วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน 2569

Login
Login

Gen Z เมินปาร์ตี้เมา ไป Hangout สุขภาพ 44% จ่ายฟิตเนสก่อนอย่างอื่น

Gen Z เมินปาร์ตี้เมา ไป Hangout สุขภาพ 44% จ่ายฟิตเนสก่อนอย่างอื่น

ลืมภาพจำเก่าๆ ของการเปิดขวดฉลองในคลับจนถึงเช้าไปได้เลย เพราะวันนี้ “สถานะทางสังคม” ของชาว Gen Z ไม่ได้วัดกันที่จำนวนขวดเหล้าแบรนด์หรูบนโต๊ะ แต่วัดกันที่วินัยในการตื่นมาออกกำลังกายและสภาวะจิตใจที่แจ่มใส ไม่ว่าจะเป็นการเข้ายิม, ไปร่วม Run Club, เต้นสวนลุม ล้วนกลายเป็นเทรนด์มาแรงของคนรุ่นใหม่ ที่น่าทึ่งกว่านั้นคือ.. พวกเขายอมจ่ายค่าบริการฟิตเนสเป็นอันดับหนึ่ง แทนที่ค่าบริการบริการสตรีมมิ่งและปาร์ตี้!

คนรุ่นใหม่กำลังเปลี่ยนผ่านวัฒนธรรมครั้งใหญ่ หันหลังให้แอลกอฮอล์และหันมาทุ่มงบประมาณให้กับสุขภาพ ด้วยมองว่าสุขภาพคือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด และยิมกลายเป็น “คอมมูนิตี้” และ “สัญลักษณ์แห่งความสำเร็จ” ไปแล้ว 

นี่ไม่ใช่แค่เทรนด์ออกกำลังกาย แต่คือการรื้อถอนวัฒนธรรมปาร์ตี้เดิมๆ สู่การสร้างรากฐาน “แก่ตัวอย่างมีคุณภาพ” และสร้าง Productivity แห่งโลกการทำงานยุคใหม่ ข้อมูลจากแหล่งอ้างอิงชั้นนำยืนยันตรงกันว่า Gen Z กำลังกลายเป็นเจนเนอเรชันที่รักสุขภาพมากที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่

Gen Z เมินปาร์ตี้เมา ไป Hangout สุขภาพ 44% จ่ายฟิตเนสก่อนอย่างอื่น

'กรุงเทพธุรกิจ จุดประกาย' พบว่า การเปลี่ยนแปลงนี้หยั่งรากลึกจนเกิดคำว่า "Flex" หรือ "การขิง" "การอวดความสำเร็จ" ในหมู่คนรุ่นใหม่ ที่ไม่ใช่ภาพของการเที่ยวปาร์ตี้ในคลับหรูอีกต่อไป แต่มันคือการโชว์สมรรถภาพร่างกาย วินัยในการจัดการชีวิต และไลฟ์สไตล์แบบ Clean Living ซึ่งเป็นการเปลี่ยนผ่านทางวัฒนธรรมที่ส่งแรงสั่นสะเทือนต่อทั้งเศรษฐกิจ สังคม และตลาดแรงงานอย่างมีนัยสำคัญ

เปิดสถิติสุดทึ่ง เมื่อยิมกลายเป็น Priority อันดับหนึ่งของ Gen Z 

ตามข้อมูลรายงานเรื่อง Gen Z Fitness Pulse Report 2025 ระบุว่าชาว Gen Z จำนวนมากถึง 73% ออกกำลังกายอย่างน้อย 2 ครั้งต่อสัปดาห์ ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ก้าวกระโดดจากปีก่อนหน้าอย่างมาก นี่คือความตั้งใจที่ชัดเจนในการ “ลงทุนกับตัวเอง”

ในมิติของการเงินก็เช่นกัน แม้ Gen Z จะถูกมองว่าเป็นกลุ่มที่เผชิญสภาวะเศรษฐกิจบีบคั้น แต่พวกเขากลับจัดลำดับความสำคัญของเงินในกระเป๋าได้อย่างน่าทึ่ง โดย 44% เลือกให้ฟิตเนสเป็นค่าใช้จ่ายลำดับต้นๆ ของชีวิต ซึ่งสูงกว่าค่าบริการสตรีมมิ่ง (36%) หรือการออกไปแฮงก์เอาต์นอกบ้าน (36%) เสียด้วยซ้ำ

ที่น่าสนใจคือ งบประมาณด้านสุขภาพนี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉลี่ยแล้วคนรุ่นนี้ยอมจ่ายเงินเพื่อสุขภาพเพิ่มขึ้นถึง 17% ต่อปี หรือประมาณ 2,200 บาท (48.81 ปอนด์) ต่อเดือน เพื่อเป็นสมาชิกยิม หรือเข้าร่วมกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ สถิตินี้คือเครื่องยืนยันว่า สำหรับ Gen Z "สุขภาพไม่ใช่ภาระ แต่คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด"

Gen Z เมินปาร์ตี้เมา ไป Hangout สุขภาพ 44% จ่ายฟิตเนสก่อนอย่างอื่น

Productivity Up: ยิมคือ ‘เครื่องยนต์’ สำคัญการทำงาน และปรับปรุงสุขภาพใจ

ในโลกการทำงานยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยความคิดสร้างสรรค์ Gen Z ตระหนักดีว่าร่างกายที่อ่อนแอไม่อาจสร้างงานที่ยอดเยี่ยมได้ ผลสำรวจพบว่า 82% ของคนรุ่นใหม่เชื่อว่าการสอดแทรกการออกกำลังกายเข้าไปในวันทำงาน ช่วยบูสต์ประสิทธิภาพ (Productivity) และระดับพลังงานได้อย่างมหาศาล

คนรุ่นนี้ไม่ได้มองยิมเป็นแค่ที่คลายเครียดหลังเลิกงาน แต่มันคือส่วนหนึ่งของ "Job Description" ในการเป็นมืออาชีพ โดย 52% ระบุว่านโยบายการทำงานที่ยืดหยุ่น (Flexible Working) เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้พวกเขารักษาวินัยในการดูแลตัวเองควบคู่ไปกับการทำงานได้ นายจ้างยุคใหม่จึงเริ่มเห็นพ้องว่า คนที่มีวินัยในยิม มักจะมีวินัยที่โต๊ะทำงานเช่นกัน

ทำไมคนรุ่นใหม่ถึงคลั่งไคล้การออกกำลังกายขนาดนี้? คำตอบไม่ได้อยู่ที่กล้ามเนื้อ แต่อยู่ที่ “สมอง” รายงานระบุว่า 87% ของผู้ตอบแบบสอบถามยืนยันว่า การออกกำลังกายช่วยพัฒนาสภาวะจิตใจ (Mental Wellbeing) ได้อย่างดีเยี่ยม

สำหรับกลุ่ม Digital Natives หรือคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมาพร้อมความกดดันและการเปรียบเทียบในโซเชียลมีเดีย พวกเขาพบว่า การขยับร่างกายส่งผลบวกต่ออารมณ์มากกว่าการใช้แอปฯ ฝึกสมาธิหรือการฟังพอดแคสต์เสียอีก โดย 55% ให้เหตุผลว่า "สุขภาพจิต" คือ 1 ใน 3 แรงจูงใจหลักที่ทำให้เข้ายิม ซึ่งใกล้เคียงกับเหตุผลเรื่องสมรรถภาพร่างกาย (58%) นี่คือการเปลี่ยนแปลงด้านทัศนคติจากการออกกำลังกายเพื่อ "รูปลักษณ์" มาเป็นการทำเพื่อ "ความรู้สึกภายใน" อย่างแท้จริง

Gen Z เมินปาร์ตี้เมา ไป Hangout สุขภาพ 44% จ่ายฟิตเนสก่อนอย่างอื่น

จุดจบสายปาร์ตี้? เมื่อ ‘Sober Curious’ เท่กว่าการเมาหัวราน้ำ

หนึ่งในการเปลี่ยนผ่านทางสังคมที่ชัดเจนที่สุด คือ การลดลงของการดื่มแอลกอฮอล์ ข้อมูลจาก Bank of America Institute ชี้ว่าการใช้จ่ายด้านแอลกอฮอล์ในงบประมาณครัวเรือนต่ำสุดในรอบเกือบ 40 ปี โดย Gen Z คือตัวแปรสำคัญที่ทำให้วัฒนธรรมการดื่มเบียร์และไวน์เปลี่ยนไป โดยพบว่าคนรุ่นใหม่ดื่มน้อยกว่าคนรุ่นก่อนถึง 1 ใน 3

นำมาสู่เทรนด์ "Sober Curious" หรือการตั้งคำถามกับการดื่ม และเลือกใช้ชีวิตแบบกึ่งเลิกดื่ม (Intermittent Sobriety) ซึ่งได้กลายเป็นไลฟ์สไตล์ที่ถูกแชร์ผ่าน TikTok และ Instagram อย่างกว้างขวางในช่วงไม่กี่ปีมานี้ นอกจากความกังวลเรื่องโรคร้าย พวกเขายังห่วงเรื่อง "Digital Footprint" หรือการถูกบันทึกภาพในสภาพขาดสติไว้บนโลกออนไลน์ตลอดไป ทำให้การเลือกที่จะ "มีสติ" (Staying Sharp) กลายเป็นทางเลือกที่ฉลาดกว่าในสายตาของคนรุ่นนี้

อย่างไรก็ตาม การที่ Gen Z ไปปาร์ตี้น้อยลงไม่ได้แปลว่าพวกเขาตัดขาดจากสังคม พวกเขาแค่ย้าย “ฐานที่มั่นในการพบปะผู้คน” เท่านั้นเอง ผลสำรวจในสหราชอาณาจักรพบว่ามีเพียง 17% ของ Gen Z ที่ยังหลงใหลในชีวิตกลางคืน ขณะที่ 43% หันมาทุ่มเทให้กับเรื่องสุขภาพและฟิตเนสแทน

แม้แต่การเดต (Dating Culture) ก็เปลี่ยนไป โดยหากย้อนดูภาพวิถีชีวิตและสังคมในอดีต พบว่า วัยทำงานกว่า 36% มักพบคนรักในบาร์หรือคลับ และมีเพียง 4% ที่พบรักในยิม แต่ในปัจจุบันสำหรับ Gen Z มีเพียง 13% ที่เลือกพบปะเพื่อนใหม่ในบาร์ ขณะที่การเลือกพบหน้ากันผ่านยิมหรือกลุ่มออกกำลังกาย เพิ่งสูงถึง 15% การสร้างความสัมพันธ์ผ่านเป้าหมายชีวิตและวินัยที่ตรงกัน ดูจะมีความหมายและยั่งยืนกว่าการทำความรู้จักกันในสภาวะมึนเมา

"บาร์เบล" แทน "บาร์เหล้า" ไม่ใช่แค่เทรนด์สุขภาพดีแต่คือการควบคุมชีวิตได้

พฤติกรรมนี้สะท้อนถึงการให้ค่ากับสุขภาพอย่างมาก และพวกเขาพยายามที่จะหลีกหนี “ความรู้สึกผิด” หลังการสังสรรค์จนเมาปลิ้น ในขณะที่คนรุ่นก่อนอาจมองอาการแฮงก์เป็นเรื่องขำขัน แต่ชาว Gen Z กลับรู้สึกผิดอย่างรุนแรงหากปาร์ตี้ทำลายแผนการออกกำลังกายของพวกเขา

ยืนยันจากข้อมูลวิจัยหนึ่งที่เผยว่า 55% ของคนรุ่นใหม่จะรู้สึกแย่หากการเที่ยวกลางคืนส่งผลกระทบต่อเป้าหมายสุขภาพ เพราะพวกเขามองว่าสุขภาพคือ "ตัวตน" (Identity) ไปแล้ว โดย 27% ของ Gen Z นิยามว่าฟิตเนสคือส่วนสำคัญของตัวตน ขณะที่คนรุ่นก่อนมีเพียง 15% เท่านั้นที่คิดเช่นนี้ในช่วงอายุเดียวกัน

โดยสรุปก็คือ การที่ Gen Z เลือก "บาร์เบล" แทน "บาร์เหล้า" ไม่ใช่แค่เรื่องของเทรนด์ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพดีเท่านั้น แต่มันคือการประกาศเจตนารมณ์ว่า พวกเขาต้องการเป็นผู้ควบคุมชีวิตตัวเอง พวกเขาปฏิเสธวัฒนธรรมที่ทำให้สุขภาพแย่ ภาพลักษณ์แย่ และหันมาโอบรับความชัดเจน (Clarity) และวินัย (Discipline) เพื่อเป้าหมายใหญ่คือคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว

นี่คือสัญญาณเตือนถึงทุกอุตสาหกรรมว่า "ความคูล" ได้ย้ายไปสู่จุดใหม่ในสังคมแล้ว หากผู้ประกอบการหรือองค์กรอยากอยู่รอดก็ต้องปรับตัวให้เท่าทันเทรนด์นี้ เช่น ธุรกิจร้านอาหารอาจต้องเพิ่มเมนู Mocktail เพื่อตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่ไม่ดื่มแอลฯ บริษัทต่างๆ ต้องเตรียมสวัสดิการด้านสุขภาพให้พนักงาน และแบรนด์ต่างๆ ต้องเลิกสื่อสารเรื่องความสนุกแบบ(เมา)สุดเหวี่ยง แต่หันมานำเสนอเรื่องความภูมิใจในวินัยและการดูแลตัวเองแทน เพราะวันนี้สุขภาพคือ "สินทรัพย์" ที่มีค่าที่สุด และวินัยคือ "สกุลเงิน" ใหม่ของความสำเร็จ

 

 

อ้างอิง: NBC palmsprings, TheConversationThe Gym Group, Origym, Click2houstonTime