วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน 2569

Login
Login

Doomjobbing คนถูกเลิกจ้างตื่นตระหนก เร่งไถหางานยิ่งไม่ได้งาน

Doomjobbing คนถูกเลิกจ้างตื่นตระหนก เร่งไถหางานยิ่งไม่ได้งาน

ในปี 2026 ที่ตลาดแรงงานเต็มไปด้วยความผันผวน มีหลายอุตสาหกรรมทั่วโลกเดินหน้าปรับโครงสร้าง และปลดพนักงานออกจำนวนมาก ส่งผลให้คนทำงานจำนวนไม่น้อยต้องเข้าสู่โหมด “หางานใหม่โดยเร็วที่สุด” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ท่ามกลางสถานการณ์นี้ มีพฤติกรรมหนึ่งเริ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ จนถูกตั้งเป็นคำนิยามใหม่ว่า “Doomjobbing” ซึ่งหมายถึง การใช้เวลาหลายชั่วโมงต่อวันไถดูประกาศรับสมัครงานบนแพลตฟอร์มหางานอย่าง LinkedIn แบบไม่หยุดพัก ไม่ใช่เพราะมีกลยุทธ์การหางานชัดเจน แต่เพราะความกังวลใจผลักให้ต้องทำอะไรสักอย่างอยู่ตลอดเวลา

คำศัพท์ใหม่จากปากเด็ก 8 ขวบ ที่ผู้ใหญ่ฟังแล้วสะท้อนใจ

ภาพนี้ถูกสะท้อนออกมาอย่างชัดเจนผ่านเรื่องราวของ อิลยา บากรัก (Ilya Bagrak) อดีตพนักงานชายคนหนึ่งที่เพิ่งถูกเลิกจ้าง และเขาก็กำลังเคร่งเครียดในการไถหางานในแพลตฟอร์มออนไลน์อย่างบ้าคลั่งและกังวล และในช่วงที่เขานั่งไถหางานใหม่ทั้งวัน ลูกสาววัย 8 ขวบของเขา กลับเป็นคนที่จับสังเกตพฤติกรรมนี้ได้ก่อนใคร

เธอมองพ่อที่จ้องหน้าจอไม่วาง แล้วจู่ๆ เธอก็เรียกพฤติกรรมที่พ่อกำลังทำอยู่นั้น ว่า “Doomjobbing” คำเรียกง่ายๆ จากเด็กคนหนึ่ง กลับกลายเป็นคำที่อธิบายสภาพจิตใจของคนทำงาน (ที่ถูกเลิกจ้าง) ในยุคนี้ได้ตรงจุดที่สุดอย่างน่าประหลาดใจ

โพสต์นี้กลายเป็นไวรัลทันที ไม่ใช่เพราะความน่ารักของเด็กเพียงอย่างเดียว แต่เพราะมันไปแตะความรู้สึกของวัยทำงานจำนวนมากที่กำลังอยู่ในสถานะเดียวกัน นั่นคือ กลุ่มที่เพิ่งถูกเลิกจ้างและยังอยู่ในช่วงเวลาที่ยังไม่มีงานใหม่ แต่ก็ไม่กล้าหยุดหางาน เร่งหว่านใบสมัครงานเป็นร้อยๆ ใบในโลกออนไลน์ 

เมื่อ “การหางาน” ไม่ได้ทำด้วยเหตุผล แต่ใช้อารมณ์ล้วนๆ สุดท้ายไม่ได้งาน!

เอริก คิงส์ลีย์ (Eric Kingsley) ทนายความด้านแรงงาน อธิบายถึง ปรากฏการณ์ Doomjobbing ไว้ว่า คือพฤติกรรมที่เกิดขึ้นเมื่อ “ความกลัว” กลายเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก เนื่องจากคนที่เพิ่งตกงานมักรู้สึกว่าตัวเองต้องรีบแก้ปัญหาให้เร็วที่สุด จึงพยายามทำทุกอย่างที่ดูเหมือนจะช่วยได้ โดยเฉพาะการหางานแบบเร่งรีบโดยไม่วางแผน

การไถดูประกาศงานต่อเนื่องหลายชั่วโมง จึงกลายเป็นกิจวัตรซ้ำๆ ที่อาจไม่ได้ประโยชน์ และไม่ช่วยให้ได้งานใหม่ไวอย่างที่คิด ปัญหาที่เห็นชัดเจน คือ พฤติกรรมนี้ไม่ได้เกิดจากการวางแผนหรือการเลือกโอกาสให้ได้งานอย่างมีเป้าหมาย แต่มาจากความรู้สึก “กลัวว่าจะช้าเกินไป”  การไถหางานบ่อยๆ และทำอย่างยาวนาน อาจทำให้รู้สึกว่าเพิ่มโอกาสได้งานไว แต่ในความเป็นจริง กลับยิ่งเหนื่อยและสับสนมากขึ้น

สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือภาวะเหนื่อยล้า (Burnout) ทั้งทางร่างกายและจิตใจ หลายคนหมดพลังไปกับการค้นหาโอกาส ทั้งที่ยังไม่ได้เริ่มต้นงานใหม่ด้วยซ้ำ ขณะเดียวกัน หากหยุดพัก ไม่หางานต่อ ก็กลายเป็นว่าเกิดความรู้สึกผิดตามมาทุกครั้ง เพราะลึกๆ แล้ว คนตกงานเชื่อว่าทุกนาทีที่ไม่ได้หางาน คือการเสียโอกาส

“การหางาน” จึงกลายเป็นภาระเต็มเวลาแบบไม่มีวันเลิกงาน และนั่นคือจุดที่คำว่า Doomjobbing สะท้อนออกมาได้ชัด มันไม่ใช่แค่การหางาน แต่มันคือการติดอยู่ในความไม่แน่นอน

มุมมองของเด็ก บางครั้ง เห็นความจริงได้ชัดเจนกว่าผู้ใหญ่ด้วยซ้ำ

มุมที่น่าสนใจที่สุดในเรื่องนี้ ไม่ใช่แค่คำศัพท์ใหม่ Doomjobbing ที่เกิดขึ้นในโลกการทำงานยุคเลย์ออฟ แต่คือ ทำไมเด็กแปดขวบถึงเข้าใจสถานการณ์ จนเอ่ยคำศัพท์คำนี้ (ซึ่งตรงกับความจริง) ขึ้นมาได้อย่างน่าทึ่ง 

ทนายความด้านแรงงาน ชี้ว่า เด็กมักรับรู้ความเครียดได้ไวมาก แม้จะไม่เข้าใจรายละเอียดของสถานการณ์ โดยเฉพาะพฤติกรรมเล็กๆ ของผู้ใหญ่ อย่างการจับโทรศัพท์ตลอดเวลา สีหน้าที่ตึงเครียด หรือการเหม่อลอยระหว่างวัน ล้วนเป็นสัญญาณที่ชัดเจนสำหรับพวกเขา ในสายตาเด็ก สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ “ความขยัน” แต่มันคือความไม่สบายใจที่มองเห็นได้

อย่างไรก็ตาม หลังจากโพสต์เรื่องราวของ "อิลยา บากรัก และลูกสาวตัวน้อย" ถูกเผยแพร่ออกไปในโซเชียลมีเดีย คำว่า “Doomjobbing” ก็ถูกหยิบไปใช้ในวงกว้างอย่างรวดเร็ว

ผู้คนจำนวนมากเข้ามาแชร์ประสบการณ์ของตัวเอง บางคนเพิ่งถูกเลิกจ้าง บางคนอยู่ในช่วงหางานมาหลายเดือน โดยส่วนใหญ่มีประสบการณ์ร่วมกันก็คือ ความรู้สึกติดอยู่ในช่วงรอยต่อของชีวิต ที่ไม่รู้ว่าจะเดินไปทางไหนต่อดี คำๆ นี้ จึงไม่ใช่แค่คำไวรัลขำๆ ในโลกออนไลน์ แต่มันกลายเป็นภาษาที่ใช้เรียกความรู้สึกที่หลายคนไม่เคยอธิบายได้ชัดมาก่อน

ทางออกของปัญหานี้คืออะไร คนถูกเลิกจ้างควรทำอย่างไร? 

ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า ให้ทำในสิ่งที่สวนทางกับสัญชาตญาณ นั่นคือ แทนที่จะตื่นตระหนกและกังวลจนไถหางานให้มากขึ้นแบบไม่พัก แต่ควรหันมากำหนด “ขอบเขต” เวลาหางานให้ชัดเจน

เริ่มจากการตั้งเวลาให้การหางานเหมือนเป็นการทำงานชิ้นหนึ่ง เช่น มีเวลาเริ่มทำ และเวลาเลิกทำ ซึ่งจะช่วยลดการจมอยู่กับความเครียดตลอดทั้งวัน ขณะที่ในอีกด้านหนึ่ง การถอยออกมามองภาพรวมของการถูกเลิกจ้างก็สำคัญ เพราะบางกรณีอาจมีประเด็นทางกฎหมายที่ควรพิจารณา หากเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือขัดต่อกฎหมาย ก็จะได้ดำเนินการทางกฎหมายได้ทันท่วงที

การปรับวิธีการหางานในรูปแบบนี้ จะช่วยให้คนทำงานกลับมาอยู่ในโหมดคิดอย่างเป็นระบบ แทนที่จะตอบสนองด้วยความกังวลเพียงอย่างเดียว

โดยสรุปคือ ปรากฏการณ์ “Doomjobbing” ไม่ได้เป็นแค่คำใหม่ในโลกออนไลน์ แต่มันคือภาพสะท้อนว่า คนทำงานจำนวนมากกำลังอยู่กับความไม่แน่นอนแบบไม่มีเวลาพัก ยิ่งพยายามควบคุม ยิ่งรู้สึกควบคุมอะไรไม่ได้ และยิ่งเร่งหามากขึ้น ก็ยิ่งเหนื่อยมากขึ้น โดยไม่แน่ใจว่ากำลังจะได้งานใหม่จริงหรือเปล่า

ในวันที่การหางานไม่ใช่แค่เรื่องโอกาส แต่เป็นการต่อสู้กับความรู้สึกของตัวเอง การที่คุณหางานทั้งวันติดต่อกันหลายเดือน แล้วไม่ได้งานใหม่สักที อาจไม่ใช่ “คุณพยายามไม่มากพอ” แต่อาจเป็นเพราะคุณกำลัง “ติดกับดักพฤติกรรมไม่กล้าหยุด จนขาดการวางแผนที่ดี” หากรู้เท่าทันพฤติกรรมตัวเองและปรับวิธีการใหม่อย่างมีกลยุทธ์ ก็น่าจะช่วยแก้ปัญหาได้ และเพิ่มโอกาสได้งานใหม่มากขึ้นกว่าเดิม

 

 

 

อ้างอิง: Newsweek, Companies Layoffs, Threads @ibagrak