ในยุคที่ "ตลาดงาน" ไม่ได้ง่ายอย่างเก่า ไหนจะสภาพเศรษฐกิจที่ตึงจนไม่รู้ว่าบริษัทจะลดคนเมื่อไหร่ และยังมี "สึนามิเอไอ" ที่ถาโถมเข้ามาจน "Gen Y" จำนวนไม่น้อยเริ่มถูกเปรียบเทียบกับน้องๆ "Gen Z" ที่ครบเครื่องเรื่องสกิลของโลกใหม่มากกว่า ยิ่งทวีความกดดันในโลกการทำงานให้ตึงเครียดขึ้นไปอีก
ทั้งหมดนี้นำไปสู่ปรากฏการณ์ที่เรียกว่า "Great Millennial Career Crisis" เป็นวิกฤติชีวิตการทำงานของชาว "Gen Y" หรือ "มิลเลนเนียล" ที่จะต้องดิ้นรนพิสูจน์ตัวเอง รวมถึงพยายาม upskill-reskill ให้องค์กรเห็นว่า ตัวเองยังมีประโยชน์ เพื่ออยู่ให้รอดท่ามกลางคลื่นเลิกจ้าง
สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ ชาว Gen Y จำนวนมากรู้สึกติดหล่ม ท้อแท้กับชีวิตการทำงาน แต่จะให้ทุบโต๊ะแล้วเดินไปยื่นใบลาออก ก็ใจไม่กล้าพอ เพราะกลัวจะต้องไปตายเอาดาบหน้า เผชิญกับสารพัดความเสี่ยงที่ไม่รู้จะหางานที่ตรงใจได้หรือไม่ เงินจะดีกว่าหรือได้เท่าที่เก่าหรือเปล่า ซ้ำร้ายกว่านั้น ถ้าตกงานแบบกู่ไม่กลับ จะยิ่งหนักกว่าเดิม
อยากลาออก แต่ใจไม่กล้าพอ
เมื่อเร็วๆ นี้ มีรายงานการสำรวจล่าสุดของ ELVTR แพลตฟอร์มการศึกษาออนไลน์ในสหรัฐอเมริกา สำรวจกลุ่มวันทำงานรุ่น Gen Z และ Gen Y จำนวน 2,000 คน เกี่ยวกับชีวิต-อุปสรรคในการทำงาน พบว่า ทั้งสองกลุ่ม พบปัญหาที่แตกต่างกันอย่างมีนัยยะสำคัญ
สำหรับผู้พี่ชาว Gen Y แล้ว พบว่า 37% ของ Gen Y รู้สึกไม่พอใจกับบทบาทปัจจุบันของตน และเกินครึ่งหรือ 55% รู้สึกไม่มั่นคงในอาชีพการงาน
โดยกลุ่ม Gen Y เกือบ 6 ใน 10 คน เผยว่า พวกเขารู้สึกติดหล่มในโลกการทำงาน และหวังอยากจะให้มี “ปัจจัยภายนอก” มาช่วยปลดล็อกให้พวกเขาได้ “ออกจากงาน” ที่รู้สึกอึดอัดอยู่ เช่น การถูกเลิกจ้าง ซึ่งไม่เพียงได้รับเงินชดเชยเท่านั้น แต่ยังเป็นการช่วย “ปลดล็อก” ให้พวกเขาเดินออกมาได้ แบบไม่ต้องรู้สึกผิดใดๆ ถ้าเทียบกับการยื่นใบลาออกด้วยตัวเอง
โรมัน เพสกิน ซีอีโอของ ELVTR เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “ความบิดเบี้ยวทางอาชีพ” เมื่องานในปัจจุบันไม่ได้ให้ความมั่นคงหรือโอกาสในการก้าวหน้าเหมือนในอดีตอีกต่อไป
Gen Z ขอแค่โอกาสพิสูจน์ตัวเอง ยัง "ยาก"
ขณะที่ Gen Y พบปัญหาติดหล่ม อยากออกแต่ไม่กล้ายื่นใบลาออกนั้น มองไปที่ Gen Z ก็พบปัญหาอีกรูปแบบหนึ่ง โดยวันนี้ หนุ่มสาวจำนวนมากประสบปัญหาหนี้สินทั้งจากหนี้ กยศ. รวมถึงหนี้อื่นๆ ที่สะสมตามมาจากการเป็น “ผู้ใหญ่”
ในขณะที่ค่าครองชีพก็มีแต่สูงขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้เป้าหมายชีวิตที่เคยเป็นเรื่องธรรมดาทั่วไป เช่น การจะมีบ้านของตัวเองซักหลัง กลายเป็นสิ่งที่ยากจะเอื้อมถึงมากขึ้น
ภาพความสำเร็จแบบเดิมที่เคยสอนกันมาว่า ถ้าตั้งใจเรียนให้ดีๆ จบมาก็ตั้งใจทำงาน ขยันให้มากๆ ไต่เต้าตามสายอาชีพ แล้วจะได้มีชีวิตดีๆ มีความมั่นคงนั้น ไม่มีอยู่จริงอีกต่อไป
ในความเป็นจริง พวกเขาต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย จากค่าครองชีพที่สูงลิ่ว ขณะที่หนี้สินยังคงพอกหางหมู และต้องมาเจอเทคโนโลยี AI ที่เข้ามาแย่งงานในตลาด
อีกทั้ง รูปแบบการจ้างงานวันนี้ก็ต่างจากในอดีต โดยเมื่อก่อน โครงสร้างองค์กรจะเป็นเหมือนพีระมิด องค์กรจะรับพนักงานระดับต้นมาจำนวนมากในลักษณะลองผิดลองถูก ค่อยๆ ค้นหาบุคลากรที่ดีหรือมีแวว จากนั้นก็จะปั้นให้เก่งขึ้นเรื่อยๆ จนไต่สู่ระดับหัวหน้างาน และผู้บริหารขึ้นไปได้
แต่วันนี้ เมื่อมีเทคโนโลยีเข้ามาเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ส่งผลให้ "บันไดอาชีพ" เปลี่ยนไป โดย AI กำลังเข้ามาปรับเปลี่ยนโครงสร้าง “บันไดขั้นล่างสุด” ของสายอาชีพ
แนวคิดเรื่องรับเด็กใหม่เข้ามาสอนงานให้เก่งแทบจะไม่ใช่ทางเลือกแรกๆ ขององค์กร ทำให้งานในระดับเริ่มต้นลดลงอย่างมาก จนเกิดเป็นภาวะที่เรียกว่า "วันสิ้นโลกของการทำงาน" (jobpocalypse) สำหรับคนรุ่นใหม่
นี่ถือเป็น “ภาวะบีบคั้น” ของเด็กจบใหม่ ในระดับเริ่มต้น เมื่อบริษัทไม่สามารถแบกรับต้นทุนในการลองผิดลองถูกได้ กระบวนการจ้างงานเด็กใหม่จึงต้องแม่นยำและเข้มงวดมากขึ้น ขณะเดียวกันองค์กรมีความอดทนต่อความผิดพลาดน้อยลง และไม่มีพื้นที่ให้ค่อยๆ เรียนรู้เพื่อเติบโตเหมือนอย่างระบบเก่าอีกต่อไป
ช่วงวัยเริ่มต้นการทำงานที่ควรจะสดใส เปี่ยมด้วยพลัง ชาว Gen Z กลับต้องเจอสารพัดปัญหาที่ทับถมและโครงสร้างการทำงานที่เปลี่ยนไป ส่งผลให้รู้สึกหมดไฟและผิดหวังในชีวิตเกิดขึ้นเร็วกว่าที่เคย จนผู้เชี่ยวชาญมองว่า "วิกฤติวัยกลางคน (Midlife crises) ได้ขยับมาเริ่มต้นที่อายุเพียง 25 ปีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ปรากฏการณ์โลกการทำงานวันนี้ จึงแทบจะเรียกว่า "ยุคมืด" สำหรับคนรุ่นกลางถึงรุ่นใหม่เลยก็ว่าได้ ในขณะที่ชาว Gen Y กำลังแอบหวังให้ตัวเองถูกผลักตกลงมาจากบันไดอาชีพที่กำลังผุพัง คน Gen Z กลับต้องเผชิญกับความจริงที่โหดร้ายกว่า นั่นคือ บันไดอาชีพที่พวกเขาเตรียมจะปีนป่ายนั้น อาจไม่มีรอพวกเขาอยู่เลยตั้งแต่แรกก็เป็นได้!





