ท่ามกลางบรรยากาศโค้งสุดท้ายก่อนครบวาระการดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ของ ‘ชัชชาติ สิทธิพันธุ์’ ในวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 นี้ หลายคนลุ้นว่าพ่อเมืองสุดแข็งแกร่งคนนี้จะลงสมัครผู้ว่าฯ ในสมัยที่สองหรือไม่ แต่อย่างไรก็ตาม แม้ยังไม่มีคำตอบแน่ชัดจากเจ้าตัว แต่หากมองในบทบาทการทำงานที่ผ่านมา ปฏิเสธไม่ได้ว่า ชัชชาติ ถือเป็นบุคคลต้นแบบที่ถูกหยิบยกมาเป็นกรณีศึกษาในฐานะคนทำงานที่มุ่งมั่น และเป็นพ่อเมืองกรุงเทพฯ ที่มีวินัยในการทำงานอย่างเข้มข้นที่หลายคนให้ความยอมรับนับถือ
แม้จะเหลือเวลาทำงานอีกไม่กี่สัปดาห์ก่อนจะครบวาระ ผู้ว่าฯ กทม. แต่ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ยังคงรักษามาตรฐานความขยันด้วยการลงพื้นที่ติดตามงานจนนาทีสุดท้าย โดยย้ำชัดว่า ภารกิจที่ค้างคาต้องถูกขมวดปมให้เสร็จสิ้น ไม่ว่าจะเป็นโครงการทางเดินสวนลุมพินี หรือเมกะโปรเจกต์อย่างทางยกระดับลาดกระบัง
อย่างไรก็ตาม จากบทเรียนการทำงานและชีวิตที่ผ่านการเคี่ยวกรำมายาวนาน ทั้งในบทบาทผู้บริหารเมืองกรุงเทพฯ และบทบาทของคุณพ่อที่ต้องสู้เพื่อลูกชาย เมื่อนำมาเขย่ารวมกันแล้วก็กลายเป็น "ขุมทรัพย์ทางความคิด" ที่คนทำงานรุ่นใหม่สามารถหยิบไปปรับใช้ เพื่อสร้างความก้าวหน้าในอาชีพได้อย่างยั่งยืน
‘คะแนน 5 เต็ม 10’ และปรัชญาความอ่อนน้อมในโลกการทำงาน
เมื่อถูกถามถึงการประเมินผลงานตัวเอง ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์และคำชม นายชัชชาติกลับเลือกที่จะให้คะแนนตัวเองเพียงครึ่งทางที่ 5 เต็ม 10 คะแนน นี่ไม่ใช่การปฏิเสธความสำเร็จ แต่เป็นมุมมองของมืออาชีพที่เชื่อว่า "เจ้าของผลงาน" ไม่ควรเป็นผู้ตัดสินงานของตัวเอง
"ผมให้คะแนนตัวเอง 5 เต็ม 10 จริงๆ แล้วผมให้คะแนนตัวเอง 5 มาตลอด เชื่อว่าคำถามนี้ไม่ใช่คำถามที่จะมาถามคนทำงานแต่ควรถามจากคนที่มองเข้ามามากกว่า เพราะเหมือนกับถ้าเราทำร้านอาหาร แล้วไปถามว่าให้คะแนนร้านตัวเองกี่ดาว ให้เท่าไหร่ก็คงไม่มีใครเชื่อ เพราะฉะนั้นเลยให้ตัวเอง 5 คะแนน คนไม่ชอบจะได้ไม่หมั่นไส้มาก..
..อย่างที่บอก คำถามนี้ผมเองไม่ควรตอบ เพราะเราเป็นเจ้าของผลงาน ก็ควรจะให้ประชาชนหรือคนอื่นเป็นคนประเมินเรามากกว่า เพราะถามตัวเองมันจะไม่ค่อยเป็นธรรมเท่าไหร่ เอาง่ายๆ ว่าขออยู่ตรงกลาง คนไม่ชอบครึ่งหนึ่ง คนชอบครึ่งหนึ่ง ก็เจอกันตรงกลาง ก็ 5 พอดี"
แม้จะมีเสียงเชียร์ให้ลงต่อสมัยที่ 2 แต่เจ้าตัวยึดถือคติ "คำพูดเป็นนายคน" สำหรับมืออาชีพแล้วก่อนจะพูดอะไรออกไป การเตรียมพร้อมและความชัดเจน ย่อมสำคัญกว่าการรีบร้อนป่าวประกาศ ในตอนนี้ชัชชาติบอกว่า ตนกำลังพิจารณาอยู่ และยังไม่รีบร้อนตัดสินใจ เพราะมองว่าการจะประกาศก่อนหรือไม่ประกาศก่อนครบเทอมก็ไม่ได้มีประโยชน์กับใคร อย่างไรก็ตาม เจ้าตัวเปรยว่าจะประกาศเรื่องนี้อย่างเป็นทางการอีกครั้งในช่วงก่อนวันครบวาระ
ย้อนรอยหลักคิดความสำเร็จ เปิด 4 คำแนะนำแก่คนรุ่นใหม่ ใครๆ ก็ทำได้
ไม่ว่า ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ จะลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. สมัยที่ 2 หรือไม่ แต่ที่แน่ๆ หากใครได้ติดตามการทำงาน คงคุ้นเคยกับสโลแกน "ทำงาน ทำงาน ทำงาน" และการลงพื้นที่ทำงานจริงของท่านผู้ว่าฯ คนนี้มาบ้างไม่มากก็น้อย รวมถึงการไปพูดบรรยายสร้างแรงบันดาลใจให้วัยเรียนและวัยทำงานในหลากหลายเวที
ในโอกาสที่ใกล้ครบวาระฯ ในบทบาทพ่อเมืองกรุงเทพฯ กรุงเทพธุรกิจ จุดประกาย ชวนไปย้อนรอยดูหลักคิด หลักการทำงาน ของผู้นำคนนี้กันอีกครั้งโดยมีทั้งหลักคิดเพื่อความสำเร็จในการทำงาน รวมถึงแนวทางสู้ชีวิตที่น่าจะเป็นประโยชน์ต่อหลายคน ดังนี้
1. “สะสมจุด” ต่อยอดความรู้ ตามแนวคิด Steve Jobs
เบื้องหลังความสำเร็จของชัชชาติ ส่วนหนึ่งมาจากการขวนขวายหาความรู้เพื่อต่อยอดสิ่งใหม่ๆ เพื่อพัฒนาตนเองได้อย่างไม่รู้จบ เขาแนะนำให้คนรุ่นใหม่มองชีวิตเป็นการ “สะสมจุด” (Collect & Connect) ตามแนวคิดของ Steve Jobs โดยมองว่าการทำงานหรือการฝึกงานไม่ใช่เพียงการทำตามหน้าที่ แต่คือการตุนความรู้ไว้ให้หลากหลาย วันหนึ่งจะกลายเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญ เหมือนการสะสมจุดไว้ใช้ในวันข้างหน้า
"หากเปรียบชีวิตเหมือนการต่อจุดทีละจุดไปเรื่อยๆ คุณสามารถนำจุดในอดีตมาต่อกันได้ แต่ไม่สามารถนำจุดในอนาคตมาต่อได้ คือ คุณไม่สามารถนำความรู้หรือประสบการณ์ที่คุณยังไม่มี มาใช้สร้างคำตอบให้กับชีวิตในปัจจุบันนี้ได้ แต่คุณจะต้องใช้สิ่งที่คุณมีอยู่แล้ว มาใช้ต่อยอดชีวิตได้อีกมากมาย หากเรามีจุดเพียงสองจุด เราก็จะลากคำตอบให้ชีวิตได้เพียงเส้นตรง แต่หากเราสะสมจุดจำนวนเยอะ เราจะสามารถต่อจุดเป็นอะไรก็ได้อีกมากมาย"
ชัชชาติย้ำว่า คนทำงานที่เก่งต้องกล้าถาม เพราะการถามคือเครื่องมือในการสะสมจุด และต้องเป็นผู้ที่มีความรู้แบบรอบด้านและรู้จริงในสิ่งที่ทำ เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันที่สูงขึ้นในปัจจุบัน “การถามไม่ผิด เพราะเป็นวิธีในการสะสมจุด พอเรามีจุด มีความรู้ มีประสบการณ์ จะต้องรู้จักเชื่อมโยงจุด (Connect) ให้เป็น เพื่อให้เกิดคำตอบแก่ชีวิต”
2. “การเรียนรู้” (Learning) สำคัญกว่า “การศึกษา” (Education)
ผู้ว่าฯ ชัชชาติสนับสนุนให้คนทำงานมีความเป็นเป็ดที่รู้ลึกและรู้กว้าง (T-Shape) โดยมีพื้นฐานจากความอยากรู้อยากเห็น ระเบียบวินัย และความอดทนขยันหมั่นเพียร และมีไอเดียสร้างสรรค์ ตามหลักการของ Adam Grant นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน ที่เคยเสนอแนวคิดไว้ว่า จุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดของการสร้างสิ่งใหม่ๆ ในโลก คือ ความอยากรู้อยากเห็น มีความสงสัย รู้สึก “เอ๊ะ” เอะใจ เพื่อให้เกิดการตั้งคำถาม
ที่สำคัญ เน้นย้ำว่าวัยทำงานไม่ควรยอมรับสิ่งที่คุ้นเคยจนดูปกติ แม้รู้ว่ามันแย่ก็ตาม (Not accepting the default) แต่ต้องรู้สึกอยากเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เป็นอยู่ให้ดีขึ้น รู้จักการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม และรู้จักการผสมผสานระหว่างประสบการณ์ที่กว้างขวางและลึกซึ้ง (ความรู้เป็นรูปตัว T) ซึ่งจะทำให้เราสามารถมองได้รอบด้านมากขึ้น... อีกทั้ง การอ่านถือเป็นหัวใจสำคัญของการเรียนรู้ได้กว้างมากขึ้น
3. หลักคิด Jar of Life: รู้ว่าสิ่งไหนคือ “หินก้อนใหญ่” ในชีวิต
อีกหนึ่งหลักคิดสำคัญในการดำเนินชีวิตให้ประสบความสำเร็จ ชัชชาติ มองว่าคนเราจะต้องมีวินัยในการจัดสรรเวลา 24 ชั่วโมงให้มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยเปรียบชีวิตเหมือนโถแก้วที่ต้องจัดลำดับความสำคัญระหว่าง หินก้อนใหญ่ (เรื่องสำคัญที่สุด), กรวด (เรื่องสำคัญรองลงมา) และ ทราย (เรื่องไม่สำคัญ)
"ถ้าเราใส่ทรายหรือเรื่องไม่สำคัญลงไปในโถแก้วก่อน เช่น เล่นเฟซบุ๊ก ติ๊กต็อก หรือโซเชียลมีเดียอื่นๆ แล้วค่อยใส่กรวดและหิน (เรื่องสำคัญอื่นๆ ในชีวิต) เราอาจไม่มีที่ว่างในโถแก้วเหลือพอสำหรับเรื่องสำคัญเหล่านั้นอีกแล้ว ก็แปลว่า เราอาจไม่มีเวลาในการดูแลสุขภาพ การอ่านหนังสือ การหาความรู้เพิ่มเติม เพราะเวลาหมดไปแล้ว"
แต่ในทางกลับกัน หากเรารู้จักลำดับความสำคัญ คือ ใส่หินลงไปก่อน ตามด้วยกรวดและทราย เราก็จะสามารถใส่ทุกอย่างในโหลแก้วได้ทั้งหมด เพราะแม้จะใส่หินก้อนใหญ่ก่อน แต่ก็ยังมีที่ว่างเหลือสำหรับกรวดเล็กๆ และทรายในโหลนั้นได้อยู่ (กรวด ทราย สามารถแทรกตามช่องว่างที่เหลือได้) ดังนั้น เราต้องกำหนดว่าอะไรคือสิ่งสำคัญในชีวิต และจัดลำดับความสำคัญให้ดี
4. เชื่อมั่นใน Growth Mindset
ความพยายามสำคัญกว่าพรสวรรค์ หัวใจสำคัญที่จะตัดสินความสำเร็จในระยะยาว คือ กรอบความคิด หรือ Mindset ที่เชื่อว่าทุกอย่างพัฒนาได้
"ผมเชื่อว่าความฉลาดไม่สำคัญเท่ากับความขยันและความพยายาม ซึ่งผมเองไม่ใช่คนฉลาด แต่ผมเป็นคนขยันและมีความพยายาม... อย่าคิดว่าโชคชะตากำหนดชะตาชีวิต เพราะเราจะเป็นผู้กำหนดชะตาชีวิตของเราเอง ในการทำงานใดๆ ก็ตาม เป็นการสะสมประสบการณ์ สะสมจุดในชีวิต ขอให้เราสะสมจุดในชีวิตให้เพิ่มขึ้นและหลากหลาย และจุดในชีวิตนี้ เมื่อประกอบกับโอกาส จะกลายเป็นความโชคดีของเราต่อไป"
5 บทเรียน ‘คนสู้ชีวิต’ ฟื้นตัวได้แม้โลกไม่เป็นใจ
ไม่เพียงแชร์แนวคิดด้านการทำงาน แต่ช่วงหลายปีที่ผ่านมา ชัชชาติ ยังเคยแชร์แนวทางการใช้ชีวิตให้เข้มแข็งแม้เจออุปสรรค สะท้อนถึงความแข็งแกร่งทางความคิดของชัชชาติไม่ได้มาจากการอ่านหนังสือเพียงอย่างเดียว แต่ถูกหล่อหลอมผ่านมรสุมชีวิตจริง โดยเฉพาะการดูแลบุตรชาย "แสนดี-แสนปิติ สิทธิพันธุ์" ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นผู้บกพร่องทางการได้ยิน แต่ในฐานะพ่อ ชัชชาติต่อสู้และพาลูกเข้าบำบัดรักษา และสนับสนุนลูกในการฝึกฝนการฟังการพูดเสมอมา จนวันนี้แสนดีสามารถได้ยินและสื่อสารเป็นปกติได้ในที่สุด
และนี่คือ 5 แนวคิดที่ผู้ว่าฯ กทม. ได้แนะนำทุกคนในวันที่ต้องเผชิญกับวิกฤติในชีวิต
1. ตระหนักว่าเรื่องไม่คาดคิดเกิดขึ้นได้เสมอ:
แผนการชีวิตของเราที่วางไว้ดิบดีอาจพังทลายได้เพียงชั่วข้ามคืน แต่อย่าปล่อยให้ตนเองพัง สติและความเข้มแข็ง คือเข็มทิศเดียวที่จะพาเรารอด
2. เลิกหวังปาฏิหาริย์ แต่ให้ลงมือทำ:
"ไม่มีใครแก้ปัญหาของเราได้ นอกจากตัวเราเอง" การขอพรเป็นเพียงการเสริมกำลังใจ แต่คนที่จะลงมือทำให้ชีวิตดีขึ้นจริงคือตัวเราเองเท่านั้น การรอคอยโชคชะตาคือการเสียเวลา แต่การลงมือทำคือการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน
3. แก้ปัญหาด้วยปัญญาและสติ:
เมื่อพบทางตัน ให้ตั้งสติและพากเพียรหาความรู้ เพื่อหาทางออกด้วยตัวเอง หากตนเองไม่มีความรู้มากพอ ก็สร้างปัญญาโดยการหาความรู้จากผู้อื่น หรือไปปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ และพยายามต่อไปด้วยตัวเอง
4. พยายามให้มากที่สุด อย่ายอมแพ้:
หัวใจสำคัญคือใจต้องสู้ ถ้าใจไม่สู้แรงขับเคลื่อนจะน้อย เรื่องเล็กน้อยก็ก้าวผ่านลำบาก แต่ใจที่สู้คือเชื้อเพลิงของชีวิต หากใจไม่ยอมแพ้ อุปสรรคใหญ่แค่ไหนก็เป็นเพียงบททดสอบชั่วคราว
5. หมั่นเติมไฟและแรงบันดาลใจ:
แรงบันดาลใจคือ Google Map ที่จะคอยเตือนว่าเรากำลังเดินไปเพื่อใครและเพื่ออะไร เพื่อไม่ให้เรากลายเป็นใบไม้ที่ลอยตามลมไปอย่างไร้จุดหมาย
อ่านมาถึงตรงนี้ วัยทำงานหลายคนคงได้รับพลังใจดีๆ และดึงสติขึ้นมาจากความอ่อนล้าได้จากหลักคิดของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนนี้ไม่มากก็น้อย วันนี้ใกล้จะครบวาระตำแหน่งพ่อเมืองกรุงเทพฯ ของ "ชัชชาติ สิทธิพันธุ์" แล้ว เขาไม่ได้ทิ้งไว้เพียงโครงการก่อสร้างหรือนโยบายสาธารณะ แต่ยังได้ทิ้ง “มรดกทางความคิด” ที่มีค่าไว้ให้คนรุ่นใหม่ได้นำไปปรับใช้ได้จริง
ความก้าวหน้าในอาชีพการงานตามสไตล์ชัชชาติจึงไม่ใช่เรื่องของพรสวรรค์ เหนือสิ่งอื่นใด คือการเชื่อมั่นว่าความพยายามจะนำพาเราไปสู่อิสระและความสำเร็จที่แท้จริง ดังที่เขามักย้ำเตือนเสมอว่า "เราจะเป็นผู้กำหนดชะตาชีวิตของเราเอง"
อ้างอิง: naewna, bangkokbiznews, istrong, prachachat, thaipbs


