วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน 2569

Login
Login

5 กับดักพฤติกรรมศาสตร์ ชีวิตการทำงานอาจ ‘แพ้’ ตั้งแต่ยังไม่เริ่ม

5 กับดักพฤติกรรมศาสตร์ ชีวิตการทำงานอาจ ‘แพ้’ ตั้งแต่ยังไม่เริ่ม

ในโลกของการทำงานที่เน้นผลลัพธ์ การมีแพสชันและการตั้งเป้าหมายใหญ่โต อาจไม่ใช่กุญแจสู่ความสำเร็จในชีวิตการทำงานเสมอไป โดยเฉพาะใครที่ชอบฟังคำคมหรือเคล็ดลับความสำเร็จที่โค้ช(ปลอม) ที่เผยแพร่ผ่านโลกออนไลน์ แล้วเผลอเชื่อไปอย่างผิดๆ คงไม่ดีแน่ เพราะมันแฝงไปด้วย Toxic Advice ที่ขัดแย้งกับหลักการทำงานของสมองอย่างสิ้นเชิง

ข้อมูลจาก Decades of Research หรือผลวิจัยทางจิตวิทยาตลอดหลายสิบปี เผยว่า ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการตั้งเป้าหมายชีวิตการทำงาน คืออุปสรรคสำคัญที่บั่นทอนศักยภาพของคนทำงานโดยไม่รู้ตัว หลายคนโทษวินัยและแรงจูงใจเมื่อไปไม่ถึงฝั่ง ทั้งที่จริงๆ แล้วคุณอาจกำลังเดินตามแผนที่ซึ่งวาดขึ้นจาก ‘จินตนาการ’ ไม่ใช่ ‘วิทยาศาสตร์’ 

หากคุณอยากบรรลุเป้าหมายที่ฝันไว้ นี่คือ 5 กับดักความเชื่อผิดๆ ที่งานวิจัยพฤติกรรมศาสตร์ระดับโลกบอกว่า อย่าหาทำตาม! วัยทำงานต้องรู้ทันความผิดปกตินี้ และควรหันมาโฟกัสที่ ‘กลยุทธ์’ มากกว่า ‘แรงฮึด’ ชั่วคราว

1. ยิ่งประกาศเป้าหมายให้โลกรู้ ก็จะยิ่งมีแรงผลักดัน

หลายคนเชื่อว่าการโพสต์เป้าหมายลงโซเชียลจะสร้างความรับผิดชอบ (Accountability) ได้มากขึ้น เพราะความกดดันจากสายตาคนรอบข้างจะบังคับให้เราต้องทำตามคำพูด แต่ในมุมของ ปีเตอร์ กอลวิทเซอร์ (Peter Gollwitzer) นักจิตวิทยา ค้นพบสิ่งที่เรียกว่า “Premature sense of accomplishment” หรือความรู้สึกสำเร็จก่อนเวลาอันควร

เมื่อเราประกาศเป้าหมายใหญ่ๆ และได้รับคำชมหรือการยอมรับ สมองจะหลั่งสารความสุขออกมาจนทำให้เรารู้สึกว่า “เราเป็นคนแบบนั้นไปแล้ว” ความพึงพอใจนี้เองไปลดทอนความเร่งรีบในการลงมือทำงานที่ยากและน่าเบื่อจริงๆ

วิธีแก้: จงเลือกสื่อสารอย่างมีชั้นเชิง หากอยากทำอะไรให้สำเร็จสักอย่าง ควรบอกเฉพาะคนที่พร้อมจะฟังคุณจริงๆ เมื่อคุณเล่าความคืบหน้าให้ฟัง และกล้าตั้งคำถามเมื่อคุณหยุดทำมัน ไม่ใช่ไปบอกคนที่รอแค่ปรบมือให้ความตั้งใจแต่ไม่ได้อยู่ช่วยตอนคุณลงมือทำ

2. วิสัยทัศน์ที่ชัดเจน คือกุญแจสู่ความสำเร็จ

ในโลกธุรกิจ “Vision” ถูกยกย่องจนเกินจริง เราเชื่อว่าถ้าเราเห็นภาพปลายทางที่ยิ่งใหญ่และชัดเจนพอ เดี๋ยววิธีการทำงานก็คงจะตามมาเองโดยอัตโนมัติ แต่รู้หรือไม่? มีผลวิจัยหลายชิ้นต่างก็ยืนยันตรงกันว่า Vision เพียงอย่างเดียวเปลี่ยนพฤติกรรมคนไม่ได้ เพราะเป้าหมายคือนิยามของ “ผลลัพธ์” แต่ไม่ใช่ “การกระทำ”

คำสวยหรูจำพวก “ต้องสื่อสารให้เก่งขึ้น” หรือ “ทำงานเชิงกลยุทธ์มากขึ้น” เป็นถ้อยคำที่สวยงามแต่ไม่มีประโยชน์อะไร เพราะมันไม่ได้ระบุสิ่งที่ต้องทำลงในปฏิทินงานจริง

วิธีแก้: เปลี่ยนวิสัยทัศน์ให้เป็น “ชุดพฤติกรรมที่เฉพาะเจาะจงและทำซ้ำได้” ตัดสินใจล่วงหน้าเลยว่าคุณจะทำงานนี้ตอนไหน เมื่อไหร่ ยังไง และที่ไหน เช่น “บล็อกเวลา 30 นาทีทุกบ่ายวันศุกร์เพื่อสรุปแผนงานอาทิตย์หน้า” เมื่อการกระทำถูกกำหนดเป็นตารางที่ชัดเจน คุณจะลงมือทำได้แม้ในวันที่ไฟมอด

3. การคิดถึงอุปสรรคคือการดึงดูดพลังลบ

Positive Thinking คือคัมภีร์หลักในการทำงาน เราถูกสอนให้โฟกัสแต่ชัยชนะ จินตนาการถึงภาพรอยยิ้ม และหลีกเลี่ยงการคิดถึงปัญหาเพื่อไม่ให้เสียกำลังใจ

แต่ในทางวิทยาศาสตร์ กาเบรียลา เอิททิงเกน (Gabriela Oettingen) นักจิตวิทยาชื่อดังพิสูจน์แล้วว่า การจินตนาการถึงความสำเร็จโดยไม่คาดการณ์ถึงอุปสรรค จะช่วยลดความพยายามและความอดทนลง เมื่อความท้าทายเกิดขึ้นจริงตามธรรมชาติของการทำงาน คนกลุ่มที่คิดบวกเกินไป มักจะเกิดอาการฟุ้งซ่าน เสียสมาธิ และถอดใจง่ายกว่าปกติ

วิธีแก้: จงวางแผนบนพื้นฐานของความจริง คิดล่วงหน้าไปเลยว่าถ้าความเหนื่อยล้าเข้ามาแทรก หรือความเครียดพุ่งปรี๊ดขณะทำงานนั้นๆ คุณจะจัดการมันยังไง เมื่อคำตอบถูกตัดสินไว้ล่วงหน้า คุณจะไม่ต้องเปลืองพลังงานสมองเพื่อหาทางรอดในวินาทีที่วิกฤติเกิดขึ้น

4. คนเก่ง คือ คนที่ยืนหยัดได้ด้วยตัวคนเดียว

วัฒนธรรมการทำงานแบบ Individualism ทำให้เรามองว่าการขอความช่วยเหลือคือสัญญาณของความไม่เอาไหน ไม่เก่ง อ่อนด้อย และมองว่าการสู้ทนเงียบๆ คือบทพิสูจน์ของความแข็งแกร่งของคนจริง 

แต่ในทางวิทยาศาสตร์ พบว่า มนุษย์คือสัตว์สังคมที่ถูกออกแบบมาให้แสวงหาแรงสนับสนุนจากผู้อื่นเมื่อเผชิญสภาวะบีบคั้น งานวิจัยชี้ชัดว่าการมี Social Support ช่วยทั้งในแง่ของความอดทน การจัดการอารมณ์ และการฟื้นตัวหลังจากความล้มเหลว การเพิกเฉยต่อสัญชาตญาณนี้ไม่ได้ทำให้คุณแกร่งขึ้น แต่ทำให้คุณเปราะบาง เสี่ยงภาวะ Burnout มากกว่าเดิมเสียอีก 

วิธีแก้: สร้างระบบสนับสนุนไว้ก่อนที่จะต้องการมันจริงๆ ระบุชื่อคน 2-3 คนที่คุณสามารถพูดคุยเพื่อขอแง่มุมใหม่ๆ หรือแรงใจได้ทันที การขอความช่วยเหลือไม่ใช่จุดอ่อน แต่มันคือ Performance Strategy ที่ชาญฉลาดที่สุด

5. ความสุข คือ รางวัลที่รออยู่ตรงเส้นชัย

หลายคนเชื่อแบบผิดๆ ว่า “ถ้าฉันทำเป้าหมายนี้สำเร็จ ฉันถึงจะมีความสุข” คนเรามักเลื่อนความพึงพอใจในชีวิตออกไป เพื่อแลกกับการพิชิตเป้าหมาย โดยเชื่อว่าความสำเร็จคือเหตุ และความสุขคือผล

แต่นักวิจัยอย่าง ชอว์น เอคอร์ (Shawn Achor) พบว่า เรามักเข้าใจสมการนี้กลับด้าน ความสุขไม่ได้ตามหลังความสำเร็จเสมอไป แต่มันมักจะเป็น "ตัวนำ" ไปสู่ความสำเร็จต่างหาก ขณะที่งานวิจัยของ บาร์บารา เฟรดริกสัน (Barbara Frederickson) อธิบายว่า อารมณ์เชิงบวกช่วยให้ความคิดกว้างไกลขึ้น เสริมสร้างความสัมพันธ์ และเพิ่มความยืดหยุ่น ซึ่งล้วนส่งผลให้เราไปถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้น

วิธีแก้: จงออกแบบความสุขให้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ หาวิธีชื่นชมความก้าวหน้าเล็กๆ น้อยๆ ในทุกวัน เพราะโมเมนต์เหล่านี้คือสิ่งที่สร้างความอึด และการฟื้นตัวได้ดี (Resilience) ซึ่งจำเป็นต่อการรักษาความพยายามในระยะยาว

ท้ายที่สุด การตั้งเป้าหมายการทำงานที่ดี ไม่ได้มาจากแรงฮึดอย่างเดียว แต่มาจาก “วิทยาศาสตร์ที่แม่นยำขึ้น” เมื่อเราเริ่มมองเป้าหมายผ่านเลนส์ของพฤติกรรมศาสตร์ เราจะพบความจริงที่น่าสนใจว่า ความล้มเหลวส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจาก ‘นิสัย’ ของคนทำ แต่เกิดจาก ‘ทฤษฎี’ ที่ผิดพลาดตั้งแต่ต้น

หากวันนี้คุณยังวิ่งตามเป้าหมายจนเหนื่อยหอบแต่กลับไม่เห็นความคืบหน้า ลองหยุดถามตัวเองก่อนว่า “เรากำลังเดิมพันความสำเร็จไว้กับแรงจูงใจแบบผิดๆ รึป่าว” เพราะในโลกการทำงานที่แข่งขันสูงอย่างทุกวันนี้ คนที่ชนะไม่ใช่คนที่ฝันใหญ่ที่สุด แต่คือคนที่เข้าใจกลไกของตัวเองดีที่สุดต่างหาก

 

 

อ้างอิง; Forbes, NYU eduGabriele Oettingen, Shawn AchorAuthentic Happiness