วันอังคาร ที่ 21 เมษายน 2569

Login
Login

เปลี่ยนงานบ่อย โตช้ากว่าเดิม? ยุคนี้ Job Hopping อาจไม่เวิร์กแล้ว

เปลี่ยนงานบ่อย โตช้ากว่าเดิม? ยุคนี้ Job Hopping อาจไม่เวิร์กแล้ว

ในช่วงเกือบทศวรรษที่ผ่านมา “Job Hopping” ไม่ได้เป็นแค่พฤติกรรม แต่กลายเป็นกลยุทธ์หลักของคนทำงานยุคใหม่ การเปลี่ยนงานบ่อยทุก 2-3 ปี ถูกมองว่าเป็นวิธีที่เร็วที่สุดในการเร่งรายได้ให้โตแบบก้าวกระโดด และข้อมูลก็เคยยืนยันสิ่งนั้นอย่างชัดเจน ในปี 2024 คนที่เปลี่ยนงานใหม่มีรายได้สูงเพิ่มเฉลี่ยถึง 10% ขณะที่คนทำงานอยู่ที่เดิมได้เงินเดือนเพิ่มเพียง 5.1%

ช่องว่างนี้มากพอจะทำให้ “การย้ายงาน” กลายเป็นคำแนะนำมาตรฐานที่ถูกส่งต่อกันไปทั่ว ทั้งในแพลตฟอร์มอย่าง LinkedIn วงการโค้ชอาชีพ ไปจนถึงบทสนทนาของคนทำงานทั่วไปในโลกออนไลน์ แต่พอมาถถึงปีนี้ ..ความได้เปรียบนั้นกำลังหายไปอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ

หากดูตัวเลขเงินเดือนช่วงต้นปี 2025 มีรายงานระบุว่า ตัวเลขเงินเดือนที่คนย้ายงานบ่อยเคยหวังว่าได้ได้ปัปเงินขึ้น กลับเริ่มหดลงจนแทบไม่ต่างกัน โดยคนที่ย้ายงานได้เงินเพิ่มเฉลี่ย 4.8% ส่วนคนที่อยู่ที่เดิมได้ 4.6% และพอเข้าสู่ปี 2026 ช่องว่างยิ่งแคบลงไปอีก คนย้ายงานใหม่ได้อัปเงินขึ้นเพียง 4% เท่านั้น เทียบกับ 3.5% ของคนที่ทำงานที่เดิม

ตัวเลขข้างต้นสะท้อนชัดว่า การเปลี่ยนงานบ่อยที่เคยเป็น “ทางลัด” เริ่มกลายเป็นเพียงแค่ “ทางเลือก” ที่ไม่ได้ให้ผลลัพธ์เหนือกว่าอย่างที่เคยเป็น และนั่นทำให้วัยทำงานหลายคนเริ่มไม่มั่นใจว่า การเปลี่ยนงานยุคนี้ยังปลอดภัยต่อความมั่นคงทางอาชีพ หรือช่วยให้เติบโตก้าวหน้าอยู่ไหม หรือควรกอดงานเดิมเอาไว้ดีกว่า?

Job Hopping เคยเวิร์ก เพราะเมื่อก่อนบริษัทแย่งตัวคนเก่งด้วยค่าจ้างสูง

ในระบบการทำงานแบบเดิม การขึ้นเงินเดือนภายในองค์กรมักเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป การเลื่อนตำแหน่งแต่ละครั้ง พนักงานจะได้เงินเดือนเพิ่มขึ้นเพียง 2-5% ขณะที่ข้อเสนอจากบริษัทใหม่ต้อง “ตั้งราคาแข่ง” เพื่อดึงตัวคนเก่งออกไป จึงไม่น่าแปลกที่ตัวเลขจะกระโดดสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ

ในเวลาเดียวกัน ความเชื่อเรื่องการทำงานกับองค์กรเดียวไปยาวๆ ก็เริ่มสั่นคลอน การปลดพนักงาน การปรับโครงสร้าง และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ทำให้ “ความภักดี” ไม่ได้การันตีความมั่นคงอีกต่อไป คนทำงานจึงหันมาให้ความสำคัญกับการเติบโตของตัวเองมากกว่าการอยู่ยาว

เมื่อข้อมูลสนับสนุน และค่านิยมก็เอื้อ การเปลี่ยนงานบ่อยจึงค่อยๆ กลายเป็น “ค่าเริ่มต้น” ของการวางแผนเส้นทางอาชีพของคนทำงานหลายคน มีพนักงานบริษัทไม่น้อยที่อยากเติบโตเร็ว อยากได้ฐานเงินเดือนพุ่งสูงเร็ว จึงเลือกเดินทางตามแผนนี้

โลกงานเปลี่ยน การย้ายงานบ่อยอัปเงินเดือน ไม่เวิร์ก! และมีข้อเสียซ่อนอยู่

นอกจากเรื่องตลาดงานเปลี่ยนแปลงเร็ว ที่ทำให้การเปลี่ยนงานบ่อยไม่ช่วยให้อัปเงินเดือนได้สูงเหมือนเคย แต่ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ไม่ค่อยถูกพูดถึง ก็คือราคาที่ต้องจ่ายในระยะยาว กล่าวคือ ในระยะสั้น การย้ายงานบ่อยอาจทำให้เงินเดือนขยับเร็วขึ้น แต่ในระยะยาว มันไม่ได้แปลว่าจะพาไปไกลกว่าเสมอไป แต่ยังมีข้อเสียที่หลายคนอาจไม่รู้ ดังนี้

1. คนทำงานที่เดิมนานๆ ได้โอกาสเลื่อนขั้นมากกว่า

การจะได้เลื่อนขั้นสู่ "ตำแหน่งงานระดับสูง" ไม่ได้ถูกตัดสินจากแค่ความสามารถเชิงเทคนิค แต่ต้องอาศัย “เวลา” ในการพิสูจน์ตัวเอง การสร้างความน่าเชื่อถือ และการแสดงให้เห็นว่าคุณสามารถพาทีมผ่านสถานการณ์ยากๆ ไปได้จริง ซึ่งคนที่อยู่ในองค์กรใดองค์กรหนึ่งได้ยาวนานพอ มักจะเป็นคนที่ได้โอกาสก้าวขึ้นเป็นผู้นำมากกว่า

2. อยู่ที่เดิมนานๆ เก็บรายได้สะสมได้มากกว่า

ในมุมของรายได้ก็เช่นกัน แม้การย้ายงานใหม่ไปเรื่อยๆ จะให้ตัวเลขเงินเดือนที่ดูน่าพอใจทันที แต่คนที่ทำงานต่อที่เดิมมักได้ประโยชน์จาก “การทบต้น” ของค่าตอบแทน ทั้งโบนัสตามผลงาน หุ้นที่ทยอยได้รับตามระยะเวลา เงินสมทบเกษียณ และ incentive ระยะยาวที่คุณจะได้รับมาทั้งก้อนเมื่ออยู่ครบตามจำนวนปีที่บริษัทกำหนด

ในขณะที่คนที่ย้ายงานบ่อย แม้จะได้ตัวเลขใหม่ที่สูงขึ้น แต่กลับต้องเริ่มสะสมสิทธิประโยชน์เหล่านี้ใหม่ทุกครั้ง บางครั้งยังต้องทิ้งผลตอบแทนที่กำลังจะได้ไปแบบไม่รู้ตัว ความก้าวหน้าจึงอาจเป็นเพียง “ภาพลวง” ที่ดูเหมือนเดินไปข้างหน้า แต่ไม่ได้เพิ่มมูลค่าจริงในระยะยาว

3. คนเปลี่ยนงานบ่อย มักขาดการพัฒนาทักษะเชิงลึก

อีกสิ่งหนึ่งที่ค่อยๆ หายไปคือ “ทักษะเชิงลึก” เพราะการเปลี่ยนบทบาททุก 2-3 ปี ทำให้ได้ประสบการณ์ที่หลากหลายก็จริง แต่ในโลกการทำงานที่การแข่งขันสูงขึ้นเรื่อยๆ ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางกลับกลายเป็นสิ่งที่มีค่ามากกว่า

บทบาทระดับสูงไม่ได้ต้องการแค่คนที่ “เคยทำหลายอย่าง” แต่ต้องการคนที่ “เข้าใจบางอย่างลึกพอ” ที่จะตัดสินใจในเรื่องสำคัญได้อย่างแม่นยำ และความลึกแบบนั้นมักต้องใช้เวลาสร้าง

ย้ายงานบ่อย VS ทำงานที่เดิม ไม่มีสูตรตายตัว ต้องดูบริบทแต่ละคน

แน่นอนว่าไม่ได้หมายความว่าการเปลี่ยนงานบ่อยเป็นเรื่องผิด ในบางสถานการณ์ มันอาจเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดด้วยซ้ำ เมื่อเส้นทางในองค์กรปัจจุบันหากคุณพบทางตันจริงๆ ไม่มีโอกาสเติบโต หรือไม่สามารถให้ทักษะที่จำเป็นต่ออนาคตได้ การมองหาโอกาสใหม่คือการลงทุนกับตัวเอง ไม่ใช่ความใจร้อน

หรือในบางช่วงของชีวิต ปัจจัยนอกเหนือจากงานก็มีน้ำหนักมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นความยืดหยุ่นในการทำงาน สุขภาพจิต หรือความสมดุลในชีวิต การย้ายงานในกรณีเหล่านี้ไม่ใช่การถอย แต่เป็นการเลือกในสิ่งที่สำคัญกว่า

แต่ในอีกด้านหนึ่ง การย้ายงานเพียงเพราะ “รู้สึกอยากเปลี่ยน” หรือเพราะมีข้อเสนอที่ดูดีในระยะสั้น อาจไม่ใช่การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์อย่างที่คิด โดยเฉพาะเมื่อมองลึกลงไป ตัวเลขเงินเดือนที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย อาจไม่คุ้มกับสิ่งที่ต้องเสีย ทั้งสิทธิประโยชน์ที่สะสมมา เวลาที่ต้องใช้ในการปรับตัว และโอกาสในการสร้างผลงานที่จับต้องได้

สุดท้ายแล้ว การตัดสินใจเรื่องงานไม่ใช่เรื่องของ “ความถี่” แต่เป็นเรื่องของ “ทิศทาง” คำถามที่สำคัญกว่าคือ คุณกำลังย้ายงานเพื่อ “หนี” อะไรบางอย่าง
หรือกำลัง “เลือก” ไปในที่ที่พาคุณเข้าใกล้เป้าหมายมากขึ้น เพราะสองเหตุผลนี้ แม้จะดูคล้ายกัน แต่ผลลัพธ์ต่างกันอย่างสิ้นเชิง ดังนั้น คนที่ได้เปรียบและก้าวหน้าทางอีพได้จริง อาจไม่ใช่คนที่ขยับตัวเร็วที่สุดแต่คือคนที่รู้ว่า “ควรขยับเมื่อไหร่” และ “ขยับไปเพื่ออะไร” ต่างหาก!

 

 

อ้างอิง: Forbes, WraySearch, Fortune, IvyExec, BetterUpEEI HR