ภาพสะท้อนของการเป็น CEO ที่ประสบความสำเร็จ อาจไม่ได้อยู่ที่ความขยันหรือความสามารถในการปั้นยอดขายให้ทะลุเพดานเท่านั้น แต่อาจเป็นสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่ซ่อนอยู่ในวิสัยทัศน์ ที่ถูกเซตผ่าน 'วินัยยามเช้า' และ 'บันทึกความสำเร็จล่วงหน้า' ที่ช่วยให้คว้าความฝันได้อย่างแม่นยำราวกับวางบทไว้
ในโลกของธุรกิจที่หมุนไวและเต็มไปด้วยการแข่งขัน หลายคนอาจมองหาเทคโนโลยีสุดล้ำ หรืออัลกอริทึมที่ซับซ้อน เพื่อใช้เป็นตัวช่วยให้ธุรกิจประสบความสำเร็จได้เร็วดั่งใจ แต่สำหรับ คาสซานดรา โมราเลส เทิร์สเวลล์ (Cassandra Morales Thurswell) ผู้ก่อตั้งและซีอีโอหญิงของแบรนด์ความงามและผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม Kitsch เธอกลับเลือกใช้ "อาวุธลับ" ที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังอย่างการจัดการสภาวะจิตใจให้นึกถึงความสำเร็จอยู่เสมอ
ย้อนกลับไปในปี 2010 คาสซานดรา โมราเลส เทิร์สเวลล์ ในวัย 25 ปี เริ่มต้นธุรกิจด้วยเงินเก็บทั้งชีวิตของเธอ แต่ในปัจจุบัน Kitsch กลายเป็นแบรนด์ระดับโลกที่สร้างยอดขายได้มากกว่า 300 ล้านดอลลาร์ต่อปี (ราวๆ 9,752 ล้านบาทหรือเกือบหมื่นล้านต่อปี) และมีผลิตภัณฑ์วางจำหน่ายในร้านค้ากว่า 27,000 แห่งทั่วโลก
ความสำเร็จมหาศาลนี้ไม่ได้มาจากโชคช่วย แต่มาจากเทคนิคที่เธอเรียกว่าการสร้างภาพฝัน การฝึก Manifest และการเขียนบันทึกอนาคต หรือที่เรียกว่า Future Journaling
จุดเริ่มต้นจาก 'แป้นบาส' สู่ 'กระดานธุรกิจ'
แรงบันดาลใจของเธอเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่วัยมัธยม เมื่อโค้ชบาสเกตบอลของเธอสอนว่า นักกีฬาอาชีพสามารถเพิ่มอัตราการชู้ตลูกโทษให้ลงตะกร้าได้มากขึ้น เพียงแค่หลับตาแล้ว “จินตนาการ” ว่าตัวเองกำลังทำแต้มได้สำเร็จ เทคนิคนี้กลายเป็นรากฐานสำคัญในชีวิตของเธอ
ในช่วงที่เธอเพิ่งเริ่มต้นธุรกิจ ตอนนั้นเธอต้องนั่งทำยางรัดผมแฮนด์เมดด้วยตัวเองเพื่อส่งขายให้ลูกค้า แต่ในขณะที่ทำสินค้าเธอก็ใช้เวลาเหล่านั้นสวมหูฟังไปด้วย และจินตนาการถึงชีวิตที่ดีที่สุดเท่าที่เธอจะมีได้ เธอบอกว่า เทคนิคนี้คือเคล็ดลับเพิ่มพลังใจ ที่ทำให้เธอไม่เคยรู้สึกท้อแท้แม้ในวันที่เลวร้ายที่สุด เพราะเพียงแค่หลับตา เธอก็เห็นภาพความสำเร็จรออยู่ตรงหน้าแล้ว
ปัจจุบันเธอยังคงรักษาวินัยนี้ไว้อย่างเคร่งครัด โดยการตั้งนาฬิกาปลุกในโทรศัพท์วันละ 3 ครั้ง เพื่อเตือนให้ตัวเองฝึกทำ "Micro-manifestation" หรือการตั้งจิตอธิษฐานในระดับย่อยในทุกๆ วัน โดยเน้นว่าต้องฝึกนึกถึงความสำเร็จบ่อยถึง 3 ครั้งต่อวัน
'Future Journaling' เขียนเป้าหมายให้เหมือนว่ามันเกิดขึ้นแล้ว
อีกหนึ่งในเทคนิคสำคัญที่ทำให้ คาสซานดรา บรรลุเป้าหมายที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ แต่เธอก็ทำสำเร็จได้ในที่สุด นั่นคือ การเขียนบันทึกถึงอนาคต (Future Journaling) โดยมีหลักการสำคัญคือ การเขียนถึงเป้าหมายใหญ่ราวกับว่าคุณได้ทำสิ่งนั้นสำเร็จไปแล้ว
ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือในปี 2018 เธอเขียนบันทึกว่าแบรนด์ Kitsch ได้วางจำหน่ายในห้างค้าปลีกยักษ์ใหญ่อย่าง Target หกปีต่อมา ในปี 2024 ก็ปรากฏว่าสินค้าของเธอได้วางจำหน่ายใน Target จริงๆ
“เราเพิ่งได้เข้าไปขายใน Target เราเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่เติบโตเร็วที่สุด ยอดขายพุ่งทะลุเพดาน และเราสามารถบริหารจัดการมันได้อย่างดีเยี่ยม” เธอเล่า
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแทบจะถอดแบบมาจากสิ่งที่เธอเขียนไว้ในบันทึกปี 2018 ทุกประการ สำหรับเธอแล้ว การเขียนแบบนี้คือการปรับเปลี่ยนสภาวะจิตใจจากการเป็นผู้รับมือ (Reactive) ให้กลายเป็นผู้รุก (Proactive) เพื่อกำหนดทิศทางชีวิตของตนเอง
วิทยาศาสตร์ ชี้ชัด ทำไมการเขียนบันทึกถึงเปลี่ยนชีวิตได้จริง?
แนวคิดของเธอได้รับการสนับสนุนโดย อีริน แคลบอจ (Erin Clabough) นักประสาทวิทยา ผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมมนุษย์ และนักเขียน เขาระบุว่าการเขียนเป้าหมายลงบนกระดาษ ช่วยเพิ่มโอกาสในการบรรลุเป้าหมายได้จริง เพราะการเขียนช่วยให้สมองจดจำเป้าหมายนั้นได้แม่นยำขึ้นและสร้างแรงจูงใจที่ต่อเนื่อง
ไม่เพียงเท่านั้น อีริน แคลบอจ มีแนะนำเทคนิคเพิ่มเติมที่น่าสนใจ เพื่อให้มือใหม่สามารถเริ่มต้นเขียนบันทึกอนาคตได้ดีขึ้น ดังนี้
1. สร้าง ‘Time Capsule’ ในสมุดบันทึก (เว้นหน้ากระดาษไว้ 40 หน้า)
เทคนิคการเขียนข้อความทิ้งไว้ล่วงหน้า เช่น การข้ามไปเขียนในหน้าถัดไปอีก 40 หน้า ไม่ใช่เพียงการทำนายอนาคต แต่คือการสร้าง "จุดปะทะทางความคิด" (Cognitive Reset) เมื่อเวลาผ่านไปจนคุณเขียนมาถึงหน้านั้นจริงๆ สมองจะได้รับการกระตุ้นอย่างรุนแรงจากการเห็นความตั้งใจเดิมของตัวเองในอดีต (Past Intention)
กระบวนการนี้ช่วยให้คุณตรวจสอบได้ว่า ปัจจุบันคุณยังเดินอยู่บนเส้นทางที่สอดคล้องกับคุณค่าที่แท้จริงของตนเองหรือไม่ และเป็นการดึงสติให้กลับมาจดจ่อกับเป้าหมายหลัก ท่ามกลางความวุ่นวายของชีวิตประจำวัน
2. เขียนความตั้งใจให้ชัดที่สุด (ใส่วิธีปฏิบัติ)
การเขียนความตั้งใจหรือ Intention ที่ดี ไม่ใช่แค่การเขียนสิ่งที่คุณอยากได้เท่านั้น แต่คือการวิเคราะห์และกลั่นกรองพฤติกรรมที่จะนำไปสู่สิ่งนั้น แคลบอจ ยืนยันว่า การเขียนสิ่งที่ผ่านการคิดคำนวณมาอย่างดี จะสร้างความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญต่อ "ระบบการตัดสินใจอัตโนมัติ" ของสมอง
เมื่อคุณมีเจตจำนงที่ชัดเจนบนหน้ากระดาษ สมองจะเริ่มทำการคัดกรองข้อมูลและโอกาสที่สอดคล้องกับเจตจำนงนั้น (Selective Attention) ทำให้คุณมีแนวโน้มที่จะเลือกทำพฤติกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อเป้าหมายระยะยาว มากกว่าการตอบสนองต่อสิ่งเร้าแค่ชั่วคราว
3. สร้างบทเรียนสะท้อนกลับ ทบทวนตัวเองเสมอ
Reflective Journey หรือ การทบทวนหลังจากบรรลุเป้าหมายแล้ว เป็นขั้นตอนที่คนส่วนใหญ่มักมองข้าม แคลบอจ แนะนำว่า เมื่อคุณทำตามความตั้งใจได้สำเร็จ คุณควรสละเวลาสักนิด เพื่อมาย้อนทบทวนดู "เส้นทางความสำเร็จ" ทั้งหมดที่ผ่านมา ไม่ใช่เพื่อชื่นชมความสำเร็จเพียงอย่างเดียว แต่เพื่อวิเคราะห์ว่ากลยุทธ์ใดที่ใช้ได้ผล และอุปสรรคใดที่เกือบทำให้คุณถอยหลัง
การสะท้อนบทเรียน (Reflection) ในลักษณะนี้จะช่วยให้สมองสร้างโครงข่ายการเรียนรู้ที่แข็งแรงขึ้น เตรียมพร้อมสำหรับการก้าวสู่เป้าหมายที่ใหญ่กว่าเดิมในอนาคตด้วยทักษะการบริหารจัดการที่เฉียบคมยิ่งขึ้น
คลาโบห์ ย้ำอีกด้วยว่า หากวันนี้คุณมีเป้าหมายในใจแล้ว “จงทำสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อบรรลุเป้าหมายนั้นในทุกๆ วัน”
ความสำเร็จของซีอีโอแบรนด์ Kitsch พิสูจน์ให้เห็นว่า "Mindset" ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน แต่คือเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ที่ช่วยให้คนทำงานสามารถรักษาโฟกัสการทำงานให้หนักแน่นท่ามกลางอุปสรรคได้ การลองสละเวลาเพียงไม่กี่นาทีต่อวันเพื่อเขียน "เรื่องราวอนาคต" ที่คุณต้องการ อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่เหมือนที่ คาสซานดรา ทำสำเร็จมาแล้ว
อ้างอิง: CNBC, MyKitsch ,Cassandra thurswell


