วันอังคาร ที่ 28 เมษายน 2569

Login
Login

แพทย์ นักกฎหมาย เสี่ยงตกงานตั้งแต่เรียนไม่จบ AI เร็วกว่า ทำแทนได้

แพทย์ นักกฎหมาย เสี่ยงตกงานตั้งแต่เรียนไม่จบ AI เร็วกว่า ทำแทนได้

ยุคหนึ่งการเรียนจบสูงๆ ระดับปริญญาตรี โท เอก คือทางลัดสู่โอกาสการได้งานที่ดี มั่นคง และรายได้สูงขึ้นในระยะยาว แต่ในวันนี้ AI เข้ามาดิสรัปต์โลกการทำงาน แถมยังพัฒนาเร็วจนบัณฑิตจบใหม่ในสายงานต่างๆ (โดยเฉพาะสายงานเงินเดือนสูง) อาจตามไม่ทัน แล้วเวลาหลายปีที่ใช้ไปกับการเรียนต่อในสายอาชีพเงินเดือนสูง ยังคุ้มค่าอยู่ไหม?

ความเชื่อเดิมๆ ที่ว่า “วุฒิที่สูงขึ้น” หรือ การเลือกเรียนต่อใน “อาชีพเงินเดือนสูง” อย่างสายอาชีพการแพทย์ สาธารณสุข สายนักกฎหมาย จะช่วยเปิดทางไปสู่งานที่มั่นคง รายได้ดี นั้น กำลังสั่นคลอนหนักในยุคนี้ เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกวันนี้ AI พัฒนาเร็วแบบก้าวกระโดดและอัปเกรดตัวเองทุกวัน จนพวกมันสามารถเรียนรู้ความรู้เหล่านั้นได้เร็วกว่ามนุษย์มาก (ไม่เสียเวลาเรียนนานหลายปี) และอาจทำงานแทนคนในสายงานเหล่านั้นได้ด้วย

จาด ทาริฟี (Jad Tarifi) อดีตผู้บริหารของ Google และผู้ก่อตั้งทีมพัฒนา AI รุ่นแรกของบริษัท มองว่า เส้นทางอาชีพที่มีรายได้สูงอย่างแพทย์และนักกฎหมาย อาจไม่ใช่คำตอบสำหรับคนรุ่นใหม่ที่อยากมีงานมั่นคงรายได้ดีอีกต่อไป โดยเฉพาะหากดูในบริบทของ "ระยะเวลาที่ใช้ศึกษาเล่าเรียน" พบว่า สายอาชีพเหล่านี้ใช้เวลาเรียนยาวนานหลายปี อาจทำให้ความรู้ “ล้าสมัย” ไปก่อนที่จะได้ใช้งานจริง

เมื่อ AI พัฒนาเร็ว เรียนรู้เร็วกว่าคนจริงๆ ที่เรียนในสถานศึกษา

ทาริฟี ชี้ว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่คุณภาพของการศึกษาเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่อง “จังหวะเวลา” ที่ไม่สอดคล้องกัน ระหว่างช่วงเวลาที่บัณฑิตเรียนจบ อาจตรงกับช่วงเวลาที่ AI พัฒนาจนใช้องค์ความรู้เหล่านั้นทำงานแทนคนได้แล้ว

อธิบายให้เห็นภาพชัดมากขึ้นก็คือ การเรียนระดับปริญญาเอกต้องใช้เวลา ประมาณ 3-5 ปี และก่อนหน้านั้นก็ต้องเรียนปริญญาตรี และโท มาก่อนอีกหลายปีด้วย ดังนั้นกว่าที่คนคนหนึ่งจะเรียนจบ เทคโนโลยีอาจก้าวกระโดดไปไกลจนสิ่งที่เรียนมาไม่ใช่สิ่งที่ตลาดต้องการอีกแล้ว

ที่น่าแปลกใจไปมากกว่านั้น เขาบอกว่า แม้แต่สาขาที่ดูมั่นคงอย่างกฎหมายหรือการแพทย์ ซึ่งต้องใช้เวลาเรียนยาวนาน ก็อาจเผชิญความเสี่ยงแบบเดียวกัน เพราะความรู้จำนวนมากยังยึดอยู่กับการท่องจำ ขณะที่ AI สามารถเข้ามาทำหน้าที่เหล่านี้ได้เร็วขึ้นเรื่อยๆ

แพทย์ นักกฎหมาย เสี่ยงตกงานตั้งแต่เรียนไม่จบ AI เร็วกว่า ทำแทนได้ Jad Tarifi อดีตผู้บริหาร Google ผู้ก่อตั้งทีมพัฒนา AI รุ่นแรก

ภาพนี้สอดคล้องกับมุมมองของ Sam Altman ซีอีโอของ OpenAI ที่ระบุว่า โมเดล AI รุ่นใหม่สามารถทำงานในระดับใกล้เคียงผู้เชี่ยวชาญระดับปริญญาเอกได้แล้วในหลายด้าน ขณะที่เจ้าพ่อไมโครซอฟท์อย่าง Bill Gates ก็ยอมรับเช่นกันว่า ความเร็วของ AI ในวันนี้ก้าวหน้าอย่างเหนือความคาดหมาย แม้แต่ในสายตาของคนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเองก็ตาม

ลงทุนเรียนสาขาอาชีพรายได้สูง อาจไม่ใช่ “แต้มต่อ” เหมือนเดิม

เมื่อปริญญาตรีเริ่มไม่เพียงพอ คนรุ่นใหม่จำนวนมากจึงเลือกเรียนต่อในระดับปริญญาโ และเอก เพื่อเพิ่มโอกาสในตลาดงาน โดยเฉพาะในสายที่มีรายได้สูง แต่ ทาริฟี กลับมองต่างออกไป เขาเชื่อว่า การสะสมวุฒิหรือใบปริญญา อาจไม่ใช่วิธีที่ตอบโจทย์โลกการทำงานในอนาคตอีกต่อไป

สิ่งที่สำคัญกว่าคือการมีมุมมองที่แตกต่าง ความสามารถในการตัดสินใจด้วยตัวเอง รวมถึงทักษะด้านอารมณ์และความสัมพันธ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ AI ยังทดแทนได้ยาก

เขาแนะนำว่า คนรุ่นใหม่ควรให้ความสำคัญกับสองเรื่อง คือ 1. การเข้าใจตัวเองให้ลึก และ 2. การสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่นอย่างมีคุณภาพ เพราะสิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นจุดแข็งในระยะยาวมากกว่าวุฒิการศึกษาเพียงอย่างเดียว

ระบบการศึกษาในวันนี้ อาจตามโลกการทำงานยุค AI ไม่ทัน 

ไม่ได้มีแค่ทาริฟีคนเดียวที่มองแบบนี้ แต่ผู้นำในวงการเทคโนโลยีหลายคนก็เริ่มตั้งคำถามกับเรื่องนี้ไปในทิศทางเดียวกัน อย่างเช่น "มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก" (Mark Zuckerberg) ซีอีโอของ Meta Platforms เคยให้ความเห็นว่า ระบบมหาวิทยาลัยในปัจจุบันอาจไม่ได้เตรียมคนให้พร้อมสำหรับงานที่มีอยู่จริงในตลาดงาน

ขณะเดียวกันค่าใช้จ่ายในการเรียนที่แพงขึ้น ก็ยิ่งทำให้ความคุ้มค่าต่อการลงทุนเรียนระดับปริญญาถูกตั้งคำถามมากขึ้น ทั้งนี้ ประเด็นนี้เคยเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยมีใครพูดตรงๆ แต่ในช่วงหลัง เริ่มมีคนเห็นตรงกันมากขึ้นว่า ไม่ใช่ทุกคนจำเป็นต้องเรียนมหาวิทยาลัยเพื่อจะมีงานที่ดี

แต่อย่างไรก็ตาม ในโลกความเป็นจริง คนที่จบ "ปริญญาเอก" ยังเป็นที่ต้องการอยู่ ข้อมูลจาก Massachusetts Institute of Technology ระบุว่า นักศึกษาปริญญาเอกสาย AI จำนวนมากยังคงเป็นที่ต้องการของภาคเอกชนอย่างสูง โดยในปี 2023 มีถึง 70% ที่เลือกไปทำงานในบริษัทเอกชนหลังเรียนจบ เพิ่มขึ้นจากเพียง 20% เมื่อสองทศวรรษก่อน

ค่าตอบแทนที่สูงกลายเป็นแรงจูงใจสำคัญ จนทำให้เกิดความกังวลในแวดวงวิชาการว่า อาจเกิดภาวะ “สมองไหล” เมื่อคนทำงาน "ระดับผู้เชี่ยวชาญ" เลือกออกไปทำงานในภาคธุรกิจแทนการอยู่สอนในมหาวิทยาลัย "เฮนรี ฮอฟฟ์แมน" (Henry Hoffmann) จากมหาวิทยาลัยชิคาโก เล่าว่า เขาเห็นนักศึกษาปริญญาเอกถูกบริษัทเทคโนโลยีดึงตัวไปทำงานด้วยข้อเสนอระดับหลายแสนดอลลาร์ต่อปี แม้ยังไม่มีประสบการณ์ทำงานจริงก็ตาม

อย่างไรก็ตาม เด็กจบใหม่วันนี้ไม่ว่าจะจบจากสาขาอาชีพไหน ควรถามตัวเองให้ชัดๆ ว่า เวลาและเงินที่ลงทุนไปกับการศึกษาเล่าเรียนนั้น จะช่วยให้คุณมีทักษะที่ยังมีคุณค่าอยู่จริงในวันที่เรียนจบหรือเปล่า เพราะอย่าลืมว่า AI ได้มาเขย่าโลกการทำงานให้เปลี่ยนไว ทำให้เส้นทางอาชีพอาจไม่ได้จำกัดอยู่แค่รูปแบบเดิม แต่พัฒนาสู่การผสมผสานความรู้ระหว่างสายวิชาชีพกับเทคโนโลยี
เช่น การใช้ AI ในการแพทย์ หรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี
อาจกลายเป็นพื้นที่ใหม่ที่มีความต้องการสูงขึ้นในอนาคต

 

 

อ้างอิง: Fortune, Businessinsider, This Past Weekend with Theo Von