วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม 2569

Login
Login

จากกระแสไวรัล 'แอโรบิกสวนลุมฯ' สู่สเตจ 'Sports Tourism'

จากกระแสไวรัล 'แอโรบิกสวนลุมฯ' สู่สเตจ 'Sports Tourism'

ภาพคนไทยและต่างชาติแน่นลานแอโรบิกสวนลุมฯ แทบทุกเย็น ไม่ได้เป็นแค่ไวรัลเรียกเหงื่อ แต่เป็นสัญญาณเล็ก ๆ ที่น่ามองต่อในเชิง "เศรษฐกิจท่องเที่ยว" 

เพราะที่นั่นมีทั้งคนเมือง นักท่องเที่ยว ครีเอเตอร์ และแบรนด์ มารวมตัวกันในพื้นที่สาธารณะที่เข้าถึงง่าย สนุก และไม่ต้องเต้นเป๊ะก็อยู่ได้ ใครตามสเต็ปไม่ทันก็ยังหัวเราะไปกับคนอื่น ใครไม่เต้นก็ยืนดู หรือถ่ายคลิป นี่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้กีฬาบางประเภทข้ามจากกิจกรรมสุขภาพ ไปสู่ประสบการณ์เมือง

รายงาน Key Trend 2027: Sports Tourism ของ WGSN ช่วยให้เห็นภาพใหญ่ ตลาด "Sports Tourism" คิดเป็นราว 10% ของค่าใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวทั้งหมดในปี 2025 และมีแนวโน้มเติบโตถึง 1.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2032 

แรงส่งส่วนหนึ่งมาจากปฏิทินกีฬาใหญ่ในช่วงปี 2027/28 ทั้ง FIFA Women’s World Cup และ Olympics 2028 ที่ลอสแอนเจลิส แต่จุดเปลี่ยนจริงไม่ได้อยู่ที่อีเวนต์ใหญ่เท่านั้น หากอยู่ที่พฤติกรรมของนักเดินทางที่เปลี่ยนไป คนจำนวนมากไม่ได้ไปเมืองหนึ่งเพื่อดูการแข่งขันเพียงอย่างเดียว แต่ไปเพื่อสัมผัสบรรยากาศของเมืองเจ้าภาพ Fan Zone การพบคนที่อินเรื่องเดียวกัน หรือการลงมือเข้าร่วมกีฬาเอง ตั้งแต่วิ่งมาราธอน HYROX ไปจนถึงกิจกรรมกลางแจ้งต่าง ๆ

พูดให้เข้าใจง่ายขึ้น "กีฬาเริ่มเปลี่ยนจากกิจกรรมที่ทำระหว่างเที่ยว มาเป็นเหตุผลที่ทำให้คนอยากออกเดินทาง" บางคนเลือกเมืองจากเส้นทางวิ่ง บางคนเลือกโรงแรมจากความสะดวกในการซ้อม บางคนยอมจ่ายเพิ่มเพื่อ Ice Bath หรือ Sauna หลังแข่ง วันหยุดจึงไม่ได้แปลว่าการพักนิ่ง ๆ เสมอไป แต่เป็นช่วงเวลาที่คนอยากทดสอบตัวเอง อยากได้เรื่องเล่ากลับบ้าน หรืออยากเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน 

WGSN แบ่งตลาดนี้เป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกคือ "Travelling Fans" แฟนกีฬาที่เดินทางเพื่อดู เชียร์ และอยู่ในบรรยากาศรอบการแข่งขัน อีกกลุ่มคือ "Travelling Participants" คนที่เดินทางเพื่อเข้าร่วมกิจกรรมกีฬาเอง ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นนักกีฬาอาชีพ แต่เป็นคนธรรมดาที่มีเป้าหมายกับร่างกายของตัวเอง

เมื่อกลับมาดูบริบทไทย ผู้เขียนใช้เครื่องมือ Social Listening กวาดบทสนทนาเกี่ยวกับการวิ่ง HYROX และแอโรบิก ในช่วง 8 เมษายนถึง 8 พฤษภาคม 2026 พบว่าแอโรบิกเป็นหัวข้อที่ถูกพูดถึงบนโซเชียลมีเดียสูงที่สุด รองลงมาคือ HYROX 

ภาพที่เห็นชัดคือ แอโรบิกไม่ได้โตจากความจริงจังทางกีฬา แต่โตจากความสนุก อารมณ์ร่วมเชิงกลุ่ม และความง่ายในการเข้าร่วม หลายโพสต์พูดถึงการเต้นตามไม่ทัน การยืนดูคนนำเต้น การชวนเพื่อนไปลอง และการอยากไปสัมผัสบรรยากาศด้วยตาตัวเอง บทสนทนาจำนวนมากโยงกับสวนลุมพินี สวนเบญจกิติ และสวนรถไฟ สะท้อนว่าสนามกีฬาของคนเมืองอาจไม่ใช่ฟิตเนสหรือสเตเดียมเสมอไป แต่เป็นสวน ลานกิจกรรม และพื้นที่เปิดที่เข้าถึงง่าย

จุดแข็งของแอโรบิกสวนลุมฯ คือความเป็น Low-Barrier Sport ที่ไม่ต้องเก่ง ไม่ต้องมีอุปกรณ์ ไม่ต้องแต่งตัวแบบนักกีฬา และไม่ต้องกลัวว่าจะทำผิด ความไม่เป๊ะกลายเป็นเสน่ห์ เพราะทำให้คนรู้สึกว่าเข้าร่วมได้โดยไม่ถูกตัดสิน นี่ต่างจากกีฬาหลายประเภทที่มีภาพจำว่าต้องฟิต ต้องจริงจัง หรือต้องมีพื้นฐาน เมื่อกิจกรรมหนึ่งเปิดรับคนได้กว้างพอ มันจึงไม่ได้ดึงแค่คนรักสุขภาพ แต่ดึงคนทำงานหลังเลิกงาน นักท่องเที่ยวต่างชาติ ครีเอเตอร์ และคนที่อยากมีประสบการณ์ร่วมกับเมือง

ส่วน HYROX ให้ภาพอีกด้านหนึ่ง แม้บทสนทนาน้อยกว่าแอโรบิก แต่เนื้อหามีความเข้มข้นกว่า หลายโพสต์พูดถึงการซ้อม คลาส ยิม Training Partner การลงแข่ง และ Road To HYROX นี่คือสัญญาณของ Everyday Athlete ที่คนธรรมดาสร้างเรื่องเล่าให้ตัวเองผ่านเป้าหมายทางร่างกาย 

HYROX ยังเริ่มถูกใช้เป็นคำเปรียบเทียบความเหนื่อย ความหนัก และความฟิตในชีวิตประจำวัน เมื่อชื่อกีฬากลายเป็นภาษาของคนเมือง มันก็ไม่ได้เป็นแค่อีเวนต์อีกต่อไป แต่เริ่มมี "ความหมายทางวัฒนธรรม"

อีกแรงขับที่สังเกตได้จากข้อมูลคือ "Pop Culture" โพสต์ที่มี Engagement สูงจำนวนมากไม่ได้มาจากเพจกีฬาโดยตรง แต่มาจากครีเอเตอร์ แบรนด์ และแฟนด้อม ข้อมูลยังพบคำที่เกี่ยวกับอาหาร เดลิเวอรี และความหิวอยู่ไม่น้อย 

สิ่งนี้บอกว่า กีฬาในโซเชียลไทยไม่ได้เคลื่อนด้วยเหตุผลว่า “ออกกำลังกายดีต่อสุขภาพ” เท่านั้น แต่มันเดินทางผ่านมุก คลิปสั้น เพลง ความสนุก และจังหวะหลังเลิกงานที่คนอยากออกจากบ้านไปอยู่ในประสบการณ์เดียวกัน แบรนด์จึงไม่ได้เข้ามาแค่ขายของ แต่เข้ามาเกาะจังหวะหลังการเล่นกีฬา เช่น เต้นเสร็จแล้วกิน วิ่งเสร็จแล้วนัดเจอเพื่อน ซ้อมเสร็จแล้วให้รางวัลตัวเอง

โอกาสของไทยจึงไม่ได้อยู่ที่การทำให้อีเวนต์กีฬาใหญ่ขึ้นอย่างเดียว แต่อยู่ที่การออกแบบระบบรอบกิจกรรมให้ครบขึ้น เช่น 

  • สวนสาธารณะ อาจเชื่อมกับเส้นทางเดิน วิ่ง อาหาร เครื่องดื่ม ที่พัก และกิจกรรมยามเย็น 
  • ห้าง อาจไม่ใช่แค่พื้นที่ค้าปลีก แต่เป็นลานกิจกรรมที่ดึงคนเข้าเมือง 
  • โรงแรม อาจขายมากกว่าห้องพัก ด้วยแพ็กเกจซ้อม ฟื้นฟู และดูแลร่างกายหลังแข่ง 
  • เมือง อาจใช้แอโรบิก วิ่ง มวยไทย ตะกร้อ หรือกีฬาพื้นบ้านอื่น ๆ เป็นประตูบานใหม่ให้คนรู้จักย่านและวัฒนธรรมมากขึ้น 

อย่างไรก็ตาม ไวรัลไม่ใช่คำตอบทั้งหมด ถ้าคนแน่นเกิน พื้นที่ไม่พอ ระบบจัดการไม่ดี หรือความปลอดภัยไม่ชัด กระแสบวกอาจกลายเป็นปัญหาได้ 

การต่อยอด Sports Tourism จึงต้องคิดมากกว่าแค่ชวนคนมาเพิ่ม แต่ต้องจัดการเวลา การเดินทาง สุขอนามัย ความปลอดภัย และประสบการณ์หลังจบกิจกรรมให้ดีพอ หากทำได้ แอโรบิกสวนลุมฯ อาจเป็นต้นแบบเล็ก ๆ ของการเปลี่ยนกิจกรรมสุขภาพธรรมดาให้กลายเป็นมูลค่าเศรษฐกิจท่องเที่ยว