วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน 2569

Login
Login

ยิ่งทำงานดียิ่งหยุดไม่ได้? ระวังภาวะเมาความเก่ง แบกงานจนหมดไฟ

ยิ่งทำงานดียิ่งหยุดไม่ได้? ระวังภาวะเมาความเก่ง แบกงานจนหมดไฟ

เคยสังเกตไหมว่าคนที่ทำงานเก่ง หรือคนที่มีผลงานโดดเด่นในที่ทำงานอยู่เสมอ เช่น คนที่ชอบอาสาทำงานที่คนอื่นไม่ทำ หรือคนที่เลิกงานเป็นคนสุดท้าย มักเป็นคนที่เหนื่อยล้าเร็วมากกว่าใคร ส่วนหนึ่งอาจเพราะวัยทำงานหลายคนเคยถูกสอนมาให้ “ทำงานมากกว่าคนอื่น” เพื่อความก้าวหน้าและเติบโตในเส้นทางอาชีพได้เร็วกว่า แต่วันนี้ แนวคิดนั้นกำลังถูกตั้งคำถามอีกครั้ง

นั่นก็เพราะว่ายิ่งคุณเป็นคนที่ไว้ใจได้มากแค่ไหน โอกาสที่คุณจะถูกโยนงานเพิ่มใส่ก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น จนในที่สุด “ความสามารถ” ที่เคยเป็นข้อได้เปรียบ อาจกลายเป็นกับดักที่ดึงคุณเข้าสู่ภาวะหมดไฟโดยไม่รู้ตัว ปรากฏการณ์นี้ในต่างประเทศเรียกว่า “Competence Hangover” หรือ “อาการเมาความเก่งจนเหนื่อยล้า” แม้จะทำงานจนเหนื่อยแค่ไหนแต่ก็หยุดทำไม่ได้ กลัวเก่งไม่พอ กลัวงานออกมาไม่ดี กลายเป็นว่าต้องแบกงานทุกอย่างไว้คนเดียว

เมื่อ “คนเก่ง” กลายเป็นศูนย์กลางของทุกอย่าง

ปีเตอร์ ดูริส (Peter Duris) ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้ง Kickresume แพลตฟอร์มสร้างเรซูเม่และเครื่องมือหางานทางออนไลน์ อธิบายว่า คนที่มีแนวโน้มจะเจอกับภาวะนี้มากที่สุด คือคนที่ “ทำงานเกินหน้าที่” อยู่เสมอ หรือคนที่ชอบอาสาทำงาน หรือมักเป็นคนสุดท้ายที่เลิกงานเสมอ ฯลฯ

เขาเตือนว่า การอยากให้งานออกมาดีเป็นเรื่องที่ดี แต่หากมุ่งหน้าทำจนเคร่งครัดและไม่ยอมพัก เมื่อเวลาผ่านไป มันอาจกลายเป็นความเครียดสะสมโดยไม่จำเป็น

“ถ้าคุณเป็นคนที่ทำเกินความคาดหวังอยู่ตลอดเวลา คุณอาจกำลังเผชิญกับภาวะ Competence Hangover ซึ่งเป็นภาวะหมดไฟที่เกิดจากการรู้สึกว่าตัวเองต้องรับผิดชอบทุกอย่าง” พูดง่ายๆ ก็คือ ยิ่งคุณเก่งมากเท่าไร ยิ่ง “หยุดทำ” ได้ยากขึ้นเท่านั้น

เกือบ 50% คิดว่าตัวเองจะไม่เก่ง ถ้าหยุดทำงานมาตรฐานสูง

ด้วยข้อมูลจากแพลตฟอร์ม Kickresume ที่ช่วยผู้คนกว่า 8 ล้านคนหางานในบริษัทระดับโลกอย่าง Google, Apple และ Microsoft ทำให้ ปีเตอร์ ดูริส เห็นพฤติกรรมของคนทำงานเก่งจากทั่วโลกอย่างชัดเจน และภาพที่ออกมาก็น่ากังวลไม่น้อย โดยผลวิจัยดังกล่าว ระบุว่า

- 48% ของคนทำงานในสหรัฐ กำลังเผชิญภาวะ Impostor Syndrome และทำงานหนักเกินไป

- 1 ใน 3 ของคนทำงานรู้สึกผิดเมื่อหยุดพักจากการทำงาน

- เกือบ 20% ของคนทำงานรู้สึกถูกกดดันให้มาทำงานแม้ในวันที่ป่วย

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า ปัญหาไม่ได้อยู่แค่ “ภาระงาน” แต่คือ “ความคาดหวัง” ที่คนเก่งมีต่อตัวเอง ไม่ยอมให้ตัวเองได้หยุดพัก เพราะอาจไปสั่นคลอนคุณค่าในตนเอง หรือการได้รับการยกย่องจากคนอื่นเสมอในการเป็นคนทำงานเก่ง หรือทำงานได้ดีกว่าคนอื่นๆ 

กับดัก “ทำเกินหน้าที่” ที่เริ่มต้นจากความตั้งใจดี

ในช่วงแรก พฤติกรรมนี้มักดูเป็นเรื่องเล็กน้อย คุณอาจแค่ช่วยงานเพื่อนร่วมงาน รับงานเพิ่มอีกนิด หรือยอมอยู่ที่ทำงานดึกต่ออีกนิดเพื่อแก้ปัญหางานที่ยากกว่าคนอื่น แต่เมื่อสิ่งเหล่านี้เกิดซ้ำๆ มันจะค่อยๆ เปลี่ยนจาก “ความตั้งใจดี” เป็น “ความเคยชิน” 

Kickresume เรียกพฤติกรรมนี้ว่า “over-functioning” หรือการทำงานเกินบทบาท ซึ่งมักเริ่มจากความกลัวลึกๆ ว่างานของตัวเอง “ยังไม่ดีพอ” เมื่อเวลาผ่านไป ความคิดนี้จะยิ่งฝังแน่น จนคนทำงานเริ่มเชื่อว่า “ถ้าไม่มีฉัน งานของทีมจะไม่เดิน”

หากใครเคยคิดแบบนี้ต้องรู้ไว้ว่า..นั่นคือจุดที่อันตรายที่สุด เพราะการถอยออกมาไม่ใช่แค่เรื่องยาก แต่กลายเป็นสิ่งที่ “รู้สึกว่าทำไม่ได้อีกต่อไป” ดูริส เตือนชัดว่า “การเป็นคนที่ทุกคนพึ่งพาได้ อาจทำให้คุณหมดพลังและนำไปสู่ภาวะหมดไฟได้”

สิ่งที่น่ากังวลคือ พฤติกรรมที่ดูเหมือน “ทุ่มเท” นี้จะค่อยๆ บั่นทอนประสิทธิภาพในระยะยาว และส่งผลกระทบทั้งกับตัวพนักงานและองค์กร ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีงานวิจัยหลายชิ้นยังชี้ว่า พนักงานทั่วโลกกำลังเข้าใกล้จุดภาวะหมดไฟ โดยความเหนื่อยล้าและการไม่มีส่วนร่วมในการทำงาน สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจสูงถึง 438,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี

เรื่องนี้แก้ไขได้ เริ่มจากเลิก “ทำทุกอย่าง” แต่ “ทำให้พอดี”

คำแนะนำแรกที่ ดูริส เน้นย้ำ คือการกลับไปจัดการ “ความสมบูรณ์แบบนิยม” (perfectionism) ที่เป็นต้นตอของปัญหา โดยเขาอธิบายว่า “คุณไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบตลอดเวลา และการทำเกินความคาดหวังควรเป็น ‘ทางเลือก’ ไม่ใช่ ‘หน้าที่’”

การยอมรับว่า “ทำแค่งานเสร็จ” ก็เพียงพอ เป็นเรื่องยากสำหรับคนที่เคยชินกับการทำเต็มร้อยเสมอ แต่ถ้าไม่เริ่มจากจุดนี้ การเปลี่ยนแปลงอย่างอื่นก็แทบจะเป็นไปไม่ได้

อีกจุดสำคัญคือ ต้องฝึกการเลิกตอบ “ตกลง” โดยอัตโนมัติ เวลามีใครมาขอความช่วยเหลือเรื่องงาน แทนที่จะตอบรับงานทันที ลองเปลี่ยนเป็นการให้คำตอบแบบมีพื้นที่ เช่น “ขอดูงานหลักก่อน แล้วจะกลับมาช่วยได้ไหม” เป็นต้น 

แม้จะเป็นการเปลี่ยนเพียงเล็กน้อยในวิธีพูด แต่ช่วยให้คุณมีเวลา “คิดก่อนรับ” แทนที่จะรับไปก่อนแล้วค่อยเครียดทีหลัง และถ้าคุณเริ่มมีอาการเหนื่อยล้า สะสม รู้สึกไม่พอใจกับงานล้นมือ หรือรู้สึกว่าหยุดงานไม่ได้เลย นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าคุณกำลังเข้าสู่อาการขั้นที่เรียกว่า competence hangover แล้ว

โฟกัสแค่งานตัวเอง ไม่ใช่ไม่ทุ่มเท แต่เป็นการฟื้นพลังงาน

ดูริส แนะนำวิธีแก้ไขอย่างตรงไปตรงมาว่า “อาจถึงเวลาที่ต้องถอยออกมา” เช่น การลดการทำโอที หรือกลับมาโฟกัสแค่งานหลัก นี่ไม่ใช่การขี้เกียจ แต่คือวิธีเดียวที่จะทำให้คุณกลับมาทำงานได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

อ่านมาถึงตรงนี้..ใครที่มีอาการเข้าข่าย "ภาวะเมาความเก่ง" อาจเริ่มทำความเข้าใจตัวเองได้มากขึ้นแล้วว่า การเป็น “คนที่เก่งที่สุด” กับ “คนที่เหนื่อยที่สุด” ไม่ควรเป็นเรื่องเดียวกัน แต่ความจริงคือมันสวนทางกันด้วยซ้ำ เพราะระบบงานและความคาดหวังมักบีบให้คนเก่งแบกภาระงานมากขึ้นเรื่อยๆ จนเผลอลืมว่า “ขีดจำกัดของตัวเองอยู่ตรงไหน”

ปรากฏการณ์ competence hangover จึงไม่ใช่แค่ปัญหาของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นสัญญาณของวัฒนธรรมการทำงานที่ให้รางวัลกับการทำเกินพอดี และบางครั้ง การตัดสินใจที่ฉลาดที่สุด อาจไม่ใช่การทำงานไม่หยุด แต่คือการรู้ว่า เมื่อไหร่ควรหยุดการทำงานแบบโอเวอร์โหลด และปรับสมดุลให้ตรงกับพลังงานของตนเอง เพื่อประสิทธิภาพงานที่ดีในระยะยาว

 

 

อ้างอิง: Fortune, KickresumeQuiet cracking