัญหาซ้ำๆ ของเรา และพร้อมตอบกลับเราเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเวลาตี 2 หรือแม้แต่ในวันแย่ๆ ของชีวิต
จุดเปลี่ยนสำคัญ มนุษย์เริ่ม “ผูกพันทางอารมณ์” กับ AI
ยิ่งปล่อยให้ AI เข้ามาในพื้นที่เชิงความรู้สึกมากเท่าไหร่ เราอาจยิ่งผูกพันทางอารมณ์กับมันมากขึ้น นักวิชาการเรียกความสัมพันธ์ลักษณะนี้ว่า “Parasocial Interaction” หรือความสัมพันธ์ทางเดียวที่มนุษย์รู้สึกผูกพันกับอีกฝ่าย แม้อีกฝ่ายจะไม่ได้รู้จักตัวตนจริงของเราก็ตาม
เดิมที คำๆ นี้ มักใช้กับความผูกพันในลักษณะของ "แฟนคลับ" ที่รู้สึกสนิทกับดารา ยูทูบเบอร์ หรือคนดังบนโลกออนไลน์ แต่วันนี้ ความรู้สึกแบบเดียวกันกำลังเกิดขึ้นระหว่างคน กับ AI
ยิ่งแชตบอตตอบได้เข้าใจอารมณ์มากขึ้นเท่าไร มนุษย์ก็ยิ่งเผลอรู้สึกว่า “มีใครบางคนกำลังรับฟังเราอยู่” และนั่นคือจุดที่เรื่องนี้เริ่มซับซ้อนกว่าการใช้เทคโนโลยีทั่วไป เพราะสิ่งที่มนุษย์กำลังมอบให้ AI ไม่ใช่แค่ข้อมูล แต่คือ “พื้นที่ทางอารมณ์” ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นของเพื่อน คนรัก ครอบครัว หรือแม้แต่ตัวเราเอง
สิ่งที่น่ากังวล อาจไม่ใช่ AI ฉลาดเกินไป แต่คือมนุษย์เริ่มเชื่อมันมากเกินไป ที่ผ่านมา มีรายงานจำนวนมากเกี่ยวกับผู้ใช้งานที่เริ่มพึ่ง AI ทางอารมณ์อย่างหนัก บางคนใช้มันแทนเพื่อน แทนคนในครอบครัว บางคนถามทุกเรื่องตั้งแต่ความรัก การงาน ไปจนถึงคุณค่าของตัวเอง
ขณะเดียวกัน ก็เริ่มมีกรณีที่ AI เผลอสนับสนุนความคิดผิดๆ หรือส่งเสริมความเชื่อที่อันตรายต่อสุขภาพจิตของผู้ใช้งานเช่นกัน นี่จึงเป็นจุดที่ต้องระมัดระวังอย่างมากในการใช้งานที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์และจิตใจ
AI ไม่ใช่ที่ปรึกษาชีวิต แต่คือเครื่องมือช่วยมนุษย์ “คิดต่อ”
ผู้ใช้งาน AI โดยเฉพาะในสายงานด้านการทำนายดวงชะตา การให้คำแนะนำเชิงพยากรณ์ความรัก การงาน ชีวิต ฯลฯ ไม่ควรปล่อยผ่านหรือเผลอให้ AI มีอิทธิพลต่อวิธีคิด ความรู้สึก และการตัดสินใจชีวิตมากเกินไป โดยเฉพาะในโลกทุกวันนี้ที่ผู้คนเหงามากขึ้น เครียดมากขึ้น และรู้สึกว่าหาคนรับฟังจริงๆ ได้ยากขึ้นทุกวัน
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยดังกล่าวไม่ได้มอง AI ในแง่ลบทั้งหมด เพราะในอีกมุมหนึ่ง หมอดูไพ่ทาโรต์จำนวนหนึ่งใช้ AI ในฐานะ “เครื่องมือช่วยสะท้อนตัวเอง” มากกว่าจะใช้เป็นผู้ตัดสินชะตาชีวิตทั้งหมด
พวกเขาไม่ได้เชื่อทุกคำตอบที่ AI ตอบกลับมา แต่ใช้มันเพื่อเปิดมุมคิดใหม่ๆ และกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองอีกครั้ง
บางที นี่อาจเป็นภาพอนาคตของ AI ที่ควรจะเป็น ย้ำอีกครั้งว่า AI ไม่ใช่ผู้ที่ทำหน้าที่เป็นผู้รู้เหนือมนุษย์ แต่เป็นผู้ช่วยให้มนุษย์เข้าใจตัวเองลึกซึ่งขึ้นกว่าเดิม เพราะสุดท้ายแล้ว ต่อให้ AI ตอบได้เก่งแค่ไหน คำตอบสำคัญที่สุดของชีวิต ก็อาจยังต้องเป็นคำตอบที่มนุษย์เลือกด้วยตัวเองอยู่ดี
อ้างอิง: The conversation, PBS News, Fortune

