วันพุธ ที่ 22 เมษายน 2569

Login
Login

Kris Jenner ไอดอลความมั่งคั่ง แชร์ “อย่าเอาความสำเร็จไปเทียบใคร”

Kris Jenner ไอดอลความมั่งคั่ง แชร์ “อย่าเอาความสำเร็จไปเทียบใคร”

อย่าเอาความสำเร็จของคุณไปเปรียบเทียบกับคนอื่น” คำพูดนี้ของ คริส เจนเนอร์ (Kris Jenner) อาจฟังดูเหมือนคำแนะนำทั่วไปสำหรับคนทำงาน แต่เมื่อมองย้อนกลับไปที่เส้นทางชีวิตการทำงานของเธอ มันกลับมีน้ำหนักมากกว่านั้นอย่างชัดเจน

เพราะนี่คือผู้หญิงแกร่งที่ไม่ได้แค่ประสบความสำเร็จในฐานะนักธุรกิจ แต่เป็นคนที่ “ออกแบบความสำเร็จ” ให้เกิดขึ้นกับทั้งครอบครัวตระกูลคาร์ดาเชียน-เจนเนอร์ จนกลายเป็นอาณาจักรธุรกิจระดับโลก และที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้น คือ แนวคิดของเธอไม่ได้หยุดอยู่แค่ในโลกธุรกิจ แต่กำลังถูกหยิบไปตีความใหม่ ในแบบที่ทั้งคาดไม่ถึงและสะท้อนยุคสมัยได้อย่างชัดเจน

Kris Jenner ไอดอลความมั่งคั่ง แชร์ “อย่าเอาความสำเร็จไปเทียบใคร”

จาก “ไอดอลธุรกิจ” สู่ “เทพเจ้าแห่งความมั่งคั่ง” ในโลกดิจิทัล

ไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้ หลายคนคงได้เห็นไวรัลมาแรงใน Xiaohongshu (Rednote) แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่ทรงอิทธิพลที่สุดของจีน ที่เป็นปรากฏการณ์สุดน่าทึ่ง เมื่อใบหน้าของ Kris Jenner ถูกนำไปตั้งเป็นรูปโปรไฟล์หรือรูปบนหน้าจอมือถือของเหล่า Gen Z ชาวจีนจำนวนมหาศาล

คนรุ่นใหม่จีนไม่ได้เปลี่ยนรูปเพราะความคลั่งไคล้ดาราเพียงอย่างเดียว แต่พวกเขากำลังบูชาเธอในฐานะ “เทพเจ้าแห่งความมั่งคั่ง” (God of Wealth) ในรูปแบบดิจิทัล เนื่องจากคนรุ่นใหม่ในจีนมองว่า คริส เจนเนอร์ คือร่างจำลองของ “CEO Energy” หรือพลังของประธานบริษัท ที่สามารถควบคุมทุกสถานการณ์และเนรมิตรายได้มหาศาล

การใช้รูปเธอจึงเปรียบเสมือนการทำ Manifest หรือการตั้งจิตอธิษฐานเพื่อดึงดูดโชคลาภ ทักษะการบริหาร และความสำเร็จในหน้าที่การงาน จนเกิดเป็นมีมที่ตัดต่อภาพเธอในชุดยูนิฟอร์มหลากหลายอาชีพ ตั้งแต่หมอ ทนายความ ไปจนถึงหัวหน้างาน สื่อถึงนัยว่า “ไม่ว่าอาชีพไหน ถ้ามีจิตวิญญาณแบบคริส เจนเนอร์ คุณก็รวยได้

Kris Jenner ไอดอลความมั่งคั่ง แชร์ “อย่าเอาความสำเร็จไปเทียบใคร” ภาพจาก: xiaohongshu

ในมุมของนักวิเคราะห์ นี่ไม่ใช่แค่ความคลั่งไคล้คนดัง แต่คือการใช้ “ตัวแทนของความสำเร็จ” มาสร้างแรงยึดเหนี่ยวทางจิตใจในรูปแบบที่ง่ายที่สุด ไม่ต้องเขียนเป้าหมายยาวเหยียด แค่เปลี่ยนรูปโปรไฟล์ก็เหมือนตั้งเข็มทิศให้ชีวิตแล้ว

นักธุรกิจหญิงแกร่ง ผู้เปลี่ยน “ชื่อเสียง” ให้กลายเป็น “ระบบทำเงิน”

ในขณะที่คนรุ่นใหม่กำลังใช้ภาพของ คริส เจนเนอร์ เป็นเหมือนเครื่องรางดิจิทัล แต่ตัวเธอเองกลับสร้างความสำเร็จจาก “ระบบ” ที่จับต้องได้จริง ปัจจุบันเธอจะเป็นเจ้าของทรัพย์สินกว่า 60 ล้านดอลลาร์ และดูแลผลประโยชน์ให้ลูกๆ ในตระกูลคาร์ดาเชียน-เจนเนอร์ ที่มีมูลค่ารวมกันกว่า 1.5 พันล้านดอลลาร์ (เฉพาะในปี 2018 เธอทำรายได้ส่วนตัวสูงถึง 37.5 ล้านดอลลาร์ ตามการรายงานของ Forbes)

อย่างไรก็ตาม เส้นทางชีวิตของ คริส เจนเนอร์ นั้นไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ไม่ได้เพอร์เฟกต์ หรือร่ำรวยมาก่อน เธอไม่ได้เรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย ข้ามเส้นทางการศึกษาเพื่อไปเริ่มต้นชีวิตการทำงานในฐานะพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน ก่อนจะเข้าสู่ชีวิตครอบครัว แต่งงานกับทนายความ “โรเบิร์ต คาร์ดาเชียน” ตั้งแต่อายุ 22 ปี และค่อยๆ เรียนรู้โลกธุรกิจจากประสบการณ์ตรง

Kris Jenner ไอดอลความมั่งคั่ง แชร์ “อย่าเอาความสำเร็จไปเทียบใคร” ภาพจาก: IG KrisJenner

แต่ต่อมาก็เกิดจุดเปลี่ยนในชีวิตของเธอ หลังการหย่าร้างในปี 1991 และการแต่งงานใหม่กับ  “บรูซ เจนเนอร์” นักพูดสร้างแรงบันดาลใจ ในตอนนั้นเธอต้องใช้ทักษะการจัดการทั้งหมดที่มีเพื่อสร้างธุรกิจใหม่จากความว่างเปล่า โดยเธอเคยให้สัมภาษณ์กับ The New York Times Magazine ถึงช่วงที่เธอต้องปั้นอดีตคู่สมรสในฐานะนักพูดสร้างแรงบันดาลใจว่า

มันคือส่วนผสมของเลือด เหงื่อ น้ำตา ความกระตือรือร้น ความมุ่งมั่น และการที่ไม่ยอมหลับยอมนอน เพื่อกระจายชื่อเสียงออกไปให้คนรับรู้

อีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญ เกิดขึ้นอีกครั้งในปี 2007 เมื่อเธอนำไอเดียรายการเรียลลิตี้เกี่ยวกับครอบครัวไปเสนอ และกลายเป็น Keeping Up with the Kardashians ที่ประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลาย 

Kris Jenner ไอดอลความมั่งคั่ง แชร์ “อย่าเอาความสำเร็จไปเทียบใคร”

Kris Jenner แชร์หลักคิดทางธุรกิจ: ถ้ามีใครบอกว่า ‘ไม่ได้’ แปลว่าคุณคุยผิดคน

สิ่งที่เธอทำ ไม่ใช่แค่ “สร้างชื่อเสียง” แต่คือการเปลี่ยนชื่อเสียงนั้นให้กลายเป็นโมเดลธุรกิจที่ต่อยอดได้ไม่สิ้นสุด ตั้งแต่ดีลโฆษณา แบรนด์สินค้า ไปจนถึงโอกาสทางธุรกิจรูปแบบใหม่ และทั้งหมดนี้ขับเคลื่อนด้วยวิธีคิดที่ชัดเจน

อย่างไรก็ตาม เธอยอมรับว่า มีหลายครั้งในชีวิตเธอก็เจออุปสรรค โดยเฉพาะการเจอคำปฏิเสธจากคู่ค้าทางธุรกิจอยู่บ่อยๆ และต้องมาเสียใจทีหลัง นั่นจึงกลายเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้เธอเลือกจะ “ไม่หยุด” แค่คำปฏิเสธของอีกฝ่าย แต่พยายามหาหนทางต่อไปจนเจอสิ่งที่ตอบโจทย์ในที่สุด และได้แชร์หลักคิดนี้ผ่านเว็บไซต์ไลฟ์สไตล์ Poosh ที่ทำร่วมกับลูกสาว ไว้ว่า 

คติประจำใจของฉันตลอดหลายปีที่ผ่านมาคือ ‘ถ้าใครบอกว่าไม่ แสดงว่าคุณกำลังคุยผิดคน’ ที่ผ่านมาฉันเคยยอมแพ้คำว่าไม่ของคนอื่น จนต้องมาเสียใจในภายหลัง

ในอีกมุมหนึ่ง คริสยังพูดถึงธรรมชาติของความสำเร็จไว้อย่างน่าสนใจว่า “การทำงานในทุกๆ วัน ไม่เหมือนกันเลย คุณไม่มีทางรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น และคุณต้องพร้อมปรับตัวได้ทันที” จากมุมมองนี้ของเธอทำให้เห็นว่า ความยืดหยุ่น (adaptability) จึงกลายเป็นอีกหนึ่งทักษะที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของเธอ ไม่ใช่แค่การวางแผนเก่ง แต่ต้อง “ปรับเกม” ได้ตลอดเวลา

Kris Jenner ไอดอลความมั่งคั่ง แชร์ “อย่าเอาความสำเร็จไปเทียบใคร”

ความสำเร็จไม่มีทางลัด มีแต่วินัยและการ “ไม่ยอมแพ้”

แม้ภาพภายนอกของคริส เจนเนอร์ จะดูเหมือนชีวิตที่เต็มไปด้วยโอกาส แต่เธอย้ำชัดว่า สิ่งที่ทำให้ทุกอย่างเกิดขึ้นจริง คือการทำงานหนักในระดับที่หลายคนอาจไม่เคยเห็น เริ่มจาก..เธอสร้างวินัยให้ตัวเองอย่างเข้มงวด ตื่นตั้งแต่เช้าตรู่ 4:30 - 5:00 น. เพื่อเริ่มต้นวันด้วยการเช็กอีเมล ออกกำลังกาย และอัปเดตข่าวสาร “ฉันเตรียมตัวทั้งทางความคิด อารมณ์ และร่างกาย เพื่อออกไปลุยกับวันนั้น

ตามรายงานของนิวยอร์กไทมส์ ระบุว่า เจนเนอร์ทำงานอย่างหนักเพื่อทำดีลทางธุรกิจที่ดีที่สุดให้กับลูกๆ ของเธอ ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ยาควบคุมน้ำหนัก ไปจนถึงพรีเซนเตอร์คลินิกกำจัดขนด้วยเลเซอร์ และบัตรเครดิตแบบเติมเงินที่มีแบรนด์ 

“มันไม่ได้หมายความว่าเรามองหาแต่สิ่งที่ดีกว่าหรือว่าเราโลภนะคะ มีหลายคนที่คิดไอเดียดีๆ มีความฝันมากมาย แต่ถ้าคุณไม่เต็มใจที่จะทำงานหนักจริงๆ และทุ่มเทเพื่อสิ่งที่คุณต้องการ มันก็ไม่มีวันเกิดขึ้น มันอยู่ที่จรรยาบรรณในการทำงาน และนั่นคือสิ่งที่ยอดเยี่ยมเกี่ยวกับลูกๆ ของฉัน” คริส เจนเนอร์ บอกกับไทมส์

การเป็น "ผู้นำที่ดี" ต้องอาศัยความกล้าหาญอย่างมาก

นอกจากนี้ เมื่อพูดถึงบทบาทของการเป็นผู้นำ ในฐานะผู้กุมบังเหียนบริษัท Jenner Communications เธอต้องเผชิญกับหน้าที่ที่หลากหลายและหนักหน่วง ในแต่ละวันเธอต้องเผชิญกับการตัดสินใจยากๆ การแก้ปัญหาทางธุรกิจ และการทำงานที่ท้าทายมากมาย

“การเป็นผู้นำ หรือเป็นคนที่ต้องควบคุมสถานการณ์ทุกอย่าง คือสิ่งที่ต้องใช้ความกล้าหาญมาก บางวันเต็มไปด้วยการตัดสินใจยากๆ ไม่ว่าจะเป็นการจ้างงาน ปลดพนักงาน หรือการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ขึ้นมาในบริษัท บางเช้าฉันตื่นขึ้นมาแล้วคิดเลยว่า วันนี้จะเป็นวันที่ยาวนานมากแน่ๆ”

แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็ยังเดินหน้าต่อ เพราะเข้าใจว่านี่คือส่วนหนึ่งของการเป็น “คนที่รับผิดชอบผลลัพธ์” และเธอต้องดูแลทุกอย่างในบริษัทให้ดำเนินงานได้ออกมาดีที่สุด

ขณะเดียวกัน เธอยังให้ความสำคัญกับ “แรงขับภายใน” ของตัวเองอย่างมาก เธอมองว่าการทำงานใดๆ ต้องมีแรงใจ และต้องสนุกกับสิ่งที่ทำ ถึงจะยืนระยะได้ยาว เธอย้ำว่า  “แรงจูงใจของฉันคือการได้สร้างสรรค์และสนุกกับสิ่งที่ทำ คุณต้องหาสิ่งที่ทำให้คุณรู้สึกตื่นตัวอยู่เสมอ ฉันรักธุรกิจ และฉันรักในสิ่งที่ทำ เมื่อคุณหลงใหลในสิ่งที่ทำจริงๆ คุณจะไปต่อกับมันได้เอง

Kris Jenner ไอดอลความมั่งคั่ง แชร์ “อย่าเอาความสำเร็จไปเทียบใคร”

ความสำเร็จไม่ใช่เรื่องของโชค แต่คือ “วิธีคิด และการลงมือทำระยะยาว”

ท้ายที่สุดแล้ว ภาพของคริส เจนเนอร์ ที่กำลังถูกใช้เป็นมีม หรือแม้แต่ “เทพเจ้าแห่งความมั่งคั่ง” อาจเป็นเพียงภาพสะท้อนผิวหน้า แต่สิ่งที่อยู่ลึกลงไป คือชุดความคิดที่เธอใช้มาตลอดชีวิต และเหนือสิ่งอื่นใด เธอย้ำเตือนสิ่งที่สำคัญที่สุดในการทำงานให้ประสบความสำเร็จว่า.. 

อย่าเอาความสำเร็จของคุณไปเปรียบเทียบกับคนอื่น ทุกคนมีเส้นทาง และไทม์ไลน์ของตนเอง

เพราะในโลกที่เต็มไปด้วยการแข่งขันและการเปรียบเทียบตลอดเวลา การเข้าใจเส้นทางของตัวเอง และเดินต่อไปโดยไม่ไขว้เขว อาจเป็น “ข้อได้เปรียบ” ที่แท้จริง ความสำเร็จที่ยั่งยืน ไม่ได้มาจากการขอพร แต่มาจากการลงมือทำ ซ้ำแล้ว ซ้ำอีก ในแบบของตัวเอง

 

 

อ้างอิง: CNBC, BrickInfoTV, NewYorkTimes, PooshThe USA Leaders