ปี 2026 สถานการณ์ตลาดแรงงานในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีของสหรัฐฯ และทั่วโลก อาจกำลังเผชิญกับปีที่ย่ำแย่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 2023 โดยมี "ปัญญาประดิษฐ์" หรือ AI เป็นต้นเหตุหลักของการเลิกจ้างพนักงานจำนวนมหาศาล สถานการณ์นี้กำลังสร้างความสั่นสะเทือนแก่คนทำงานสายเทคฯ แทบจะทุกระดับงาน
ข้อมูลจาก Challenger, Gray & Christmas บริษัทให้คำปรึกษาด้านการบริหารระดับสูง ระบุในรายงานที่เผยแพร่เมื่อไม่นานมานี้ ว่า ในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2026 มีการเลิกจ้างในสายเทคโนโลยีไปแล้วถึง 52,050 ตำแหน่ง ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่พุ่งสูงขึ้นถึง 40% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว
โดยเฉพาะในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา พบว่า ปรากฏการณ์การเลิกจ้าง ส่วนหนึ่งมาจากการขยายตัวของ AI นี่เป็นเหตุผลถูกยกขึ้นมาอ้างในการปลดพนักงานถึง 15,341 ตำแหน่ง หรือคิดเป็น 1 ใน 4 ของการเลิกจ้างทั้งหมด ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ที่มีสัดส่วนเพียง 10% เท่านั้น
เทคฯ ยักษ์ใหญ่ปรับทัพ ยอมเสียพนักงานเพื่อรักษางบลงทุน AI
ปรากฏการณ์ "ถ่ายเลือด" ครั้งใหญ่นี้เห็นได้ชัดจากบริษัทชั้นนำระดับโลก โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา บริษัทซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ยักษ์ใหญ่ของโลกอย่าง Oracle ได้ประกาศปลดพนักงานหลายพันตำแหน่ง ท่ามกลางภาวะราคาหุ้นที่ผันผวน เพื่อนำงบประมาณไปชำระหนี้ที่กู้มาลงทุนในโครงการด้าน AI
ในขณะที่ Meta มีรายงานจากรอยเตอร์ว่าเตรียมแผนลดพนักงานครั้งใหญ่ถึง 20% ของจำนวนพนักงานทั้งหมด หรือประมาณ 15,000 ตำแหน่ง เพื่อชดเชยค่าใช้จ่ายมหาศาลที่บริษัททุ่มไปกับการพัฒนา AI
เช่นเดียวกับ Amazon ที่ประกาศในเดือนมกราคม 2026 ว่า จะลดจำนวนพนักงานระดับบริหารลง 16,000 ตำแหน่ง พร้อมส่งสัญญาณชัดเจนว่าระบบ AI จะเข้ามาจัดการภาระงานเหล่านี้แทน ซึ่งความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องจากการปลดพนักงาน 14,000 ตำแหน่งเมื่อเดือนตุลาคม 2025 ที่ผ่านมา
นอกจากนี้ Dell ยังทำสถิติการเลิกจ้างที่รุนแรงที่สุดในบรรดาบริษัทเทคโนโลยีรายเดี่ยว โดยมีการลดตำแหน่งงานไปถึง 11,000 ตำแหน่งในช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้ ในขณะที่บริษัทอื่นๆ ยังคงทยอยประกาศลดคนอย่างต่อเนื่อง
เมื่อ AI ไม่ได้แค่ช่วยงาน แต่กำลังทำงานแทนมนุษย์จริงๆ
แอนดี้ แชลเลนเจอร์ (Andy Challenger) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายรายได้ของ Challenger, Gray & Christmas ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า "บริษัทต่างๆ กำลังโยกงบประมาณไปสู่การลงทุนด้าน AI โดยแลกกับการลดตำแหน่งงาน เราเริ่มเห็นการแทนที่บทบาทเดิมอย่างชัดเจนในกลุ่มบริษัทเทคโนโลยี
โดยเฉพาะหน้าที่ด้านการเขียนโค้ด (Coding) ซึ่ง AI สามารถทำแทนได้เกือบทั้งหมด ส่วนอุตสาหกรรมอื่นๆ กำลังอยู่ในช่วงทดลองขีดจำกัดของเทคโนโลยีนี้ แม้มันจะยังไม่สามารถแทนที่คนได้ 100% แต่มันกำลังทำให้คนต้องสูญเสียงาน"
ขณะที่เหล่าผู้นำทางความคิดในวงการเทคโนโลยีต่างออกมาส่งสัญญาณเตือนมานานหลายเดือน ไม่ว่าจะเป็น
ดาริโอ อโมเด (Dario Amodei) ซีอีโอของ Anthropic เขียนระบุในเดือนมกราคมว่า AI จะกวาดล้างงานในกลุ่มพนักงานออฟฟิศ ไปประมาณครึ่งหนึ่งภายในระยะเวลาเพียง 1-5 ปี
อาราพินด์ ศรีนิวาส (Aravind Srinivas) ซีอีโอของ Perplexity AI ตกเป็นประเด็นร้อนหลังจากแสดงความเห็นในพอดแคสต์ว่า ผู้คนควรยอมรับการถูกแทนที่ด้วย AI เพราะอย่างไรเสียคนส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ชอบงานที่ตัวเองทำอยู่แล้ว
แจ็ค ดอร์ซีย์ (Jack Dorsey) ซีอีโอของ Block ระบุว่าการปลดพนักงาน 4,000 ตำแหน่ง (หรือ 40% ของบริษัท) เกิดจากผลกระทบของเทคโนโลยีใหม่นี้ พร้อมเตือนผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า เครื่องมืออัจฉริยะเหล่านี้จะทำให้ทีมงานมีขนาดเล็กลงและองค์กรแบนราบขึ้น ซึ่งจะเปลี่ยนนิยามของการสร้างและบริหารบริษัทไปอย่างสิ้นเชิง
อย่างไรก็ตาม เมื่อมองในภาพรวมทุกอุตสาหกรรม การเลิกจ้างทั่วสหรัฐฯ ในไตรมาสแรกอยู่ที่ 217,362 ตำแหน่ง ซึ่งถือเป็นตัวเลขรายไตรมาสที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2022 โดยลดลง 16% จากไตรมาสสุดท้ายของปี 2025 แต่สำหรับเฉพาะเดือนมีนาคมเพียงเดือนเดียว มีการประกาศเลิกจ้างรวม 60,620 ตำแหน่ง เพิ่มขึ้นจากเดือนกุมภาพันธ์ 25% ซึ่งในจำนวนนี้เป็นงานสายเทคโนโลยีถึง 18,720 ตำแหน่ง
นอกจากปัจจัยเรื่อง AI แล้ว นายจ้างส่วนใหญ่ยังระบุถึงเหตุผลอื่นๆ ในการปลดพนักงานปีนี้ เช่น การปิดสาขา การปรับโครงสร้างองค์กร และสภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวนร่วมด้วย
อ้างอิง: ChallengerGray, NewYorkPost





