วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน 2569

Login
Login

ช่างเครื่องยนต์ คืออาชีพที่ดึงดูดคน “ไซโคพาธ” มาทำงานมากที่สุด

ช่างเครื่องยนต์ คืออาชีพที่ดึงดูดคน “ไซโคพาธ” มาทำงานมากที่สุด

เวลาพูดถึง “ไซโคพาธ” หลายคนมักนึกถึงภาพคนป่วยจิตเวชที่มีพฤตอกรรมสุดโต่งที่เห็นในหนัง แต่ในโลกการทำงานจริง บุคลิกแบบนี้ไม่ได้อยู่ไกลตัวอย่างที่คิด งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ เออร์บานา-แชมเปญ (University of Illinois at Urbana–Champaign) ชวนให้มองเรื่องนี้ในมุมอาชีพการทำงานซึ่งที่ใกล้ตัวในโลกความจริงมากขึ้น

โดยทีมวิจัยพบว่า อาชีพบางประเภทมีแนวโน้มดึงดูดคนที่มีลักษณะบุคลิกแบบนี้มากกว่าสายงานอื่นอย่างเห็นได้ชัด หนึ่งในนั้นคือ “ช่างเครื่องยนต์” ซึ่งถูกระบุว่าเป็นกลุ่มอาชีพที่ผู้มีแนวโน้มลักษณะไซโคพาธเลือกมากที่สุด สาเหตุก็เพราะลักษณะของงานสอดคล้องกับนิสัยบางอย่างอย่างลงตัว

งานที่ไม่ต้องคุยกับใคร อาจตอบโจทย์บางคนมากกว่าที่คิด

นักวิจัยอธิบายว่า บุคลิกแบบไซโคพาธในระดับทั่วไป ไม่ได้หมายถึงความรุนแรง (ไม่ถึงขั้นคนป่วยจิตเภท) แต่เป็นชุดลักษณะนิสัย เช่น ไม่ชอบเข้าสังคม ไม่ชอบปฏิสัมพันธ์กับใคร ให้ความสำคัญกับตัวเองเป็นหลัก ต่อต้านสังคม ฯลฯ นิสัยเหล่านี้ทำให้คนกลุ่มนี้มักเลือกงานที่ไม่ต้องพึ่งพาการสื่อสารมาก งานที่มีโครงสร้างชัดเจน ทำคนเดียวได้ และไม่ต้องรับมือกับอารมณ์ของคนอื่นมากนัก

งานสายเทคนิค งานช่าง งานวิศวกรรม หรืออาชีพที่เน้นการลงมือทำ จึงกลายเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม เพราะเปิดโอกาสให้วัยทำงานกลุ่มนี้โฟกัสกับงานตรงหน้าได้เต็มที่โดยไม่ต้องเสียพลังไปกับการปรับตัวทางสังคม

งานวิจัยนี้สำรวจนักศึกษากว่า 600 คน เพื่อดูความเชื่อมโยงระหว่างบุคลิกกับความสนใจในอาชีพ โดยใช้กรอบที่เรียกว่า “Dark Triad” แนวคิดทางจิตวิทยาที่อธิบายบุคลิกภาพด้านมืด 3 ประเภทที่น่ารังเกียจ แต่ยังไม่ถึงขั้นเป็นโรคจิตเวชรุนแรง ประกอบด้วย ความหลงตัวเอง (Narcissism), ความเจ้าเล่ห์/มาเคียเวลเลียน (Machiavellianism) และ โรคจิต/ไซโคพาท (Psychopathy)

โดยงานวิจัยนี้ให้แนวคิดนี้มาตั้งต้น เพื่อรวมลักษณะนิสัยวัยทำงานที่มี 1.ความเย็นชา 2.การควบคุมผู้อื่น และ 3.การให้ความสำคัญกับตัวเองสูง แล้วจากนั้นเอามาเปรียบเทียบกับความสนใจในอาชีพแต่ละประเภท ในที่สุดก็ค้นพบรูปแบบของคนทั้งสามกลุ่มนี้ในการเลือกอาชีพที่ค่อนข้างชัดเจน

สำหรับคนที่มีลักษณะไซโคพาธ มักสนใจงานที่จับต้องได้ ทำคนเดียวได้ และมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นน้อย ขณะที่งานที่ต้องดูแลคนหรือใช้ความสัมพันธ์เป็นหลักกลับไม่ใช่ตัวเลือกที่ดึงดูดพวกเขาเท่าไร

ไม่ใช่แค่ “ไซโคพาธ” แต่ “คนหลงตัวเอง” ก็เป็นอีกกลุ่มที่เหมาะกับบางอาชีพ

อย่างไรก็ตาม คนที่มีลักษณะบุคลิกสุดโต่งในที่ทำงานไม่ได้มีเพียงกลุ่มเดียว งานวิจัยยังชี้ให้เห็นถึงอีกกลุ่มที่พบได้บ่อยไม่แพ้กัน นั่นคือ คนที่มีลักษณะหลงตัวเอง ซึ่งมีวิธีเลือกงานแตกต่างจากไซโคพาธออกไปอย่างชัดเจน โดยคนกลุ่มนี้กลับมองหาพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ตัวเองโดดเด่น เช่น

สายงานสร้างสรรค์ ครีเอทีฟ งานที่ต้องออกสื่อพบปะผู้คน หรือบทบาทที่ต้องมีอิทธิพลต่อคนอื่น (ดารา อินฟลูฯ ผู้นำ นักการเมือง) สายงานเหล่านี้จึงตอบโจทย์คนหลงตัวเองมากกว่า เพราะช่วยเติมเต็มความต้องการการยอมรับและการเป็นศูนย์กลางความสนใจ

ขณะที่งานสายธรรมชาติหรืออาชีพกลางแจ้ง กลับมีภาพที่ซับซ้อนขึ้น คนที่สนใจงานประเภทนี้อาจไม่ได้มีแรงขับด้านสังคมสูงนัก แต่ยังมีบุคลิกบางลักษณะ (หนึ่งในพฤติกรรม Dark Triad) ที่แสดงชัดเจนว่าเป็นคนเพี้ยนเล็กๆ เช่นกัน นั่นคือ เป็นคนที่ชอบการวางแผน หรือการควบคุมผู้อื่นแฝงอยู่ สะท้อนให้เห็นว่า บุคลิกไม่ได้กำหนดอาชีพแบบตายตัว แต่มีอิทธิพลต่อการเลือกในระดับที่หลายคนอาจมองข้าม

สายงานด้านสุขภาพ ต้องการคนที่มี “ความเพี้ยน” ไปอีกแบบ

อีกด้านหนึ่งที่เห็นความต่างชัดเจน คือ สายงานด้านสุขภาพ แพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่ฉุกเฉิน ฯลฯ คนที่สนใจงานกลุ่มนี้มักมีลักษณะบุคลิกภาพที่ต่างออกไป พวกเขามีความกล้าตัดสินใจ รับแรงกดดันได้ดี และสามารถรับมือกับสถานการณ์ยากๆ ได้โดยไม่ตื่นตระหนก

แต่ในขณะเดียวกันกลับไม่ได้มีแนวโน้มของความเย็นชาหรือหุนหันสูงแบบที่พบในกลุ่ม Dark Triad มากนัก

นักวิจัยพบว่า บุคลิกภาพแบบคนกลุ่มนี้สอดคล้องกับลักษณะของงานที่ต้องดูแลชีวิตคนอื่น ซึ่งต้องการความนิ่ง ความแม่นยำ และการควบคุมอารมณ์มากกว่าการแสดงอำนาจหรือควบคุมผู้อื่น

ตำแหน่งผู้นำ ผู้บริหารระดับสูง บุคลิกภาพที่ต้องระวังมากที่สุด

แม้งานวิจัยจะไม่ได้สรุปว่าอาชีพใด “มีบุคคลอันตราย” ซ่อนอยู่ แต่มีหนึ่งจุดที่ถูกเน้นย้ำเป็นพิเศษ นั่นคือ บทบาทอาชีพที่เกี่ยวข้องกับอำนาจและอิทธิพล เพราะเมื่อคนบุคลิกแบบกล้าตัดสินใจ มั่นใจในตัวเอง และสามารถโน้มน้าวคนอื่นได้ มารวมกับลักษณะที่ชอบควบคุมโดยสนใจผลกระทบต่อคนรอบข้าง ก็อาจทำให้คนบางกลุ่มก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำได้อย่างรวดเร็ว

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความสามารถของพวกเขา แต่เป็นวิธีใช้อำนาจที่ได้จากอาชีพนั้นๆ คนที่ดูมีเสน่ห์ น่าเชื่อถือ หรือพูดเก่ง อาจไม่ได้หมายความว่าจะเป็นผู้นำที่ดีเสมอไป ในบางกรณี บุคลิกเหล่านี้กลับทำให้ควบคุมได้ยาก และสร้างผลกระทบต่อทีมในระยะยาว นักวิจัยจึงเตือนว่า องค์กรควรระมัดระวังในการผลักดันคนกลุ่มนี้ขึ้นสู่ตำแหน่งสูงโดยไม่ประเมินให้รอบด้าน

ผลวิจัยสรุปว่า งานแต่ละสายอาชีพไม่ได้เลือกคนจากทักษะเพียงอย่างเดียว แต่ดึงดูดคนที่มีลักษณะนิสัยบางแบบเข้ามาโดยธรรมชาติ อาชีพที่ต้องอยู่กับตัวเองมาก อาจเหมาะกับคนที่ไม่ต้องการปฏิสัมพันธ์ ขณะที่งานที่ต้องอยู่กับคนจำนวนมาก ก็ต้องการบุคลิกอีกแบบหนึ่ง

ในแง่ของการสรรหาบุคลากร ข้อมูลนี้อาจเป็นส่วนสำคัญสำหรับทีมทรัพยากรบุคคล ในการเลือกคนเข้ามาทำงานในองค์กร ขณะที่ในฝั่งคนทำงานเอง ข้อมูลนี้ก็อาจช่วยให้คุณเข้าใจบุคลิกภาพของตนเอง และเลือกงานให้เหมาะสมกับตนเองได้มากขึ้น เพราะในโลกการทำงาน ความเก่งอาจพาไปได้ไกล แต่สิ่งที่กำหนดว่าคนคนหนึ่งจะไปได้ไกลแค่ไหน มักไม่ใช่แค่ความสามารถ หากเป็น “นิสัย” ที่เข้ากับเนื้องานได้ดีและสามารถทำมัยได้อย่างมีประสิทธิภาพในทุกวัน

 

 

อ้างอิง: NewYorkPost , dailymail, VICE