ในหลายๆ บริษัท เชื่อว่าพนักงานคงคุ้นเคยกับการที่ผู้นำออกมาพูดเรื่อง “วัฒนธรรมเปิดกว้าง” หรือหัวหน้างานบอกว่าอยากฟังความคิดเห็นจากพวกเราทุกคน และองค์กรก็มีนโยบายให้พนักงานพูดสื่อสารปัญหาได้เต็มที่ ...แต่ความจริงในออฟฟิศวันนี้ อาจไม่มีภาพนั้นเกิดขึ้นเลยสักนิด
ผลสำรวจใหม่จาก Radical Candor บริษัทด้านการพัฒนาศักยภาพผู้นำระดับสูงแบบตัวต่อตัวโดยโค้ชมืออาชีพ พบว่า พนักงานจำนวนมากในยุคนี้ กำลังเลือก “เงียบ” ใส่กันและกัน หรือแม้แต่เงียบในเวลาประชุม มากกว่าพูดถึงปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในที่ทำงาน
พนักงานกว่า 61.3% ระบุว่า พวกเขามักเห็นคนในองค์กร “ไม่กล้าแสดงความคิดเห็น” หากมีมุมมองต่างจากคนอื่นๆ ในออฟฟิศ
ขณะที่คนทำงานจำนวนมาก (เกือบ 50%) ยอมรับตรงๆ ว่า สิ่งที่กังวลที่สุดในที่ทำงานตอนนี้ คือ “ความปลอดภัยทางจิตใจ” (Psychological Safety) และความไว้ใจระหว่างพนักงานกับองค์กร คนทำงานจำนวนมากเริ่มไม่มั่นใจว่า “การพูดความจริง” ยังเป็นสิ่งที่องค์กรต้องการจริงหรือไม่
คิม สก็อตต์ (Kim Scott) ผู้ร่วมก่อตั้ง Radical Candor และโค้ชผู้บริหารระดับ CEO บอกว่า ปรากฏการณ์นี้สะท้อน “ช่องว่างความไว้วางใจ” ที่กำลังกว้างขึ้นเรื่อยๆ ระหว่างผู้นำกับพนักงาน และหนึ่งในสาเหตุสำคัญ คือ “ความกลัว”
คลื่น Layoff หนัก ทำพนักงานไม่กล้าพูด “ความจริง”
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โลกการทำงานเต็มไปด้วยข่าวปลดพนักงาน การปรับลดทีมทั้งแผนก และการปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ เอา AI มาใช้แทนคน และลดการจ้างงานใหม่ทดแทนคนเก่าที่ปลดออก
ภาพบรรยากาศในออฟฟิศที่ตามมาคือ หลายคนเห็นเพื่อนร่วมงานหายไปต่อหน้าต่อตา บางคนอยู่ในองค์กรที่ตัดคนออกทุกไตรมาส บางคนไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่า ตัวเองจะยังมีงานทำในอีกกี่เดือน? ..ภายใต้บรรยากาศแบบนี้ การพูดตรงๆ เริ่มกลายเป็น “ความเสี่ยง”
“ในช่วงเวลาที่หลายบริษัทกำลังปลดคน คนทำงานจำนวนมากจึงกลัวที่จะพูดความจริง” สก็อตต์กล่าว
พนักงานหลายคนเลือกเงียบเวลาประชุม, ไม่กล้าทักเมื่อเจอปัญหา, ไม่กล้าค้านไอเดียหัวหน้า, ไม่กล้าพูดว่าอะไรใช้ไม่ได้จริงในการทำงานโปรเจกต์นี้ ฯลฯ นั่นไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่มีความคิดเห็น แต่เพราะไม่มั่นใจว่า “พูดไปแล้วจะปลอดภัยไหม” และในหลายออฟฟิศ ความเงียบจึงค่อยๆ กลายเป็น “กลไกเอาตัวรอด” ของพนักงานโดยไม่รู้ตัว
องค์กรอยากได้ Feedback แต่สร้างบรรยากาศให้คนไม่กล้าพูด?!
สิ่งที่น่าสนใจคือ ฝั่งผู้บริหารเองก็รู้ว่าปัญหาเรื่องพนักงานไม่กล้าแสดงความเห็นกำลังเกิดขึ้น ผลสำรวจพบว่า ผู้บริหารถึง 45.8% มองว่า “การขาดฟีดแบ็กที่จริงใจ” คือหนึ่งในปัญหาใหญ่ที่สุดขององค์กร ซึ่งในยุคนี้องค์กรยิ่งต้องการไอเดียใหม่ๆ ต้องการคนช่วยมองปัญหา และต้องการเสียงสะท้อนจากทีมมากกว่าที่เคย
แต่ปัญหาคือ หลายองค์กรอยากได้ “ความจริง” แต่กลับไม่มีพื้นที่ที่ทำให้ทุกคนกล้าพูดความจริง ผู้จัดการจำนวนมากไม่เคยถูกฝึกเรื่องการให้และรับฟีดแบ็กอย่างจริงจังมาก่อน ผลสำรวจระบุว่า มากกว่า 70% ของผู้จัดการ แทบไม่เคยมีโอกาสฝึกการให้ฟีดแบ็ก ก่อนก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้า
ส่งผลให้หัวหน้าหลายคนรู้สึกไม่สบายใจเวลาโดนตั้งคำถาม เมื่อเจอลูกน้องตั้งคำถามใส่ บางคนมักจะปกป้องตัวเองทันที, บางคนตีความคำวิจารณ์ว่าเป็นการต่อต้าน และบางคนถึงขั้น “ลงโทษคนพูด” โดยไม่รู้ตัว เมื่อพนักงานเริ่มเห็นว่าคนที่พูดตรงๆ มักกลายเป็นคนที่มีปัญหาในทีม พวกเขาก็เริ่มเรียนรู้ว่า การอยู่เงียบๆ อาจปลอดภัยกว่าในระยะยาว
ความเงียบในองค์กรไม่ได้หมายความว่า “ไม่มีปัญหา”
ในหลายครั้ง ความเงียบของพนักงานในองค์กร มันอาจหมายถึงคนทำงานกำลังหมดศรัทธาต่อตัวองค์กร พูดปัญหาอะไรไปก็ไม่มีการแก้ไข งั้นก็ไม่พูดดีกว่า พอเป็นแบบนี้..ปัญหาหลายอย่างก็จะถูกปล่อยทิ้งไว้ สุดท้าย องค์กรจึงค่อยๆ สูญเสียสิ่งสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งไป นั่นคือ “บทสนทนาที่จริงใจ”
ผลสำรวจยังพบว่า พนักงานจำนวนมากแทบไม่เคยได้รับฟีดแบ็กที่มีคุณภาพจริงๆ และเกือบ 62% ของผู้ตอบแบบสอบถามมองว่า ฟีดแบ็กที่ได้รับมัก “คลุมเครือเกินไป” หรือหลีกเลี่ยงประเด็นสำคัญ
นั่นทำให้คนทำงานจำนวนมากไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ตัวเองควรพัฒนาอะไร หรือองค์กรคาดหวังอะไรจากพวกเขากันแน่ และเมื่อไม่มีความชัดเจนใดๆ ก็อาจนำไปสู่การลาออกได้เช่นกัน โดยผลสำรวจในปี 2024 ของ Textio (แพลตฟอร์มซอฟต์แวร์ด้านทรัพยากรบุคคล) พบว่า พนักงานที่ได้รับคำติชมคุณภาพต่ำมีแนวโน้มที่จะลาออกภายใน 12 เดือนข้างหน้า สูงกว่าถึง 63%
ยุค AI ยิ่งทำให้พนักงานรู้สึกว่า ตัวเอง “แทนที่ได้”
อีกประเด็นสำคัญที่งานวิจัยชิ้นนี้ชี้ให้เห็น คือ AI กำลังทำให้ปัญหาความไม่ไว้ใจกันในที่ทำงานรุนแรงขึ้นกว่าเดิม พนักงานจำนวนมากเริ่มกังวลว่า ทักษะของตัวเองอาจไม่สำคัญอีกต่อไป หลายคนกลัวว่า AI จะเข้ามาแทน บางคนไม่กล้าตั้งคำถาม เพราะกลัวถูกมองว่า “ปรับตัวไม่ได้”
ในขณะเดียวกัน หลายองค์กรกลับทุ่มงบประมาณจำนวนมหาศาลไปกับ AI แต่ลดการลงทุนเรื่อง “การพัฒนาคน” ทั้งที่เมื่อถามพนักงานว่า ทักษะสำคัญที่สุดในยุค AI คืออะไร คนส่วนใหญ่กลับตอบว่า ไม่ใช่ทักษะเทคนิค แต่คือ ทักษะความเป็นมนุษย์ (Human Skills) เช่น ทักษะการสื่อสาร การสร้างความชัดเจน การโค้ชทีม การดูแลความสัมพันธ์ หรือการสร้างความไว้ใจระหว่างคนในองค์กร
สก็อตต์มองว่า หากองค์กรมัวแต่ลงทุนกับเทคโนโลยี แต่ปล่อยให้คนทำงานรู้สึกโดดเดี่ยว ไม่กล้าพูด และไม่รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า สุดท้ายองค์กรเหล่านั้นอาจ “แข่งขันไม่ได้” ในระยะยาว
อยากได้ “ความจริง” ต้องทำให้พนักงานรู้ว่า พูดแล้วปลอดภัย
สก็อตต์มองว่า วิธีทำให้คนในองค์กรกล้าพูดมากขึ้น ไม่ใช่แค่บอกว่า “มีอะไรก็พูดได้” แต่ผู้นำต้องพิสูจน์ให้เห็นจริงๆ ว่า ต่อให้พนักงานเห็นต่าง หรือสะท้อนปัญหา พวกเขาก็จะไม่ถูกมองในแง่ลบ
คริสติน ครูซเวอร์การา (Christine Cruzvergara) ผู้บริหารด้านการศึกษาจากแพลตฟอร์มหางานสำหรับคนเริ่มต้นอาชีพ Handshake เปิดเผยกับ CNBC Make It เมื่อปี 2025 ว่า เธอมักใช้คำถาม 5 ข้อในการคุยกับลูกทีมตั้งแต่ครั้งแรก เพื่อสร้างความไว้ใจและทำให้พนักงานรู้สึกว่า “ความคิดเห็นของพวกเขามีความหมาย” ซึ่งคำถามเหล่านั้น ได้แก่
1. คุณคาดหวังอะไรจากหัวหน้า
2. อะไรคือสิ่งที่คุณไม่ชอบในการทำงาน
3. คุณอยากได้รับฟีดแบ็กแบบไหน
4. เวลาทำงานได้ดี อยากให้คนชื่นชมแบบไหน
5. ปีนี้คุณอยากพัฒนาตัวเองเรื่องอะไร มีอะไรที่หัวหน้าช่วยได้บ้าง
สำหรับครูซเวอร์การา การถามคำถามเหล่านี้ คือการส่งสัญญาณให้พนักงานรู้ว่า หัวหน้าพร้อมรับฟัง และใส่ใจกับการเติบโตของพวกเขาจริงๆ ขณะที่ สก็อตต์ มองว่า ทั้งหัวหน้าและลูกทีมจำเป็นต้องเรียนรู้วิธี “วิจารณ์กันอย่างตรงไปตรงมา โดยไม่ทำลายความสัมพันธ์”
ท้ายที่สุดแล้ว องค์กรที่แข็งแรง ไม่ใช่องค์กรที่ไม่มีความเห็นต่าง หรือไมใ่โต้แย้งกันเลย แต่คือองค์กรที่คนยังกล้าพูดความจริงต่อหน้ากัน เพื่อช่วยให้งานดีขึ้นกว่าเดิม ถ้าคนในองค์กรเริ่มรู้สึกว่า ความเงียบ ปลอดภัยกว่าความตรงไปตรงมา สุดท้ายบริษัทอาจไม่ได้เสียแค่ “ความคิดเห็น” แต่อาจกำลังเสียคนเก่ง ความไว้ใจ และโอกาสพัฒนาองค์กรไปพร้อมกัน
อ้างอิง: CNBC, RadicalCandor, Textio

