ท่ามกลางตลาดงานผันผวนหนัก แข่งขันสูง งานหายาก หลายคนหางานแทบพลิกแผ่นดินก็ยังไม่ได้งาน แต่รู้หรือไม่? สมัยนี้มีบางอาชีพที่อาจฟังดูเหมือนเรื่องล้อเล่น แต่กลับมีอยู่จริง และทำเงินได้จริงๆ เมื่อบริษัทอาหารสุนัขในนิวยอร์กประกาศรับสมัคร “นักดมกลิ่นปากสุนัข” และ “นักจูบน้องหมา”
หน้าที่หลักของ คือเดินสายไปตาม Dog Park เพื่อเข้าไปเล่นกับเจ้าสี่ขา พร้อมเช็กลมหายใจของน้องหมาด้วยการดมกลิ่นเพื่อประเมินให้คะแนน และทำระบบจัดอันดับแบบเรียลไทม์ รวมถึงอีกงานหนึ่งคือ การจูบน้องหมา เพื่อเฟ้นหาสุนัขที่เฟรนลี่ที่สุดในนิวยอร์ซิตี้ แล้วสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดเพื่อประเมินว่า…ใครปากหนักสุดในเมือง
งานดังกล่าวถูกโพสต์ประกาศรับสมัครจาก Spot & Tango บริษัทอาหารสุนัขแห่งหนึ่งในนครนิวยอร์ก โดยประกาศรับสมัครงานในตำแหน่ง “Dog Breath Sniffer” หรือ “นักดมกลิ่นปากสุนัข” และอีกตำแหน่งคือ “Dog Kisser” หรือ “นักจูบหมา” โดยให้ค่าตอบแทนสูงสุดถึงชั่วโมงละ 1,000 ดอลลาร์ หรือราว 30,000 กว่าบาท
ใช่ อ่านไม่ผิด งานนี้มีอยู่จริง และหน้าที่หลักก็คือเอาหน้าเข้าไปใกล้ปากน้องหมาแบบมืออาชีพ!
คุณสมบัติผู้สมัคร ไม่ใช่แค่ต้องรักหมา แต่ต้อง “ดมเก่ง” ด้วย
รายละเอียดงานของตำแหน่งนักดมกลิ่นปากสุนัขระบุไว้แบบจริงจังว่า บริษัทกำลังมองหาคนที่ “กล้า ช่างสังเกต และพร้อมเข้าถึงตัวสุนัขแบบใกล้ชิด โดยไม่กลัวหรือรังเกียจกลิ่นปากสุนัข”
หน้าที่หลักคือออกตระเวนตาม Dog Park ทั่วนิวยอร์กซิตี้ เพื่อทำ “Breath Test” หรือทดสอบลมหายใจของน้องหมาแบบเรียลไทม์ พร้อมกับสร้างระบบให้คะแนนกลิ่นปาก หรือที่บริษัทเรียกว่า “Funk-o-meter” เพื่อวัดระดับกลิ่นปากของน้องหมาแต่ละตัว
ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ คนที่เป็น Dog Breath Sniffer ต้องจำแนกรายละเอียดกลิ่นให้ได้อย่างชัดเจน โดยบริษัทระบุว่าต้องจด “โน้ตกลิ่น” (อธิบายโทนกลิ่นที่ได้รับในประสาทสัมผัส) แบบละเอียดเหมือนนักชิมไวน์ ยกตัวอย่างเช่น
“มีกลิ่นทูน่าจาง ๆ”
“กลิ่นให้ฟีลเหมือนถังขยะหลังฝนตก”
“กลิ่นสะอาดแบบน่าประทับใจ” เป็นต้น
บริษัทถึงขั้นระบุในช่องคุณบัติที่ต้องการ ว่า ถ้าใครเคยทำงานสายไวน์ กาแฟ น้ำหอม หรือช็อกโกแลตมาก่อน จะถือว่าได้เปรียบและเหมาะกับอาชีพนี้ เพราะพวกเขาเหล่านั้นเป็นคนที่มีประสาทรับกลิ่นดีเยี่ยม
ส่วนประสบการณ์เกี่ยวกับสัตว์ ไม่ว่าจะเป็น คนที่ทำงานในสายพฤติกรรมสุนัข ผู้ช่วยสัตวแพทย์ หรือสายดูแลสัตว์เลี้ยง ก็ถือเป็นแต้มบวกเช่นกัน แต่ไม่ใช่สิ่งจำเป็น เพราะสิ่งสำคัญที่สุดของงานนี้ คือ การยอมเอาหน้าเข้าไปใกล้ปากหมาโดยไม่ถอยหนีไปซะก่อน
อีกตำแหน่งคือ “นักจูบหมา” หน้าที่หลักคือ ยอมโดนเลียหน้า!
ส่วนตำแหน่ง Dog Kisser ก็ไม่ธรรมดาเหมือนกัน เพราะหน้าที่หลักคือ “รับจูบจากน้องหมาทั่วนิวยอร์ก” พร้อมสังเกตและบันทึกพฤติกรรมของน้องหมาแต่ละตัวที่ได้พบ เพื่อเฟ้นหาดาวเด่นที่สุดในเมืองนิวยอร์ก
โดยพนักงานในตำแหน่งนี้ ต้องเดินสายไปตาม Dog Park และพื้นที่ที่คนพาสุนัขมาเดินเล่น เพื่อทำความรู้จักกับน้องๆ และต้องรับการเลียหน้าแบบใกล้ชิด จากนั้น กลับมาจดรายละเอียดของหมาทุกตัวที่เจอ ซึ่งต้องระบุข้อมูลตั้งแต่ลักษณะนิสัยโดยรวม ความเป็นมิตร ไปจนถึงความตื่นเต้นเวลาเข้ามาทักทายมนุษย์
นอกจากนี้ ยังต้องช่วยเฟ้นหาน้องหมาที่มีแววจะเป็น “Dog Ambassador” หรืออินฟลูเอนเซอร์สายสี่ขาให้กับทางแบรนด์อีกด้วย โดยบริษัท Spot & Tango อธิบายว่า งานนี้คือส่วนหนึ่งของการทำ “Quality Control” หรือการลงสนามไปเก็บข้อมูลจริง ว่าสุนัขชอบสินค้าหรือไม่ และตอบสนองยังไงบ้าง
คุณสมบัติของคนที่เหมาะกับงานนี้จึงไม่ใช่แค่รักสัตว์ แต่ต้องเป็นคน “ใจถึง หน้าทน และมีใบหน้าที่หมาเห็นแล้วอยากเลียโดยอัตโนมัติ” และแน่นอนว่า สวัสดิการเด่นที่สุดของงานนี้คือ “กอดน้องหมาได้ไม่อั้น”
เงินดีขนาดนี้…แต่ความเสี่ยงก็ไม่ใช่เล่น
แม้หลายคนเห็นแล้วอยากรีบพุ่งไปสม้ครงานนี้ทันที แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า งานนี้อาจไม่ได้ปลอดภัยต่อสุขภาพ เพราะแม้จะมีหลายคนยังมีความเชื่อว่า “ปากหมาสะอาดกว่าปากคน” แต่ผู้เชี่ยวชาญชี้ชัดว่า ไม่เป็นความจริง!
จอห์น ออกซ์ฟอร์ด (John Oxford) นักไวรัสวิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านแบคทีเรียจากมหาวิทยาลัยควีนแมรี กรุงลอนดอน อธิบายว่า สุนัขใช้เวลาครึ่งชีวิตไปกับการดมและใช้ปากสัมผัสกับสิ่งสกปรก ไม่ว่าจะเป็นมุมพื้น ขยะ หรือแม้แต่ของเสียจากสัตว์ตัวอื่น ทำให้บริเวณปากเต็มไปด้วยแบคทีเรีย เชื้อโรค และไวรัสหลายชนิด
แบคทีเรียบางตัวในน้ำลายสุนัขอาจก่อโรคร้ายแรงได้ หนึ่งในนั้นคือ แบคทีเรียที่ชื่อว่า Capnocytophaga canimorsus ซึ่งหากคนเราไปสัมผัสในปริมาณมาก ก็สามารถทำให้เกิดภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด จนลุกลามไปสู่อวัยวะล้มเหลวและอาจอันตรายถึงชีวิต
พูดง่ายๆ คือ เงินค่าจ้างชั่วโมงละ 1,000 ดอลลาร์ อาจเย้ายวนใจก็จริง แต่กลิ่นปากน้องหมาที่คุณต้องสูดเข้าไปหลายครั้งในจำนวนหลายๆ ตัว …ก็คงไม่ใช่อากาศบริสุทธิ์เหมือนกัน
จากงานค่าจ้างชั่วโมงละ 25 ดอลลาร์ สู่งานนักดมกลิ่นระดับพรีเมียม
จริงๆ แล้ว นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Spot & Tango เปิดรับตำแหน่งงาน “นักดมกลิ่นปากสุนัข” เพราะหากย้อนไปเมื่อปีก่อนก็พบว่า บริษัทนี้เคยประกาศหานักศึกษาฝึกงานมาทำหน้าที่คล้ายกัน แต่ตอนนั้นค่าตอบแทนอยู่ที่เพียงชั่วโมงละ 25 ดอลลาร์เท่านั้น
แต่ในปี 2026 นี้ บริษัทกลับมาเปิดรับสมัครงานตำแหน่งนี้อย่างจริงจังอีกครั้ง ก็เพราะว่า ทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของการโปรโมต “PupGum” ขนมขัดฟันสำหรับสุนัข ที่เคลมว่าสามารถลดกลิ่นปากได้จากต้นตอ และช่วยลดแบคทีเรียที่เกี่ยวข้องกับโรคเหงือกในสุนัข
โดยข้อมูลทางการแพทย์ระบุว่า หากปล่อยให้สุนัขเกิดโรคเหงือกสะสมโดยไม่รักษา อาจลามไปกระทบต่อสุขภาพหัวใจ ตับ ปอด และไตของสุนัขได้ในระยะยาว แปลว่า เบื้องหลังงานดมกลิ่นสุดเพี้ยนนี้ จริงๆ ก็มีเป้าหมายทางธุรกิจและสุขภาพสัตว์เลี้ยงซ่อนอยู่เหมือนกัน
ชาวเน็ตแห่คอมเมนต์ “เงินดีขนาดนี้ ให้ดมทั้งวันก็ยังไหว”
หลังประกาศรับสมัครงานในตำแหน่งนี้ถูกแชร์ออกไป ชาวเน็ตจำนวนมากก็เข้ามาคอมเมนต์กันสนุกสนาน บางคนถึงขั้นบ่นเสียดายที่ตัวเองสูญเสียประสาทรับกลิ่นหลังติดโควิด ไม่อย่างนั้นคงสมัครไปแล้ว
ขณะที่อีกคนพูดแบบทุ่มสุดตัวว่า “ถ้าได้ชั่วโมงละพันดอลลาร์นะ ไม่ใช่แค่ดมปากหมาหรอก ผมดมได้ทั้งตัวอะ ต่อให้สุดท้ายต้องเข้าโปรแกรมบำบัดจิตใจก็เถอะ แต่ได้เงินขนาดนี้คุ้ม!”
อีกคนก็แซวแรงว่า “เจ้าของหมาหลายคนยอมให้หมาเลียหน้าฟรีๆ ทั้งที่เมื่อกี้มันยังเลียก้นตัวเองอยู่เลย แต่ถ้ามาทำงานนี้อย่างน้อยก็ยังได้เงินนะ”
อย่างไรก็ตาม มากไปกว่าความแปลกของอาชีพนี้ ก็มีสิ่งที่น่าสนใจอยู่คือ มันช่วยสะท้อนภาพตลาดงานยุคใหม่ได้ค่อนข้างชัด เพราะในวันที่อาชีพดั้งเดิมหลายอาชีพแข่งขันกันหนักขึ้นเรื่อยๆ แต่โลกก็เริ่มมีงานแปลกใหม่ๆ ที่อาจดูมุกตลก แต่กลับกลายเป็นอาชีพจริง มีเงินเดือนจริง และมีคนพร้อมทำจริงๆ
บางคนประชุมทั้งวันได้เงินไม่ถึงพัน บางคนเอาหน้าไปใกล้ปากหมา…แล้วได้ชั่วโมงละสามหมื่น สุดท้ายแล้ว โลกการทำงานยุคนี้อาจกำลังบอกเราว่า “ความปกติ” ของการทำงาน มันเปลี่ยนไปไกลกว่าที่คิดแล้วจริงๆ
อ้างอิง: NewYorkPost, spotandtango, PMC Research, dogs lick your face, skin-rotting disease

