วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน 2569

Login
Login

จับก้นแฟนแล้วสุขภาพดี! กระตุ้นออกซิโทซิน เพิ่มความสุข ลดเครียด

จับก้นแฟนแล้วสุขภาพดี! กระตุ้นออกซิโทซิน เพิ่มความสุข ลดเครียด

พฤติกรรมหยอกเล่นขำๆ ที่หลายคู่ทำในชีวิตประจำวัน อาจกำลังส่งผลต่อทั้งสุขภาพจิตและความสัมพันธ์มากกว่าที่คิด นักวิจัยพบว่า แค่การจับก้นแฟนเบาๆ ก็สามารถกระตุ้นฮอร์โมนความสุข ลดเครียด และสร้างความผูกพันได้อย่างมีนัยสำคัญ

ในความสัมพันธ์ของคนสองคน เรามักให้ความสำคัญกับคำพูดหรือโมเมนต์สำคัญๆ อย่างการพาแฟนไปเที่ยวทริปหรู หรือจัดเซอร์ไพรส์สุดประทับใจ แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่หล่อเลี้ยงความรู้สึกระหว่างกันในระยะยาว อาจไม่ต้องเล่นใหญ่ขนาดนั้นเสมอไป

แต่เป็นสัมผัสเล็กๆ ที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น การแตะตัวกัน การกอด หรือแม้แต่การ “จับก้นแฟน” แบบขำๆ กลับทำให้ร่างกายและสมองทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพได้ดีขึ้นมากกว่าที่คิด

แค่ “จับก้นคนรัก” ทำไมช่วยให้หัวใจ-ระบบประสาทดีขึ้นได้ ? 

หากมองในแง่วิทยาศาสตร์ชีวภาพ นักวิทยาศาสตร์อธิบายว่า การสัมผัสเล็กๆ ระหว่างคนรักสามารถกระตุ้นการหลั่งสาร “ออกซิโทซิน” ในร่างกาย ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับความสุข ความผูกพัน ความไว้วางใจ และความรู้สึกปลอดภัย

ขณะเดียวกัน ระดับ “คอร์ติซอล” หรือฮอร์โมนความเครียดจะค่อยๆ ลดลง ทำให้ความกังวลและความตึงเครียดในร่างกายเบาลง ไม่เพียงเท่านั้น การสัมผัสยังช่วยกระตุ้นฮอร์โมนเอ็นดอร์ฟิน ซึ่งเป็นสารเคมีที่ทำให้อารมณ์ดีและรู้สึกผ่อนคลาย จึงอธิบายได้ว่าทำไมแค่การหยอกกันเล็ก ๆ ก็สามารถเปลี่ยนบรรยากาศของทั้งวันได้

ผลลัพธ์ของสัมผัสไม่ได้หยุดแค่ความรู้สึก แต่ลงลึกไปถึง "ระบบประสาท" การสัมผัสที่อ่อนโยนสามารถกระตุ้นเส้นใยประสาทที่เกี่ยวข้องกับ “การรับรู้สัมผัสเชิงอารมณ์” ซึ่งเชื่อมโยงกับความรู้สึกสบายใจ ความพึงพอใจ และการควบคุมอารมณ์

ในอีกมุมหนึ่ง มันยังทำหน้าที่เป็น “สัญญาณความปลอดภัย” ที่ส่งไปยังสมองว่า เราไม่ได้อยู่ในภาวะคุกคาม ส่งผลให้ร่างกายลดการตอบสนองต่อความเครียดลง พูดได้ว่า.. การสัมผัสร่างกายกันและกัน ไม่ใช่แค่มอบความรู้สึกดี แต่ยังช่วย “ปรับปรุงการทำงานระบบประสาท” ได้โดยตรง

งานวิจัยหลายชิ้นพบว่า การสัมผัสที่อ่อนโยนสามารถกระตุ้น “ระบบประสาทพาราซิมพาเทติก” ซึ่งเป็นระบบที่ทำหน้าที่พาร่างกายกลับสู่โหมดผ่อนคลาย ส่งผลให้อัตราการเต้นของหัวใจช้าลง กล้ามเนื้อคลายตัว และความตึงเครียดค่อยๆ  ลดลง จากโหมด “ตึง เครียด ระวังภัย” ร่างกายจะถูกพากลับเข้าสู่โหมด “สงบ ปลอดภัย และพักได้” อย่างเป็นธรรมชาติ

สัมผัสของคนรัก คือ “การดูแลกัน” ในระดับสัญชาตญาณ

อีกมุมหนึ่งที่น่าสนใจคือ งานวิจัยเกี่ยวกับ ASMR พบว่า ประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสบางรูปแบบ อย่างการแตะเบาๆ หรือการเคลื่อนไหวที่ช้าและนุ่มนวล สามารถเลียนแบบผลลัพธ์ของ “พฤติกรรมการดูแลเอาใจใส่กันทางสังคม” ซึ่งเป็นกลไกพื้นฐานของมนุษย์ที่ใช้สร้างความผูกพันและลดความตึงเครียดระหว่างกัน

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ อัตราการเต้นของหัวใจลดลง ความรู้สึกผ่อนคลายเพิ่มขึ้น และร่างกายเข้าสู่ภาวะสงบได้ง่ายขึ้น นั่นจึงอธิบายได้ว่า ทำไมสัมผัสเล็กๆ จากคนที่เรารู้สึกปลอดภัยด้วย จึงสามารถ “ปลอบประโลมระบบประสาท” ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในความสัมพันธ์ระยะยาว การสื่อสารอาจไม่ได้เกิดขึ้นผ่านคำพูดเสมอไป การแตะตัว บีบก้น หรือการหยอกกันเบาๆ จึงกลายเป็นภาษาที่ทรงพลัง เพราะมันส่งสารสำคัญโดยไม่ต้องอธิบายว่า “ฉันยังอยู่ตรงนี้ ฉันยังเห็นคุณ และฉันยังรู้สึกดีกับคุณอยู่”

โมเมนต์สั้นๆ แบบนี้ยังช่วยตัดวงจรความตึงเครียด และดึงความรู้สึกเชื่อมโยงกลับมาได้ในเวลาไม่กี่วินาที

“ความขี้เล่น” ไม่ใช่เรื่องเด็กๆ คือทักษะของความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน

นักจิตวิทยายังค้นพบอีกว่า คู่รักที่ยังมีความขี้เล่น หยอกล้อกันได้เป็นประจำ และมีอารมณ์ขันร่วมกัน มักมีความพึงพอใจในความสัมพันธ์สูงกว่า เพราะพวกเขามีวิธีคลายแรงกดดันระหว่างกันโดยไม่ต้องรอให้ปัญหาบานปลาย

เมื่ออารมณ์ขันมาผสมกับการสัมผัสในรูปแบบขำๆ อย่าง "การจับก้น" มันจึงกลายเป็นช่วงเวลาของการช่วยกันปรับสมดุลอารมณ์ หรือ co-regulation ของคนทั้งสองฝ่าย

แต่เงื่อนไขสำคัญที่สุดคือ “ต้องยินยอม” เหมาะสมกับสถานการณ์ และไม่ละเมิดขอบเขตของอีกฝ่าย เพราะการสัมผัสจะส่งผลดีได้ก็ต่อเมื่อทั้งสองฝ่ายรู้สึกสบายใจซึ่งกันและกัน เพราะหากขาดสิ่งเหล่านี้ไป แม้จะเป็นสัมผัสเดียวกัน แต่ก็อาจให้ผลลัพธ์ตรงกันข้ามทันที

ท้ายที่สุดแล้ว สุขภาพที่ดีไม่ได้มีแค่เรื่องการออกกำลังกาย กินคลีน การนอนให้พอ แต่ยังรวมถึงคุณภาพของความสัมพันธ์ของเราด้วย บางที.. เรื่องเล่นๆ อย่างการ “จับก้นแฟน” อาจเป็นหนึ่งในวิธีที่เรียบง่ายที่สุดในการดูแลทั้งหัวใจ ความเครียด และความสัมพันธ์ที่ควรใส่ใจทำเป็นประจำ เพื่อการมีสุขภาพร่างกายที่ดีและมีความสัมพันธ์ที่เฮลตี้ในระยะยาว

 

 

อ้างอิง: Arkhamrise, Discover The Universe, TimetoThriveTherapy, Europe PMCSciencedirectpmc.ncbi