วันพฤหัสบดี ที่ 16 เมษายน 2569

Login
Login

จากเหมืองสู่เมืองมีชีวิต! 'อัครา' พลิกภาพจำมากกว่าเหมืองทองคำ

จากเหมืองสู่เมืองมีชีวิต! 'อัครา' พลิกภาพจำมากกว่าเหมืองทองคำ

หากพูดถึงคำว่า “เหมืองแร่” ภาพจำในหัวของใครหลายคนคงหนีไม่พ้นเครื่องจักรขนาดมหึมา ฝุ่นควัน ความแห้งแล้ง และความขัดแย้งที่ดูเหมือนจะเป็นของคู่กันมาอย่างยาวนาน

แต่วันนี้บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบการเหมืองแร่ทองคำชาตรี ได้ลุกขึ้นมาปัดฝุ่น เปลี่ยนบาดแผลในอดีตให้กลายเป็นพื้นที่แห่งชีวิต ลบภาพจำเก่าๆ ทิ้งไป และกำลังสร้างตำนานบทใหม่ที่เชื่อมโยงทรัพยากร ธรรมชาติ และผู้คนเข้าไว้ด้วยกันอย่างมีศิลปะ

จากเหมืองสู่เมืองมีชีวิต! 'อัครา' พลิกภาพจำมากกว่าเหมืองทองคำ

เขี้ยวที่หายไป...ปิดฉาก "วายร้าย" แห่งเหมืองทอง

ปฏิเสธไม่ได้ว่าในอดีต เหมืองอัคราเคยเผชิญกับมรสุมลูกใหญ่และข้อกังขาจากสังคมจนต้องหยุดดำเนินการไปถึง 6 ปีเต็ม ภาพลักษณ์ของเหมืองในสายตาคนนอกและคนในพื้นที่บางส่วนถูกมองไม่ต่างจาก "ตัวร้าย" ที่มีเขี้ยวเล็บ คอยจ้องจะกอบโกยและทิ้งผลกระทบไว้เบื้องหลัง แต่การกลับมาเปิดดำเนินการอีกครั้งตั้งแต่เดือนมีนาคม 2566 อัครากลับมาพร้อมกับบทเรียนและการถอด "เขี้ยว" ของตัวเองออก

ยุทธศาสตร์สำคัญที่ทำให้ภาพลักษณ์วายร้ายจางหายไป คือความโปร่งใสที่จับต้องได้ อัคราได้เปิดนโยบาย Open House ที่อนุญาตให้ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้าน หน่วยงาน หรือนักเรียน รวมกลุ่มกันเข้ามาเยี่ยมชมและตรวจสอบการทำงานภายในเหมืองได้อย่างใกล้ชิด ไฮไลต์สำคัญที่ลบความกลัวในใจชาวบ้านคือการจัดการ "ไซยาไนด์" ซึ่งเป็นประเด็นอ่อนไหว อัคราตั้งเป้าหมายกดดันตัวเองให้ทำมาตรฐานได้ดีกว่าที่กฎหมายกำหนด โดยควบคุมปริมาณไซยาไนด์ในน้ำทิ้งให้อยู่ในระดับต่ำกว่า 10 ppm ซึ่งต่ำกว่ามาตรฐานของไทยที่อนุญาตให้ถึง 20 ppm และมาตรฐานสากลที่ 50 ppm อย่างมาก การสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาว่าปริมาณนี้แทบไม่ต่างจากสารตกค้างในธรรมชาติอย่างหน่อไม้ดิบหรือกาแฟที่เราดื่มกันทุกวัน ทำให้ความหวาดกลัวค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยความเข้าใจ

"อุตสาหกรรมเหมืองแร่ในวันนี้ไม่ได้ถูกวัดจากปริมาณทรัพยากรที่ผลิตได้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าสามารถสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจควบคู่กับการดูแลชุมชนและสิ่งแวดล้อมได้จริง" เชิดศักดิ์ อรรถอารุณ ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายความยั่งยืนขององค์กร กล่าว

จากเหมืองสู่เมืองมีชีวิต! 'อัครา' พลิกภาพจำมากกว่าเหมืองทองคำ

เกมรุกของ “คนเสื้อเหลือง” สานสัมพันธ์ของชุมชน

เบื้องหลังการทลายกำแพงความหวาดระแวง คือยุทธวิธี "ใจแลกใจ" ของทีมงานที่ชาวบ้านเรียกขานกันว่า "คนเสื้อเหลือง" ทีมชุมชนสัมพันธ์ของเหมืองจำนวนกว่า 20 ชีวิตนี้ ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญที่ถูกส่งตรงมาจากเมืองหลวง แต่ทั้งหมดคือ "คนในพื้นที่" ตัวจริง

เกมรุกของพวกเขาไม่ใช่การสาดเงินเพื่อยุติปัญหา แต่คือการเดินเท้าเคาะประตูบ้าน นั่งคุยใต้ถุนเรือน ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกับชาวบ้านกว่า 6,000 ครัวเรือนในรัศมีรอบเหมือง การเป็นลูกหลานในพื้นที่ทำให้การพูดคุยเป็นไปอย่างเป็นธรรมชาติ เรียกพ่อ เรียกแม่ เรียกพี่ เรียกน้อง สร้างความลื่นไหลในการสื่อสาร นโยบายการจ้างงานที่ตั้งเป้าให้ 90 เปอร์เซ็นต์ ของพนักงานเป็นคนในพื้นที่ และปัจจุบันทำได้ถึง 87 เปอร์เซ็นต์ ยิ่งตอกย้ำว่าเหมืองและชุมชนคือเนื้อเดียวกัน เมื่อคนที่ทำงานในเหมืองคือลูกหลานของชาวบ้าน การจะปล่อยให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจนย้อนกลับมาทำร้ายครอบครัวตัวเองจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ คนเสื้อเหลืองเหล่านี้จึงเป็นดั่งกาวใจที่ผสานเหมืองและเมืองให้กลับมาเต้นในจังหวะเดียวกันอีกครั้ง

"เราเป็นคนในพื้นที่ทั้งหมด เพราะฉะนั้นที่เนี้ยก็คือบ้านของเรา อัคราคือบ้านของเรา แต่ในขณะเดียวกันชุมชนก็เป็นชุมชนของเรา เรากลับมาดำเนินการรอบนี้ เราต้องมาทบทวนในเรื่องของการดูแลชุมชน การดูแลสังคม พยายามที่จะทำอะไรให้มันต่อเนื่องและยั่งยืนขึ้นไปในอนาคต" ยุวธิดา พุกอ่อน ผู้จัดการฝ่ายชุมชนสัมพันธ์และการพัฒนา อธิบาย

จากเหมืองสู่เมืองมีชีวิต! 'อัครา' พลิกภาพจำมากกว่าเหมืองทองคำ

จากเหมืองสู่เมืองมีชีวิต! 'อัครา' พลิกภาพจำมากกว่าเหมืองทองคำ

สปอร์ตคอมเพล็กซ์...มากกว่าสุขภาพคือ "พื้นที่สุขภาวะ"

เมื่อความเชื่อใจเริ่มกลับมา อัคราก็เริ่มเดินหน้าสร้างสรรค์สิ่งใหม่ที่ฉีกกรอบความเป็นเหมืองแร่แบบเดิมๆ ด้วยการเนรมิตพื้นที่กว่า 40 ไร่ บริเวณหลังสำนักงานอัคราเพื่อนชุมชน ให้กลายเป็น "Akara Community Center" ด้วยงบประมาณกว่า 10 ล้านบาท ที่นี่เป็นมากกว่าสวนสาธารณะ แต่ถูกออกแบบให้เป็นศูนย์กลางของชุมชน

หนึ่งในไฮไลต์ที่น่าทึ่งคือ “สวนสุขภาพและนันทนาการ” (Akara Sport Complex) ที่ก้าวข้ามคำว่าสถานที่ออกกำลังกาย สู่การเป็น "พื้นที่สุขภาวะ" ทางกายและใจ ภายในประกอบด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ทั้งสนามฟุตบอล สนามแบดมินตัน สนามตะกร้อ และเส้นทางจ็อกกิ้งที่เป็นโลโก้ของบริษัท จากพื้นที่ที่เคยห่างไกลและไม่มีแหล่งพักผ่อนหย่อนใจ วันนี้สปอร์ตคอมเพล็กซ์แห่งนี้ได้กลายเป็นห้องนั่งเล่นขนาดใหญ่ที่พนักงานเหมืองและชาวบ้านมาใช้เวลาร่วมกัน ไม่มีรั้วกั้น ไม่มีเส้นแบ่งชนชั้น เป็นพื้นที่เปิดกว้างที่ช่วยเยียวยาจิตใจและสร้างความสัมพันธ์อันดีในระดับรากหญ้า

"สวนสุขภาพและนันทนาการของอัครา ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ออกกำลังกาย แต่เป็นพื้นที่แห่งการ 'สร้างโอกาส สร้างรายได้ และสร้างรอยยิ้ม' ให้กับทุกคนในชุมชน เราอยากให้เป็นพื้นที่ที่ใครก็ได้เข้ามาใช้ประโยชน์ มานั่งเล่นก็ยังได้ หรือว่าพ่อแม่เลิกงานแล้วเอาลูกมาเล่นม้าลื่น มาเล่นชิงช้า" ผู้จัดการฝ่ายชุมชนสัมพันธ์คนเดิมกล่าว

จากเหมืองสู่เมืองมีชีวิต! 'อัครา' พลิกภาพจำมากกว่าเหมืองทองคำ

จากเหมืองสู่เมืองมีชีวิต! 'อัครา' พลิกภาพจำมากกว่าเหมืองทองคำ

"เปตอง" ทอยแก่น สร้างแกนชุมชน

ท่ามกลางกีฬายอดฮิตมากมาย ใครจะเชื่อว่ากีฬาที่ครองใจและหลอมรวมผู้คนในพื้นที่นี้ไว้ด้วยกันคือ "เปตอง" ที่นี่ กีฬาเปตองไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมยามว่าง แต่เป็นเสมือนวัฒนธรรมย่อยที่ฝังรากลึก ทุกโรงเรียนและทุกหมู่บ้านรอบเหมืองต่างมีทีมเปตองเป็นของตัวเอง

ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายความยั่งยืน บอกว่า อัครามองเห็นเสน่ห์และพลังของลูกเหล็กเหล่านี้ จึงได้บรรจุสนามเปตองไว้เป็นส่วนสำคัญของ Akara Community Center การจัดการแข่งขันเปตองกระชับมิตรไม่ได้เป็นเพียงการหาผู้ชนะ แต่เป็นการ "ทอยแก่น" เพื่อสร้าง "แกนชุมชน" ให้แข็งแกร่ง กีฬาที่เข้าถึงง่าย ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ราคาแพงนี้ ช่วยทลายกำแพงระหว่างวัยและสถานะทางสังคม ทำให้ผู้บริหาร พนักงาน และชาวบ้าน ได้ลงสนามประลองฝีมือ หัวเราะ และพูดคุยกันอย่างใกล้ชิด ในอนาคต พื้นที่นี้ยังตั้งเป้าที่จะจัดลีคการแข่งขันที่รวบรวมทีมได้มากถึง 30 ทีมเลยทีเดียว

จากเหมืองสู่เมืองมีชีวิต! 'อัครา' พลิกภาพจำมากกว่าเหมืองทองคำ

คืนกำไรให้แผ่นดิน

บทพิสูจน์ความจริงใจของการทำเหมืองยุคใหม่ คือการแบ่งปันความมั่งคั่งกลับคืนสู่แผ่นดิน เชิดศักดิ์อธิบายถึงเรื่องนี้ว่า "อัคราไม่เพียงแต่ชำระค่าภาคหลวงแร่ให้รัฐไปแล้วกว่า 3,250 ล้านบาทนับตั้งแต่กลับมาเปิดดำเนินการ แต่ยังสมทบเงินอีกกว่า 662 ล้านบาท เข้าสู่กองทุนชุมชน 4 กองทุน ซึ่งคิดเป็นถึง 21 เปอร์เซ็นต์ ของค่าภาคหลวง เงินก้อนนี้ถูกแปรสภาพเป็นแสงสว่างจากไฟโซลาร์เซลล์ริมถนน ระบบประปาชุมชน การปรับปรุงโรงเรียนและวัดในพื้นที่รัศมีโดยรอบด้วย"

แต่สิ่งที่ยั่งยืนกว่าเงินบริจาค คือการสร้างรากฐานทางเศรษฐกิจ ล่าสุดในโอกาสครบรอบ 3 ปีของการกลับมาดำเนินการ เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา อัคราได้ร่วมกับสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดเพชรบูรณ์และพิจิตร จัดตลาดนัด "คนมี MIND" ภายในพื้นที่ของเหมือง เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ SMEs และวิสาหกิจชุมชนกว่า 44 ร้านค้านำสินค้ามาจำหน่ายโดยตรง สร้างเม็ดเงินสะพัดกว่า 93,434 บาทภายในวันเดียว ตลาดนัดแห่งนี้ไม่เพียงกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ยังปลุกชีพจรของพื้นที่ให้กลับมาคึกคัก มีร้านอาหาร รีสอร์ต และบ้านเช่าผุดขึ้นมากมาย

นอกจากนี้ อัครายังมองไกลไปถึงวันที่เหมืองต้องปิดตัวลง ด้วยการปั้น "โรงเรียนเกษตรทางเลือก" ผ่านโมเดลโคก หนอง นา และทดลองปลูกทุเรียนสายพันธุ์ใหม่บนพื้นที่ 5 ไร่ ในชื่อ "ทุเรียนเหมืองทอง" เพื่อเตรียมพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรและโฮมสเตย์ในอนาคต รวมไปถึงการศึกษาเพื่อนำ "หางแร่" กว่า 20 ล้านตัน มาผ่านกระบวนการเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เพื่อทำเป็นวัสดุก่อสร้างและถ่ายทอดองค์ความรู้ให้วิสาหกิจชุมชนนำไปต่อยอด

จากเหมืองสู่เมืองมีชีวิต! 'อัครา' พลิกภาพจำมากกว่าเหมืองทองคำ

จากเหมืองสู่เมืองมีชีวิต! 'อัครา' พลิกภาพจำมากกว่าเหมืองทองคำ

เรื่องราวของเหมืองอัคราในวันนี้ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการขุดค้นหาแร่มีค่าใต้ดิน แต่คือการขุดค้นศักยภาพของผู้คนและพื้นที่ เปลี่ยนผ่านจากความหวาดระแวงสู่การอยู่ร่วมกัน จากพื้นที่ทำเหมืองสู่เมืองที่มีชีวิต ตอกย้ำว่าทรัพยากรที่มีค่าที่สุด ไม่ใช่ทองคำที่ซ่อนอยู่ในหิน แต่อยู่ที่ "รอยยิ้มและคุณภาพชีวิต" ของผู้คนบนผืนดินแห่งนี้