วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม 2569

Login
Login

คนหางาน 40% ถอนใบสมัครกับบริษัทที่ใช้ AI สัมภาษณ์ รู้สึกโดนเหยียด

คนหางาน 40% ถอนใบสมัครกับบริษัทที่ใช้ AI สัมภาษณ์ รู้สึกโดนเหยียด

ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกวันนี้ HR ของหลายๆ บริษัทแห่ใช้ AI มาช่วยคัดเลือกและสรรหาบุคลากรแทนการคัดกรองเองทุกขั้นตอน เพื่อรับมือกับใบสมัครมหาศาลในตลาดแรงงานที่แข่งขันดุเดือด ปรากฏว่า “ผู้สมัครงาน” จำนวนไม่น้อยกลับเริ่มถอยห่างจากองค์กรที่ปล่อยให้ AI เป็นคนสัมภาษณ์แทนมนุษย์

รายงานล่าสุดจาก Greenhouse พบว่า ชาวอเมริกันที่กำลังหางานถึง 63% เคยผ่านการสัมภาษณ์งานด้วย AI มาแล้ว โดยพบว่ากระบวนการนี้เพิ่มขึ้น 13% ภายในเวลาเพียง 6 เดือน สะท้อนว่าการใช้เทคโนโลยี AI ประเภทแชตบอต อวตารเสมือน หรือ ระบบสัมภาษณ์อัตโนมัติ กำลังกลายเป็นเรื่องปกติในกระบวนการจ้างงานยุคใหม่

แต่สิ่งที่หลายองค์กรอาจคาดไม่ถึง คือ “ผู้สมัครจำนวนมากไม่ได้โอเคกับมัน” ตามรายงายพบว่า ประมาณ 4 ใน 10 หรือ 38% ของผู้สมัคร ระบุว่าเคย “ถอนตัว” ออกจากกระบวนการรับสมัครงาน เพราะบริษัทใช้ AI เป็นผู้สัมภาษณ์ ขณะที่อีก 12% บอกว่า หากเจอสถานการณ์แบบนี้ ก็พร้อมจะยกเลิกการสมัครทันทีเช่นกัน

นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยีใหม่ที่คนยังไม่คุ้น แต่เป็นสัญญาณว่าคนทำงานจำนวนมากกำลังรู้สึกว่า ตัวเองถูกปฏิบัติเหมือนเป็นหุ่นยนต์ มากกว่า “มนุษย์” ซึ่งเป็นการไม่ให้เกียรติความเป็นมนุษย์ด้วยกัน

จาก “แข่งสมัครงานกับคนอื่น” กลายเป็น “แข่งกับอัลกอริทึม” ?!

ชารอน ทิปตัน (Sharawn Tipton) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลของ Greenhouse อธิบายว่า ฝั่ง HR เองก็อยู่ภายใต้แรงกดดันมหาศาลเช่นกัน เนื่องจากในยุคที่ตำแหน่งงานหนึ่ง อาจมีคนสมัครหลายพันคน Recruiter ต้องเร่งหาวิธี “กรองคน” ให้เร็วที่สุด และ AI ก็ถูกมองว่าเป็นตัวช่วยที่ดีที่สุดของขั้นตอนนี้ ..แต่ปัญหาคือ เทคโนโลยีกำลังวิ่งเร็วกว่าความเข้าใจของคน

“ไม่มีใครอธิบายผู้สมัครเลยว่าทำไมกระบวนการสมัครงานถึงเปลี่ยนไปแบบนี้” ทิปตันกล่าว พร้อมชี้ว่า สุดท้ายแล้ว “ต้นทุนทางความรู้สึก” กลับตกอยู่กับผู้สมัครเต็มๆ 

คนหางานหลายคนรู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกระบบอัตโนมัติประเมินค่า หรือรู้สึกเหมือนคุยกับกำแพง มากกว่าถูกทำความเข้าใจในฐานะมนุษย์ เพราะต้องพูดกับหน้าจอ ตอบคำถามกับบอต หรืออัดวิดีโอให้ AI วิเคราะห์ สีหน้า น้ำเสียง และวิธีพูด โดยแทบไม่รู้เลยว่าปลายทางจะมี “คนจริงๆ” มาติดตามการสัมภาษณ์งานของพวกเขาหรือไม่

มันทำให้การสมัครงานเริ่มให้ความรู้สึกเหมือน “การพยายามเอาชนะอัลกอริทึม” มากกว่าการพยายามพิสูจน์ศักยภาพของตัวเอง

แม้ยอมสัมภาษณ์กับ AI สุดท้ายก็โดน “นายจ้างเท” อยู่ดี

สิ่งที่ทำให้ผู้สมัครยิ่งหมดศรัทธาในกระบวนการจ้างงานแบบนี้ ก็คือ แม้หลายคนจะยอมถูกสัมภาษณ์ด้วย AI แล้ว แต่ผลลัพธ์กลับไม่ได้ดีขึ้นเลย โดยตามรายงานฉบับข้างต้น ชี้ด้วยว่า 51% ของผู้ที่ผ่านการสัมภาษณ์ด้วย AI ไม่ได้รับการติดต่อกลับจาก HR บริษัทอีกเลย เหมือนโดนเทไปอย่างเงียบๆ และผู้สมัครบางคนยังคงรอคำตอบจากบริษัทจนถึงปัจจุบัน

แม้การ “เงียบหาย” หลังสัมภาษณ์จะไม่ใช่เรื่องใหม่ในโลกการทำงาน แต่เมื่อมันเกิดขึ้นหลังจากผู้สมัครต้องผ่านกระบวนการอัตโนมัติที่เย็นชาอยู่แล้ว ความรู้สึกด้านลบก็ยิ่งรุนแรงขึ้นกว่าเดิม

ทิปตัน เล่าว่า เธอเพิ่งคุยกับผู้สมัครคนหนึ่งที่ได้รับอีเมลปฏิเสธงานจากระบบ และ “ถ้อยคำในอีเมลทำให้เธอรู้สึกเหมือนไม่มีคุณค่าอะไรเลย”

นั่นอาจเป็นปัญหาใหญ่กว่าที่หลายบริษัทคิด เพราะในยุคที่ประสบการณ์ผู้สมัคร (Candidate Experience) ถูกแชร์ต่อบนโซเชียลมีเดียได้ทันที ประสบการณ์แย่ๆ จาก AI อาจย้อนกลับมาทำลายภาพลักษณ์นายจ้างโดยตรง

โลกการทำงานเข้าสู่ “สงคราม AI” ตั้งแต่ตอนสมัครงาน

ลองมาดูในฝั่งตรงข้ามหรือฝั่งลูกจ้างกันกันบ้าง รายงานจาก Greenhouse ก็พบประเด็นสนใจไม่แพ้กันคือ วันนี้ไม่ใช่แค่บริษัทที่ใช้ AI แต่ “คนหางาน” เองก็เริ่มใช้ AI เขียนเรซูเม่ ซ้อมสัมภาษณ์ หรือช่วยตอบคำถามเช่นกัน

ผลลัพธ์คือ ตลาดแรงงานเริ่มเข้าสู่สิ่งที่ทิปตันเรียกว่า “Arms Race” หรือการแข่งขันด้าน AI ระหว่างสองฝ่าย กล่าวคือ ฝ่ายนายจ้างใช้ AI เพื่อคัดคนให้เร็วขึ้น ขณะที่ฝ่ายลูกจ้างก็ใช้ AI เพื่อทำให้ตัวเอง “ดูดีพอ” จะผ่านระบบคัดกรอง (ที่ใช้ AI คัดกรอง) เช่นกัน

สุดท้าย กระบวนการจ้างงานจึงเริ่มห่างออกจากสิ่งที่เรียกว่า “การทำความเข้าใจมนุษย์” มากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งถือเป็นแก่นสำคัญดั้งเดิมของตลาดแรงงาน การจ้างงาน และการพัฒนาแรงงาน 

ประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น อาจแลกมาด้วยความรู้สึกของคนทำงาน

ประเด็นสำคัญที่หลายองค์กรเริ่มถูกตั้งคำถาม คือ AI อาจช่วยเพิ่ม Productivity ได้จริง แต่เบื้องหลังประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น ก็มีคำถามตามมาว่า ใครคือคนที่ได้เปรียบ และใครกำลังเสียเปรียบมากกว่าเดิม โดยเฉพาะในตลาดแรงงานทุกวันนี้ที่ “โอกาส” ไม่ได้เท่ากันตั้งแต่ต้น

เพราะต้องยอมรับว่า โลกการทำงานตอนนี้แบ่งคนทำงานเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกเป็นคนที่เข้าถึงเครื่องมือ AI ได้ง่ายกว่า ใช้งาน AI เก่งกว่า มีโค้ชสอน มีความรู้ด้านเทคโนโลยี กลุ่มนี้ย่อมได้เปรียบมากขึ้น

ขณะที่ กลุ่มที่สอง ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่อีกจำนวนมาก ยังตามไม่ทันเทคโนโลยี AI ยังใช้ไม่เก่ง ใช้เป็นแค่ผิวเผิน วัยทำงานกลุ่มนี้อาจถูกทิ้งไว้ข้างหลัง แม้จะมีความสามารถในการทำงานจริงก็ตาม

ทิปตันเตือนว่า หากองค์กรไม่ออกแบบกระบวนการใช้ AI อย่างระมัดระวัง ระบบจ้างงานยุคใหม่อาจยิ่ง “ขยายความเหลื่อมล้ำเดิมให้เร็วขึ้นกว่าเดิม” และนี่อาจเป็นเหตุผลสำคัญว่า ทำไมคนรุ่นใหม่จำนวนมาก ถึงเริ่มตั้งคำถามกับบริษัทที่พยายามทำทุกอย่างให้ “เร็วขึ้น” แต่กลับทำให้ความเป็นมนุษย์ “หายไป” จากการทำงานทีละน้อย

 

 

อ้างอิง: Fortune, Greenhouse